สหัสวัต ชี้ปัญหาน้ำภาคตะวันออก เสนอบังคับโรงงานรีไซเคิลน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖

สหัสวัต คุ้มคง หารือปัญหาภัยแล้งและน้ำประปาไม่สะอาดในภาคตะวันออก ชี้ถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรน้ำที่เอื้อประโยชน์ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าประชาชนและเกษตรกร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่องของ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ผูกขาดอำนาจการตัดสินใจไว้กับคณะกรรมการระดับชาติโดยไม่มีตัวแทนชุมชน ทำให้การบริหารจัดการน้ำขาดความเป็นธรรม และเสนอให้บังคับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมติดตั้งระบบรีไซเคิลน้ำที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ เพื่อคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำของประชาชนเป็นลำดับสำคัญที่สุด

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดชลบุรี พรรคก้าวไกล เรื่องที่ผมอยากจะชวนทุกท่าน มาดูคือปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น และจริง ๆ ตอนนี้ก็เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ภาคตะวันออกครับ ขอ Slide ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ตั้งแต่เด็กตั้งแต่ผมจำความได้จนถึงวันนี้ น้ำประปาพื้นที่บ้านผมมันไม่เคยดีเลย ไม่เคยมีคุณภาพครับ ทั้งขุ่นทั้งคาว มีกลิ่น บางที น้ำก็ไหลเบามาก น้ำใช้แทบจะไม่ได้ครับ แต่เป็นน้ำที่ทุกคนต้องเอามาอาบ ใช้ล้างหน้า แปรงฟัน บางวันก็ไม่ไหล แล้วถามว่าชอบไม่ไหลวันไหน มันชอบไม่ไหลวันอาทิตย์ ทั้งที่ วันอาทิตย์นี้เป็นวันหยุดของพี่น้องประชาชนที่จะได้ซักผ้า ล้างจาน ทำโน่นทำนี่ แต่น้ำจะไหล ปกติเสมอในวันธรรมดาให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ เลิกเสียทีเถอะพฤติกรรมแบบนี้ที่เอาน้ำ ไปให้ภาคอุตสาหกรรมก่อนประชาชน แล้วตอนนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายไว้ตอนนี้ภัยแล้งเป็นปัญหาใหญ่ และจะเป็นปัญหาต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ ในภาคตะวันออกครับ ผมอยากจะชวนท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกดูดัชนี ความแห้งแล้งในภาคตะวันออก สีเขียวคือพื้นที่ที่ไม่ค่อยแล้ง สีส้ม ๆ แดง ๆ น้ำตาล ๆ นี่คือ ยิ่งเข้มยิ่งแล้ง ถ้าแต่ละปีเราจะเห็นเลยว่าสถานการณ์แล้งในภาคตะวันออกนั้นรุนแรง มาก ๆ ครับ และปัญหายิ่งหนักขึ้นอีกเมื่อมีการเกิดขึ้นของ EEC ปัญหาที่ใหญ่ตอนนี้คือ การแย่งน้ำกันระหว่างภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม ตอนนี้การใช้น้ำ ในภาคตะวันออกมีน้ำหนักอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรม เราเข้าใจว่าภาคอุตสาหกรรมเป็นภาค ที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ภาคเกษตรก็สำคัญไม่แพ้กันนะครับ เกษตรของภาคตะวันออกคือเกษตรมูลค่าสูง มีทั้ง ทุเรียน มีมังคุด ไปจนถึงการปลูกข้าว เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะขาดไม่ได้เป็น Soft Power ของไทย ตอนนี้การใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมคุกคามภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ทีนี้เรามาดู ปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของภาคตะวันออกเรา ตอนนี้ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ที่ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ความต้องการ การใช้น้ำของภาคตะวันออกอยู่ที่ ๔,๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนถึง ๑,๓๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วทุกวันนี้การแก้ไขปัญหาของเราคืออะไร สร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน โดยคาดหวังว่าเราจะมีน้ำมาให้เก็บ แต่ถ้าเราดูจากผู้อภิปราย ที่ผ่านมาหลาย ๆ ท่านก็ได้ครับ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เราไม่ได้น้ำ อย่างเพียงพอ แล้วเราทำอะไรต่อ ตอนนี้เราในบางพื้นที่แก้ไขปัญหาโดยการใช้น้ำบาดาล ก็อย่างที่ทราบน้ำบาดาลอาจจะบรรเทาปัญหาในระยะสั้นได้ แต่ระยะยาวเราก็ทราบดีว่า น้ำบาดาลอาจจะส่งผลกระทบมากมาย เราทำอะไรอีกในภาคตะวันออก เรามีการผันน้ำ จากแม่น้ำต่าง ๆ เข้ามา เช่น แม่น้ำบางปะกงผันเข้ามาใช้ในอ่างเก็บน้ำ แต่ก็เช่นกันการผันน้ำ ก่อให้เกิดปริมาณน้ำจืดในแม่น้ำบางปะกงลดลง แล้วเกิดน้ำทะเลหนุน ทำให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมตามมามากมาย ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงและพันธุ์สัตว์น้ำที่หายไป ตามมาครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้นอกจากจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ เพราะว่า น้ำไม่เพียงพอแล้ว จริง ๆ แล้วยังเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ อย่างที่ เห็นใน Slide เลย ทำไมพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงเป็นปัญหาครับ ง่าย ๆ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้อำนาจกับสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการต่าง ๆ เป็นกรรมการเต็มไปหมด แต่ไม่มีประชาชนอยู่ในนั้นเลย อำนาจ ของกรรมการชุดนี้มีมากเกินไปครับ ตาม Slide เอาแค่อำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ ตามมาตรา ๑๗ ของ พ.ร.บ. นี้มีเยอะแยะมากมายประมาณ ๑๘ เรื่อง สรุปให้ง่าย ๆ สั้น ๆ น้ำที่ควรจะเป็นทรัพยากรของทุกคนสามารถจัดสรรกันเองได้ในพื้นที่ กลับถูกผูกขาด การจัดการไว้ที่ กนช. หรือพูดง่าย ๆ ว่าน้ำทั้งประเทศจะถูกจัดสรรอย่างไร กลับตกอยู่ในมือ คนกลุ่มเดียว และถึงแม้จะมีเรื่องพื้นที่จะมีคณะกรรมการลุ่มน้ำ แต่คณะกรรมการลุ่มน้ำก็มี สัดส่วนของราชการเยอะมาก และเยอะกว่าผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำอีก ทำให้การกระจายอำนาจ ด้านชลประทานไม่เกิดขึ้นครับ และไม่มีใครมีอำนาจเพียงพอที่จะเห็นแย้งกับ กนช. ได้ ดังนั้นเราอาจจะต้องมีการทบทวนพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำกันอีกครั้งหนึ่ง และนอกจากนี้ปัญหา พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาโดยยึดโยงให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ตามบริบทกฎหมายนี้ออกมาไม่ได้มีการพูดถึงหรือคำนึงถึงภาวะ El Nino ที่เรากำลังพูดถึง ในขณะนี้เลย

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน การใช้ทรัพยากรน้ำตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. การใช้เพื่อการดำรงชีพในครัวเรือน การเกษตร ๒. ใช้เพื่อ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่น ๆ และ ๓. คือการใช้น้ำ เพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก โดยต้องเรียงลำดับการใช้เป็น ๑ ๒ ๓ ตามที่ผมพูดไปครับ แต่ตามข้อมูลที่ผมนำเสนอไปนั้นจะเห็นได้ชัดเลยครับว่าไม่ได้เรียงไป ตามอย่างนั้นแน่นอนครับ

และสุดท้ายครับท่านประธาน ผมมีข้อเสนออีกอย่างหนึ่งคืออยากเสนอ ให้มีการออกกฎหมายเพื่อจะให้มีการบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก ให้มีการ Recycle น้ำอย่างเป็น ระบบ จะเป็นการร่วมกันของโรงงานหรือเจ้าของนิคม หรือลงทุนแบบไหนก็แล้วแต่เลยครับ แต่ต้องให้มีการบังคับให้มีครับ และโรง Recycle น้ำเหล่านี้จะต้องถูกตรวจสอบได้แบบ Real Time ว่าเปิดทำงานอยู่ เพราะปัจจุบันแค่ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานยังมีการแอบปิด ไม่ยอมเดินเครื่องอยู่เลยครับ จะเปิดก็ต่อเมื่อมีคนมาตรวจเท่านั้น และต้องมีมาตรการ ให้โรงงานเหล่านี้ลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำภายนอกลงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้มีน้ำไว้ใช้เป็นอันดับแรกก่อนครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ และฝากถึงท่านที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการนะครับ ฝากข้อเสนอ ของผมด้วยครับ ขอบคุณครับ