ร่มธรรม ขำนุรักษ์ ระบุสาเหตุวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยชี้ว่าไทยได้รับผลกระทบรุนแรงถึงอันดับ 9 ของโลก พร้อมระบุว่าโลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนรุนแรงและเข้าสู่ยุคโลกเดือด ร่มธรรม ขำนุรักษ์ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลไทยที่ขาดความชัดเจนและถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเป้าหมายลดโลกร้อนต่ำสุด
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงอย่างนี้ครับ ญัตติแรกของผมเป็นญัตติเพื่อเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ เรื่องสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ส่วนญัตติที่ ๒ เป็นญัตติเกี่ยวกับเรื่องน้ำแล้งและภัยแล้ง อันนี้จะขอให้รัฐบาลดำเนินการซึ่งเป็น ๒ ญัตติ ที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ว่าสภานี้ ได้พิจารณาให้เข้าในคราวเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้เวลา เพราะ ๒ ญัตตินี้จำเป็น เป็นเรื่องที่เป็นเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนและในระดับประเทศ จึงขออนุญาตเพื่อนสมาชิกแล้วก็ท่านประธานว่าจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดครับท่านประธาน
ท่านประธานครับ วิกฤติของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเกิดจากการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกอย่างมหาศาลจากกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก ยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ทั้งจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง การสร้างของเสีย เป็นต้น โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราได้เพิ่มสูงขึ้นมา อย่างต่อเนื่อง ขณะประเทศไทยเราก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่เป็นอันดับ ๑๙ ของโลก ซึ่งภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือภาคพลังงาน ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ภาคเกษตร ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และของเสีย ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมต้องพูด ในส่วนนี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหาที่จุดไหน โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สูงขึ้นนี้สวนทางกับพื้นที่ป่าไม้หรือธรรมชาติ ทั้งบนบก ชายฝั่ง และในทะเล ที่ทำหน้าที่ ดูดซับก๊าซเหล่านี้ที่ลดน้อยลงไปจากการใช้ทรัพยากรเกินขนาด โดยปัจจุบันพื้นที่ป่าของโลก เหลืออยู่ประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ดินทั้งหมด สำหรับพื้นที่ป่าธรรมชาติของไทย ในปี ๒๕๖๕ อยู่ที่ประมาณ ๓๑.๕๙ เปอร์เซ็นต์ ขณะปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนก็พบเพิ่มขึ้น เป็น ๒ เท่าของปีก่อนหน้า อีกทั้งในดัชนี Environmental Performance Index พบว่า คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในปี ๒๕๖๕ ตกไปอยู่ในอันดับที่ ๑๐๘ จากทั้งหมด ๑๘๐ ประเทศทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้โลกของเราได้ร้อนขึ้นแล้วอย่างน้อย ๑.๑ องศาเซลเซียส จากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม อีกทั้งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ยังเปิดเผยว่าในช่วง ๘ ปีที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๕ เป็นช่วง ๘ ปีที่ร้อนที่สุด ในรอบ ๑๗๓ ปี สำหรับปีนี้เองก็ถือว่าเป็นปีที่น่ากังวล โดยหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือ Copernicus Climate Change Service หรือ C3S ก็ได้เตือนว่าปี ๒๕๖๖ นี้อาจจะเป็น ๑ ในปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่การบันทึกมา แต่ท่านประธานครับ โลกไม่เพียงร้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวนยิ่งขึ้นอีกด้วย และนี่ไม่ใช่เรื่อง ที่ไกลตัวอีกต่อไป โดยปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนแล้ว เช่น อากาศที่ร้อนขึ้น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้งและไฟป่าไปจนถึงน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุ่นขึ้น ปะการังฟอกขาวในประเทศไทย พายุรุนแรง และน้ำท่วมฉับพลัน โดยแม้ว่า เราจะไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด แต่ประชาชนคนไทยกลับเป็น หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยข้อมูลจากดัชนีความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Risk Index เผยว่าไทยอยู่ในอันดับที่ ๙ ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในช่วง ค.ศ. ๒๐๐๐-๒๐๑๙
สำหรับภัยแล้งและน้ำแล้งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลของประเทศไทย เพราะทำให้ประชาชนขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำ เพื่ออุตสาหกรรม ประกอบกับปรากฏการณ์ El Nino ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ก็เพิ่ม ความเสี่ยงผลกระทบอย่างมากต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับ ในปีนี้เองและในระยะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้ว โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ El Nino โดย El Nino จะลากยาวไปถึงปีหน้า ขณะภัยแล้งจาก El Nino นี้อาจจะเกิดต่อเนื่องไปอีก ๑๕ ปี สำหรับปรากฏการณ์ El Nino นั้นยังปรากฏเด่นชัดมากขึ้นจากฝนที่ตกน้อยลง ในจังหวัดพัทลุง ภาคใต้และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งกรมชลประทานก็ได้ออกมา แจ้งเตือนเรื่องปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งว่าอาจจะไม่เพียงพอต่อ การใช้งานในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชน ปรากฏการณ์นี้ สร้างความกังวลในภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียมาก นับแสนล้านบาท โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำทั้งภาคการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนที่ ซ้ำเติมปัญหาปากท้องและความยากจนของพี่น้องประชาชน และสร้างความกังวลว่าอาจจะ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดนี้ดูเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ภัยทางสภาพภูมิอากาศ จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เตือนว่าโลกของเรากำลังร้อนขึ้นต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเกิน ๑.๕-๒ องศาเซลเซียส จากระดับยุคอุตสาหกรรมภายในศตวรรษนี้ และสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดและอาจจะ ได้เห็นครับ นอกจากนี้ครับท่านประธาน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางท่านอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ได้เตือนว่ายุคของภาวะโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และเรา ได้เข้าสู่ยุคโลกเดือดเป็นที่เรียบร้อย และท่านยังได้เรียกร้องให้ผู้นำโลกเร่งลงมือแก้ไขปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่อาจเลวร้ายมากกว่านี้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดก็เพื่อให้เห็นภาพว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับอะไร แล้วก็เพื่อที่จะให้เห็นว่าเรายังสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยที่ผ่านมาทั่วโลกได้ให้ความสำคัญและมีความร่วมมือ และเป้าหมายในระดับโลกที่หลากหลาย เช่น ความตกลง Paris เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โลกร้อน เกิน ๑.๕-๒ องศาเซลเซียส เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการลงมือแก้ไขปัญหา สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือ Climate Action สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ และสุทธิ เป็น ๐ ในปี ๒๐๖๕ อย่างไรก็ตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำก็เป็นคำพูดกว้าง ๆ ไม่มีตัวชี้วัด ไม่มีแผนหรือกรอบเวลาที่ชัดเจน ถูกประเมินโดยองค์กรวิชาการระหว่างประเทศหรือ Climate Action Tracker จัดว่าเราอยู่ ในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายลดโลกร้อนที่แย่ที่สุดในโลก ขออนุญาตเปลี่ยน Slide ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล ชุดปัจจุบันนี้ก็เหมือนเช่นเดิม ไม่มีแผน ไม่มีนโยบาย ไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ผมจึงไม่มั่นใจ ว่าประเด็นที่เร่งด่วนเช่นนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ผมจึงต้องลุกขึ้นพูดและเสนอญัตติ ในวันนี้ก็เพื่อให้เห็นสถานการณ์ปัญหาสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เราเองต้องเร่ง แก้ไขและควรให้เป็นวาระแห่งชาติที่ประกอบด้วย ๒ มิติหลัก ในการแก้ไขต้องดำเนินการ ไปพร้อม ๆ กันคือการบรรเทาและแก้ไขปัญหาหรือที่เรียกว่า Mitigation และการปรับตัว รับมือกับสภาพภูมิอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นหรือเรียกว่า Adaptation สำหรับการบรรเทา หรือ Mitigation เราจะต้องมีแผนและแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สุทธิ เป็น ๐ หรือ Net Zero ที่ชัดเจนและทะเยอทะยานจะต้องฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับ ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องมีการผลักดันจากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพลังงานเราต้องเร่ง เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดลดการใช้พลังงานที่ปล่อยมลพิษสูง กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งผลักดัน ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ ประกอบกับการส่งเสริมการใช้รถสาธารณะ ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อลดมลพิษและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องสนับสนุนการทำเกษตร ปศุสัตว์ ประมงที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุนสินค้าและบริการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ สร้างรายได้ ให้พี่น้องประชาชนจากโอกาสใหม่ ๆ ในธุรกิจสีเขียว นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานในสังกัดจะต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวและทรัพยากรธรรมชาติ ต้องเร่งให้เกิดกลไกในการควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้นตอ ควบคุม และกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับด้านต่อไป ด้านการปรับตัวและรับมือกับภัยด้านสภาพภูมิอากาศ ที่อาจเกิดขึ้นหรือ Adaptation เป็นส่วนที่ประเทศเราให้ความสำคัญน้อย แต่เป็นส่วนที่ สำคัญในการป้องกันผลกระทบต่อประชาชน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการดังนี้ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องมีการคาดการณ์ว่าประเทศของเรา จะได้รับผลกระทบเพียงใดหากโลกของเราร้อนขึ้น ๑.๕-๒ องศาเซลเซียส อีกทั้งยังควรจะมี แนวทางที่ชัดเจนในการรับมือปรับตัวกับภัยทางสภาพภูมิอากาศและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้นำไปปรับใช้เพื่อป้องกันผลกระทบอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้น
-๗๒/๑ เช่น อาจจะเกิดปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นหรืออาจจะเกิดปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมชายฝั่ง เป็นต้น กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดูว่า มีพื้นที่ไหนที่เสี่ยงต่อภัยทางสภาพ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเร่งป้องกัน ก่อนที่จะเกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน นอกจากนี้หน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะต้องเร่งประเมิน ความเสี่ยงของสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นยาวนานกว่าปกติ พร้อมทั้งวางแผน การกักเก็บน้ำ จัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณการใช้ ทั้งปัญหา แหล่งต้นน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ คลองส่งน้ำและการระบายน้ำ เพราะประเทศไทยของเรา มีภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปรากฏการณ์ El Nino และ La Nina และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน อย่างมากหากไม่มีการวางแผนให้ดี
ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าปัญหา ภาวะโลกร้อน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำเป็นเรื่อง ใกล้ตัว เป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นเรื่องของทุกคน ผมในฐานะประชาชนที่คอยผลักดัน ประเด็นนี้มาโดยตลอดเข้าใจดีว่าทุก ๆ ภาคส่วน ทุก ๆ คนมีความสำคัญที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งภาคประชาชนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ ที่สุดคือผมคาดหวังว่าภาครัฐ ภาคการเมืองจะให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และนำเป้าหมายต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติ และจากที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าการแก้ไข ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับทุก ๆ คนและทุก ๆ ภาคส่วน ที่จะต้องทำงานกันอย่างบูรณาการ วันนี้ผมจึงขอเสนอญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลง คาดการณ์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวรับมือและญัตติเรื่องขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำแล้ง เพื่อให้คณะกรรมาธิการนำผล การศึกษาไปสู่การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ แก้ไขปัญหาภัยแล้ง แก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป โดยคณะกรรมาธิการนี้ ควรศึกษาทั้งประเด็น El Nino คือภัยแล้งที่เป็นเรื่องที่เร่งด่วนในไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ ยังควรที่จะศึกษารวมไปถึงการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงโดยรวมอย่างเป็น ระบบ ในอนาคตหากเราไม่แก้ไขอะไรเลยอุณหภูมิของโลกเราในบางพื้นที่อาจร้อน เกินอยู่อาศัย ร้อนและแล้งเกินการทำการเกษตร พื้นที่เหน็บหนาวของโลกอาจละลาย จนระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไป ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นจนหลายพื้นที่ริมชายฝั่งจมน้ำก็เป็นได้
ท้ายที่สุดนี้ปัญหาภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเกิดจาก น้ำมือของพวกเรา เพราะฉะนั้นเราเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ และปัญหานี้รอไม่ได้ เราจะต้องลงมือตอนนี้เพื่อพี่น้องประชาชนและลูกหลานของเราในอนาคต ขอบคุณครับ ท่านประธาน