สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือเรื่องปัญหาน้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาน้ำที่พื้นที่ชนบทในหน้าแล้งและพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในเขตป่า โดยระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำหลักและ 254 ลุ่มน้ำสาขา แต่ระบบชลประทานมีศักยภาพในการจัดเก็บเพียง 36% ของปริมาณน้ำทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรในพื้นที่ชนบทและพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในเขตป่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการชลประทานของรัฐอย่างเพียงพอ ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาฝนฟ้าและโชคชะตา

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ขอ Slide ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนกันยายนที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางลงพื้นที่ไปที่จังหวัด เชียงใหม่และได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ทันที ภายหลังจากที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดีที่ทางท่าน นายกรัฐมนตรีใส่ใจต่อปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยาวนานอันเนื่องมาจาก ปรากฏการณ์ EI Nino ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่าง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในครั้งนี้แล้วก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลก็คือมีการนำเสนอแนวทาง แล้วก็โครงการในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานครั้งนี้ที่หน่วยงานรัฐ และกรมชลประทานได้เสนอต่อทางท่านนายกรัฐมนตรีไปนั้นก็หลายส่วนเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ว่าถูกต้องหรือไม่ และจะมีใครถือเอาวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ โดยเฉพาะความเดือดร้อนของ ชาวนาภาคกลางเป็นตัวประกันในการสร้างความชอบธรรมและสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ โครงการใหญ่ ๆ ที่ซุกซ่อนปัญหาข้อสงสัยและผลประโยชน์ทับซ้อนเอาไว้ โดยที่เกษตรกร คนชนบทไม่ได้อยู่ในสมการ ผมไม่ได้เพียงแค่ตั้งข้อสงสัยลอย ๆ เพราะในระหว่าง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่กรมชลประทานก็เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ในการจัดการน้ำได้ถือโอกาสเสนอให้มีการผลักดันโครงการผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มีมูลค่าในการลงทุนมากถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยอ้างว่า หากทำโครงการนี้เสร็จก็จะสามารถผันน้ำลงได้ปีละ ๑,๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งโครงการ เป็นลักษณะแบบนี้ที่ผ่านมามีการพยายามผลักดันอยู่ ๓ โครงการด้วยกัน แล้วก็เป็นโครงการ ที่นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และชาวบ้านในพื้นที่เขาออกมาคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่า เป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน ไม่ตอบโจทย์ปัญหา และกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ผมเรียนอย่างนี้ผมสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างรอบคอบรอบด้าน เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งแต่ว่าต้องเป็นโครงการที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนจริง ๆ และที่สำคัญจะต้องไม่นำไปสู่การแย่งชิงน้ำระหว่างคนต้นน้ำกับคนท้ายน้ำ คนที่มีอำนาจต่อรองสูงกับคนที่มีอำนาจต่อรองต่ำ

ท่านประธานครับ แม้ในภาวะวิกฤติก็เกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้อยู่แล้วโดยเฉพาะ ในพื้นที่ชนบทในหน้าแล้งก็จะเจอทั้งปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในครัวเรือนไม่เพียงพอ รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตรโดยรวมก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว จากการศึกษาข้อมูลของกรมชลประทาน ก็พบว่าข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำ และผมคิดว่าจำเป็นต้องมา ทำความเข้าใจกับสังคมไทย ประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ๒๕ ลุ่มน้ำหลักแล้วก็ ๒๕๔ ลุ่มน้ำสาขา ปริมาณน้ำท่าทั่วประเทศเฉลี่ยปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรหรือร้อยละ ๗๑ แต่ระบบชลประทานของประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดเก็บเพียงแค่ ๗๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียงร้อยละ ๓๖ ของปริมาณน้ำทั้งหมด เมื่อดูข้อมูลการจำแนกภาคส่วนที่ใช้น้ำของประเทศไทย แล้วเราจะพบว่าการใช้น้ำเพื่อการเกษตรมีปริมาณมากที่สุดก็คือ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ใน Slide ก็คือช่องสีน้ำเงินก็เท่ากับ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งหมด แต่เมื่อถามว่าในการบริหารจัดการน้ำรัฐให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำให้แก่ภาคการเกษตร มากน้อยเพียงใด เมื่อมาดูข้อมูลพื้นที่ชลประทานของประเทศไทยแล้วพบว่าพื้นที่ เกษตรกรรมที่อยู่ในเขตชลประทานนี่มีเพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก ๗๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรต้องพึ่งพาฝนฟ้า และโชคชะตาด้วยตัวเอง เมื่อ Zoom ลงไปดูรายละเอียดในเชิงพื้นที่มากขึ้นจะพบว่าพื้นที่ เกษตรกรรมของประชาชนที่อยู่บนพื้นที่สูงโดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่ามีระบบชลประทาน ของรัฐน้อยมากและไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้ว โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่บนพื้นที่สูงของกลุ่มชาติพันธุ์แทบจะไม่มีโครงการชลประทานเข้าไป สนับสนุนเลย ประเทศไทยมีพื้นที่กิจกรรมที่อยู่ในเขตป่าและไม่มีเอกสารสิทธิรวมกันมากถึง ๑๖.๙ ล้านไร่ หรือ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทย มีประชากรที่ได้รับ ความเดือดร้อนไม่น้อยกว่า ๕ ล้านคน ที่ดินเหล่านี้เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิอยู่ในเขตป่า จึงไม่ได้รับการพัฒนาแล้วก็ไม่ได้รับการจัดทำโครงการเกี่ยวกับชลประทานใด ๆ เกษตรกร ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองแทบจะทั้งหมด หากแต่สาเหตุที่น้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอ รวมทั้ง การทำโครงการเกี่ยวกับน้ำของไทยก็ล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ปัญหา มีสาเหตุใหญ่ ๆ อยู่ ๔-๕ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือรัฐเน้นทำแต่โครงการขนาดใหญ่แล้วก็ลงทุนสูง ซึ่งเมื่อ โครงการเหล่านี้ไปลงที่ไหนก็จะมีคนได้รับผลกระทบจำนวนมากและคนก็จะคัดค้าน แล้วที่สำคัญก็คือว่าโครงการสำหรับเกษตรกรในชนบทไม่ได้รับการอนุญาตให้สร้างได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่า ไม่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจริง แล้วก็มีการละเลย ต่อการจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้จะต้องตระหนัก ก็คือว่าแม้ในภาวะปกติที่เราไม่ได้เข้าสู่วิกฤติ El Nino น้ำก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว เมื่อเข้าสู่วิกฤติ El Nino เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าปัญหาน้ำจะวิกฤติมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการจัดการระบบชลประทาน ที่ดีพอ อย่างไรก็แล้วแต่ในการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤติ El Nino ก็จะต้อง ไม่นำเอาวิกฤติครั้งนี้ไปเป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ของบางคนที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาได้ ก็ขอนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ