สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖

อัคร ทองใจสด หารือเรื่องภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อประเทศไทย โดยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาด้วยการปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ 4 ด้าน พร้อมหารือเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้เครื่องมือ Carbon Credit เพื่อช่วยชุมชนปกป้องผืนป่าและสร้างรายได้

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ มนุษย์เราเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ปีศตวรรษที่ ๑๘ ในช่วงของ การปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงวันนี้เราได้ปล่อยคาร์บอนแล้วกว่า ๓๗ ล้านล้านตัน และยังมี แนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ในการอภิปรายครั้งนี้ผมจึงขอแสดงจุดยืนว่าผมขอสนับสนุน การจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ด้วยเหตุผลและสาเหตุดังต่อไปนี้ ความเจริญของเรา ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจและสังคมต่างแลกมาด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน หรือว่าไนตรัส ออกไซด์ ซึ่งไปทำลายชั้นบรรยากาศและเป็น สาเหตุหลักในการเกิดภาวะโลกร้อน ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มากเกินไป แล้วก็ทำให้เกิด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่ง El Nino ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักจากภาวะโลกร้อนเช่นกัน ซึ่งกระทบทั้งโลกเราและประเทศเราด้วยกัน El Nino เกิดจากภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิ ของน้ำทะเลนั้นสูงขึ้นจนทำให้กระแสลมพัดฝนทางบ้านเราออกไปจนทำให้เกิดฝนทิ้งช่วง ในส่วนของผลกระทบจาก El Nino ต่อประเทศไทยนั้นจากข้อมูลของ GISTDA ในปี ๒๕๖๖ พบว่าหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และเกิดขึ้นใน ๕๒๘ อำเภอของประเทศไทย ซึ่งในบ้านผมเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งอำเภอวิเชียรบุรีและอำเภอศรีเทพน้ำอุปโภคบริโภคต่างไม่มีใช้ น้ำในแม่น้ำป่าสักแทบจะ เดินข้ามได้ พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ประชาชนไม่มีน้ำใช้ในการอาบน้ำ แต่พอมาเดือนนี้ สภาพอากาศแปรปรวนเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดฝนตกหนักประมาณ ๒๐๐ มิลลิเมตร ต่อชั่วโมงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งไม่กี่วันก่อนด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่งมีคนเสียชีวิต จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ตำบลยางสาวเมื่อ ๓ วันที่แล้ว ผมก็ขอแสดงความเสียใจกับเขาด้วย แล้วก็ทำให้พืชผลทางการเกษตรของตำบลภูน้ำหยดและตำบลข้างเคียงเสียหายเนื่องจาก น้ำมากเกินไป ในปัจจุบันพื้นที่แหล่งน้ำหลายแห่งเริ่มตื้นเขินแห้งขอดเกษตรกรได้รับ ผลกระทบ นอกจากนี้ก็ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ผลกระทบทางด้าน เศรษฐกิจ การผลิตพลังงานและไฟฟ้าพลังน้ำ ปัญหาระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากไฟป่า หรือ PM2.5 และผลกระทบต่อการประมงชายฝั่ง

สำหรับแนวทางแก้ปัญหา รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ El Nino ในครั้งนี้ซึ่งอาจจะทวีความรุนแรงขึ้นต่อไปในอนาคตดังนี้

๑. การสนับสนุนพลังงานทดแทน การใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์พลังงานลม และพลังงานน้ำ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ภาคเอกชน และครัวเรือนเห็นถึงประโยชน์และหันมาใช้พลังงานเหล่านี้แทน

๒. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยการเพิ่มการลงทุนในการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด การจัดเก็บพลังงานและการดักจับคาร์บอน CCS เพื่อเร่ง การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

๓. การปลูกป่าและอนุรักษ์ โดยการสนับสนุนการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าไม้ เพิ่มขึ้นเพื่อลดคาร์บอนและป้องกันแหล่งที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติ

๔. การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก และขนาดกลาง เพื่อให้ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดและเราควรให้ความรู้และสนับสนุนเรื่องนี้ คือเรื่อง Carbon Credit ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของโลกในปัจจุบัน มันไม่ใช่ ทางเลือกแต่มันเป็นทางรอด และสิ่งที่เราต้องการเนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของภาคเอกชน มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในวันนี้เป็นเพียง ภาคสมัครใจ ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ ในการบังคับ ซึ่งถ้าเราไม่มีการปรับต่างประเทศก็จะกดดัน ฉะนั้นการปรับไปสู่การใช้ Carbon Credit และภาคบังคับใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศเราควรทำ เนื่องจากคู่ค้าต่างประเทศตระหนักถึง Carbon Footprint ที่เขากำลังให้ความสำคัญกัน ในส่วนของประเทศไทยเองนั้นนอกจากภาครัฐจะหาหนทางส่งเสริมแล้วยังมีองค์กรอื่น ๆ ที่พยายามสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ตัวอย่างเช่น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดทำโครงการคุณดูแลป่าเราดูแลคุณเริ่มในปี ๒๕๖๔ เปลี่ยนการขยายที่ดินทำกิน เพื่อการเกษตรให้เป็นการดูแลป่า โดยต้องเริ่มจากการสร้างแหล่งรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน และ Carbon Credit ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้ชุมชนปกป้องผืนป่าและสร้างรายได้ ที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ สำหรับโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ทั้งภาครัฐที่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเอกชนที่ให้ทุนสนับสนุน โครงการ ภาคชุมชนเป็นกำลังสำคัญในการดูแลป่า โครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ ให้ชุมชนจากการขาย Carbon Credit ภาคเอกชนจะสนับสนุนเงินทุนสำหรับกิจกรรมพัฒนา การจัดการป่าไม้พร้อมบ่มเพาะความคิดริเริ่มทำธุรกิจในท้องที่แทนการจ่ายเงินเพื่อซื้อ Carbon Credit เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดีโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงปัจจุบันครอบคลุม ๔๙ ชุมชน มีพื้นที่ป่ามากกว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ เบื้องต้นมีเป้าหมายจะขยายการดูแลป่า และการกักเก็บคาร์บอนที่ ๑ ล้านไร่ ก็ขอให้ท่านนำเรื่องนี้การจัดเก็บ Carbon Credit นี้ไปใช้ ขอบคุณครับ