ธีรัจชัย พันธุมาศ ชี้ปัญหาผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยแล้งยาวนานกระทบต่อการเกษตร ภัยพิบัติ และเศรษฐกิจ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนรับมืออย่างทันท่วงที พร้อมเสนอมาตรการจัดการน้ำและการใช้พื้นที่เกษตรในกรุงเทพฯ ตะวันออกอย่างเป็นธรรม การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการกำกับบริษัทค้าข้าวและส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับญัตติแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้ง จากปรากฏการณ์ El Nino พูดถึงเรื่อง El Nino มันก็คืออุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นจากภาวะ เรือนกระจกที่ยาวนานทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำไหล ในมหาสมุทรแปซิฟิก ถ้าอุณหภูมิร้อนไปอยู่ในส่วนของใกล้ประเทศใดประเทศนั้นก็จะร้อน แต่ในฝั่งตรงข้ามของอีกโลกหนึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ La Nina ก็จะเย็นและฝนตก น้ำท่วม นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดโดยธรรมชาติและโดยฝีมือมนุษย์ที่ทำให้อุณหภูมิโลกนั้นสูงขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่แล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้นหรืออย่างไรนี่เกิดจากมนุษย์ทำขึ้นประมาณไม่น้อยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือปรากฏการณ์ธรรมชาติล้วน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ El Nino ที่เกิดในประเทศไทยที่มีการคาดหมายว่าจะเกิดของประเทศไทย ปี ๒๕๖๖ กลางปี ๒๕๖๖ ถึงต้นปี ๒๕๖๗ แต่อาจจะยาวนานถึง ๙-๒๔ เดือน ผลก็คือทำให้ ประเทศไทยนั้นมีการแล้งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะแล้งในฤดูฝนแล้งมาก มันส่งผลอะไรครับ ทางเศรษฐกิจ ทางการเกษตร ทางสิ่งแวดล้อมและด้านอื่น ๆ การท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งหมด การเกษตรซึ่งเป็นจุดหลักของประเทศไทยคาดการณ์ว่าในเรื่องของข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม และสิ่งต่าง ๆ จะเกิดการขาดหายเนื่องจากขาดน้ำ เรามาดูในส่วนของตัวน้ำเลยนะครับ ง่าย ๆ ในส่วนของพืชที่ขาดน้ำ ยกตัวอย่างเช่นฤดูกาลปกติจะหว่านข้าวได้ในฤดูปกติ แล้วก็รอฝนเข้ามาแต่ปัจจุบันนั้นมันอาจจะมีการขับเคลื่อนของฤดูกาล คลาดเคลื่อนไป ๒-๓ เดือน ถ้าทางฝ่ายภาครัฐไม่แม่นยำในการกำหนดว่าฤดูของประเทศที่เปลี่ยนแปลง และเป็นอย่างไร มันจะทำให้ชาวนาที่หว่านข้าว เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ต่าง ๆ นั้นจะเกิดภาวะ เขาเรียกว่าดินสุก ดินสุกคือดินที่ร้อนแล้วก็ทำให้พืชนั้นหว่านไปแล้วก็ตายทำให้ขาดทุน และเป็นปัญหาหนี้สินตามมา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเกษตร
ในปีนี้คาดการณ์ว่าอาจจะมีเสียหายถึงประมาณ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องข้าวประมาณ ๓๗,๖๓๑ ล้านบาท ซึ่งประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้น ข้าวก็จะมีราคาแพง แต่แพงแล้วประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์ เนื่องจากว่า ข้าวที่มีราคาแพงแต่ประชาชนไม่มีข้าวในมือ มันส่งผลอย่างไรครับ ส่งผลให้ถ้าเกิดเราปล่อย เหตุการณ์อย่างนี้รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจก็จะเกิดการทำให้ข้าวในประเทศนี้ราคาแพง คนจะกินข้าวแพง สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะให้ดูในส่วนของบริษัทค้าข้าว ซึ่งในประเทศไทยเรามี บริษัทอยู่หลายบริษัท มีประมาณ ๕ บริษัท เช่น กลุ่ม Asia Golden Rice กลุ่มนครหลวง กลุ่ม CP International กลุ่ม Golden Gallery กลุ่ม Riceland International หรือกลุ่ม Tanasan Rice ต่าง ๆ กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มนำส่งข้าวออกนอกประเทศประมาณ ๖ ล้านตันต่อปี ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจควบคุมการส่งออก ประเทศอินเดียเขาคำนึงถึง El Nino เขาไม่ได้มี El Nino ทั้งประเทศพร้อมกัน เนื่องจากประเทศของเขาใหญ่เขาเป็นส่วน ๆ แต่เขาป้องกันไม่ส่งออกข้าว ประเทศอินเดียผลิตข้าวมากกว่าไทยนะครับ แต่เขามีมาตรการ ห้ามการส่งออกข้าวที่ประชาชนบริโภคทั้งประเทศ แต่ให้ส่งออกเฉพาะข้าว Basmati ซึ่งเป็น ข้าวราคาแพงเท่านั้น ตรงนี้เป็นการปกป้องราคาข้าวในประเทศของเขา แต่ของไทยมาตรการ เหล่านี้ไม่มีนะครับ ๕-๖ กลุ่มบริษัท ๕ เสือของบริษัทค้าข้าวยังไม่มีการควบคุมตรงนี้ อยากให้รัฐบาลกล้าหาญลองเจรจาหรือกำหนดมาตรการในการควบคุม เพื่อจะให้ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ราคาข้าวไม่สูง คนไทยไม่ต้องกินข้าวราคาสูงขึ้นมาครับ ในส่วนของการจัดการน้ำ ยกตัวอย่างในส่วนกรุงเทพมหานครใกล้ ๆ คือในเขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง พื้นที่เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เราคิดว่ากรุงเทพฯ ไม่มีนาใช่หรือไม่ แต่จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ ในส่วนของคลองสามวามีนาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ หนองจอกมีนา ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ไร่ มีนบุรีมีนาประมาณ ๔,๐๐๐ ไร่ ลาดกระบังมีนาประมาณ ๘,๐๐๐ ไร่ รวมพื้นที่แล้วด้านกรุงเทพฯ ตะวันออก มีประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ในกรุงเทพฯ นั้น ต้องการทำนา ต้องการน้ำประมาณ ๑๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ขณะต้นทุนน้ำ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดตอนนี้มีน้ำเพียง ๑๐๗ ล้านลูกบาศก์เมตร และการที่น้ำ จะมาถึงก็จะต้องผ่านจังหวัดปทุมธานี นั่นคือน้ำขาดแน่ ๆ แต่มาตรการของกรุงเทพมหานคร มาตรการของภาครัฐก็คือให้ระงับการปลูกข้าวหรือปลูกข้าวให้น้อยลง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ ค่อนข้างไม่เป็นธรรม พื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างอาภัพ ถูกกัน ให้เป็น Floodway ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ให้เป็นที่รองรับน้ำ กรณีถ้าน้ำเยอะเป็นที่น้ำท่วม ๒-๔ เดือน หรือ ๕ เดือน นั่นคือต้องแช่น้ำในพื้นที่เป็นวง ๆ เป็นกลุ่ม ๆ ที่ผมดูแผนที่น้ำ ๔ กลุ่มใหญ่ต้องแช่น้ำประมาณ ๒-๔ เดือน แต่เวลาน้ำแล้ง ไม่มี แต่พื้นที่ผังเมืองกันเป็น เขียวทแยง เขียวลาย และเขียว เพื่อเป็นพื้นที่เกษตร แต่ไม่มีการส่งเสริมเกษตร ไม่มี การส่งเสริมน้ำ นี่คือความอาภัพของพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออก ผมเลยเสนอให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการตรงนี้และให้รัฐบาลนั้นจัดพื้นที่ที่รองรับน้ำ เช่น เป็นแก้มลิง เป็นอะไร ก็แล้วแต่ให้จัดขึ้นมาสักทีหนึ่ง จัดระบบ Line น้ำตรงนี้ให้ เมื่อเวลาน้ำมากก็มีพื้นที่รองรับน้ำและไหลลงสู่ทะเลได้ และกักเก็บน้ำใช้ในเวลาน้ำแล้งขึ้นมา ไม่เป็นพลเมืองชั้น ๒ ซึ่งเป็นคนเท่ากันแต่ไม่เหมือนกัน ในส่วนนี้ขอเรียนอีกอย่างหนึ่งก็คือในเรื่องของการใช้ระบบระยะยาวในการแก้ปัญหานี้ ก็คือเอาภาพรวมทั้งประเทศ เรามี Carbon Credit นะครับ Carbon Credit ก็คือเป็นกรณี เอื้อของกลุ่มทุนโดยเฉพาะที่ให้บริษัทกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ผลิตแล้ว ผลิตโบราณ ปล่อยก๊าซ เรือนกระจกมาก แต่มีสิทธิในการซื้อ Carbon Credit จากผู้ที่ไม่ปล่อย เช่น ผู้ที่ปลูกพืช ปลูกอะไรขึ้นมา เพื่อซื้อ เอาเงินไปซื้อ แต่ตัวเองสามารถผลิตได้มูลค่าเยอะ มันไม่ได้เป็น การแก้ไขปัญหาเรือนกระจก การที่เรา Set Zero การที่เราเน้นในการให้บริษัทขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมทุกอย่างผลิตให้ Set Zero หมายถึงว่าใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้า พลังงานน้ำขึ้นมาแทน จะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว การปลูกพืชหมุนเวียน พืชยืนต้นในประเทศเพิ่มพื้นที่ ตรงนี้จะทำให้ประเทศเรานั้นเป็นการแก้ไขระยะยาว ในการแก้ปัญหาโลกร้อนขึ้นมา ถ้ารัฐบาลยังทำแบบเดิมถึงคราวแล้งทีหนึ่งก็มาปล่อย แล้งที ก็มาระงับการปลูก น้ำท่วมทีหนึ่งก็มาแจกของ แบบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมจึง อยากจะให้รัฐบาลแก้ไขทั้งระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงกุมระบบการส่งออกข้าว ซึ่งประชาชน จะเดือดร้อนแน่นอน ราคาข้าวสูงแน่นอนครับ ขอฝากให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ศึกษาและส่ง เรื่องนี้ไปยังรัฐบาลให้ตัดสินใจโดยด่วนครับ