ภคมน หนุนอนันต์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารและจัดสรรงบประมาณของ กสทช. โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบกว่า 1.79 พันล้านบาทสำหรับโครงการอบรมทักษะดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างที่มีบริษัทเอกชนเฉพาะเจาะจงได้รับประโยชน์จำนวนมาก รวมถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองและข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ปฏิรูปองค์กร และเปิดเผยข้อมูลทุกกระบวนการให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันต้องขออภิปรายการดำเนินงานของ กสทช. โดยจะชี้ให้เห็นถึงประเด็นต้นตอ ของปัญหางบประมาณมหาศาลที่ไม่โปร่งใส ทำไมดิฉันถึงตั้งหัวเรื่องแบบนี้ ขอ Slide ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากรายงานในปี ๒๕๖๕ สำนักงาน กสทช. ตั้งงบประมาณ ๖,๗๖๕ ล้านบาท และในปี ๒๕๖๖ ก็คือปีนี้ กสทช. ตั้งงบประมาณ ๖,๒๐๐ กว่าล้านบาท งบประมาณ กสทช. ในแต่ละปี จำนวน ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบประมาณที่มากกว่ากระทรวงหลายกระทรวงนะคะ แต่ก็ไม่มี แม้แต่บาทเดียวที่ผ่านการพิจารณาโดยองค์กรที่มาจากประชาชน
แหล่งรายได้ กสทช. มาจากการเก็บสัมปทานคลื่นความถี่ แต่ กสทช. ไม่ใช่ ผู้หาเงินเองนะคะ แต่เป็นเหมือนหน่วยงานที่เก็บค่าต๋ง มีหน้าที่เก็บรายได้ค่าธรรมเนียม จากคลื่นความถี่ที่เป็นสมบัติสาธารณะ โดยมีประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของ เพื่อนำรายได้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ แต่จากผลการปฏิบัติงาน รายได้ของ กสทช. ปีละ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถูกนำไปใช้อย่างไร ตาม พ.ร.บ. กสทช. มาตรา ๖๕ เปิดช่องให้ กสทช. นำรายได้ที่จัดเก็บในแต่ละปีหักค่าใช้จ่ายก่อนแล้วนำส่งเป็นเงินแผ่นดิน ส่วนหนึ่งของ ค่าใช้จ่ายนี้ถูกจัดสรรเป็นค่าบุคลากร ก็คือค่าเงินเดือนของ กสทช. ทั้ง ๗ คนนี้ละค่ะ ใช้งบประมาณ ๒๘.๖ ล้านบาท ท่านประธานคะ ค่าใช้จ่ายของคน ๗ คน ใช้เงินประเทศปีละ ๒๘.๖ ล้านบาท การบริหารงานของ กสทช. ทำให้ดิฉันคิดว่านี่คือระบบเจ้าภาษีนายอากร ที่ถูกยกเลิกไปตั้งแต่สมัย ร. ๕ ที่มีกลุ่มบุคคลที่ได้รับอำนาจตามกฎหมายเข้าไปเก็บเกี่ยว ผลประโยชน์จากอะไรสักอย่างหนึ่งหลังจากหักเปอร์เซ็นต์ไว้กับตัวแล้ว แล้วค่อยส่งให้กับ รัฐบาล ท่านประธานคะ อำนาจที่เบ็ดเสร็จนำมาซึ่งความฉ้อฉลที่เบ็ดเสร็จ อำนาจการอนุมัติ งบประมาณที่เบ็ดเสร็จในตัวเองเปิดช่องให้ท่านใช้งบประมาณอย่างไรก็ได้ เราจึงได้ข่าวมา ตลอด กสทช. ทุกยุคทุกสมัยมันไม่โปร่งใส กรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใส คือการเดินทางไปต่างประเทศของประธาน กสทช. มีข่าวออกทั่วไปเลยว่า ๑ ปี ๓ เดือน ท่านเดินทางแล้ว ๑๕ ครั้ง ใช้งบ ๔๕.๘ ล้านบาท แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมนะคะ เพราะว่า ท่านก็ให้เลขาธิการออกมาชี้แจงแล้วว่าจริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ใช่ ๔๕.๘ ล้านบาท ตามที่สื่อนำเสนอ แต่ใช้ไปแค่ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นค่ะ แต่ท่าน บอกว่าแค่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของประธานนะคะ ไม่ได้นับผู้ติดตาม ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส ดิฉันเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. เปิดเผยข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศของสำนักงาน ทั้งหมดด้วยค่ะ
อีก ๑ โครงการที่ดิฉันขอตั้งคำถามนะคะ การอนุมัติโครงการพัฒนาทักษะ สร้างความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศสู่สังคมดิจิทัล ๕ ภูมิภาค งบประมาณ ๑.๗๙ พันล้านบาท โครงการนี้ทำอะไรคะ โครงการนี้จ่ายเงินจ้างบริษัทเอกชนในแต่ละภูมิภาคให้ไปอบรม ประชาชนชายขอบ ใช้เทคโนโลยีประมูลขายงานกันตามภูมิภาคต่าง ๆ สิ่งที่น่าสงสัยคือ งบ ๑,๘๐๐ ล้านบาท อบรมใช้เทคโนโลยีให้กับคนชายขอบช่วงเลือกตั้ง ท่านมีเป้าหมาย อะไรคะ กลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการอบรม ๕๐๐,๐๐๐ คน ตอนนี้อยู่ไหนหมด เขาใช้เทคโนโลยี เก่งขึ้นไหมคะ และมีข้อกล่าวหาจากสื่อว่าบริษัทเอกชนที่ชนะการประมูลโครงการล้วนมี ความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนการเมืองในรัฐบาลทั้งสิ้น โดยแต่ละรายที่ชนะการประมูลโครงการนี้แต่ละ Zone ต้องเจียดงบสนับสนุนพิเศษให้กับ พรรคการเมืองใหญ่เกือบ ๑๐๐ ล้านบาท ผ่านกระบวนการจัดสรรประโยชน์ที่มีผู้บริหาร ระดับสูงของ กสทช. แห่งนี้เป็นผู้ดำเนินการ อันนี้สื่อลงนะคะ ดิฉันไม่ได้พูดเอง แต่ก็ สอดคล้องกันค่ะ เมื่อคิดกลับไปแล้วการที่ กสทช. กระตือรือร้นเหลือเกินในการที่จะนำ งบประมาณของ กสทช. ไปทำฟุตบอลโลกสนองพระเดชพระคุณอดีตผู้มีบารมีในรัฐบาล ชุดที่แล้ว ดิฉันไม่ทราบว่าผู้บริหารระดับสูงท่านนั้นเป็นใคร ขอให้ท่านชี้แจงด้วยนะคะ
สุดท้ายค่ะ ดิฉันเป็นนักข่าวเก่า มีแหล่งข่าวให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาว่า มีบริษัทหนึ่งชื่อทาลอนเน็ต มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ Board กสทช. และรับโครงการต่าง ๆ จาก กสทช. ดิฉันอยากทราบว่าข้อมูลนั้นจริงหรือไม่ ก็เลยไปสืบค้นข้อมูล พบว่า บริษัท ทาลอนเน็ต จำกัด มีตัวตนอยู่จริงค่ะ ได้รับการประมูลงานจาก กสทช. จริงตามที่ แหล่งข่าวแจ้งมา โดยบริษัทประกอบกิจการซื้อขาย ติดตั้ง บำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกแบบพัฒนา e-Commerce มีทุนจดทะเบียน ๕ ล้านบาท ข้อมูลการรับงานภาครัฐ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๖ มีการรับงานไปแล้ว ๓๕ โครงการ วงเงิน ๑๔๑ ล้านบาท ๒๑ จาก ๓๕ โครงการ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท ทาลอนเน็ต จำกัด ดังกล่าวโครงการเกือบทั้งหมดรับงานจาก กสทช. ที่เดียว ลองค้นข้อมูลแล้วก็ไม่พบ Website บริษัท เมื่อเปรียบเทียบรายได้บริษัทกับวงเงินจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด แทบจะเท่ากันพอดีค่ะ หรืออาจกล่าวได้ว่าบริษัทนี้มีรายได้ก้าวกระโดดทันทีตั้งแต่ระดับงาน กสทช. ในปี ๒๕๖๐ นี่คือที่ตั้งของ บริษัท ทาลอนเน็ต จำกัด จากฐานข้อมูลเราพบว่า บริษัท ทาลอนเน็ต จำกัด มีที่ตั้งอยู่ที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานครนี่เองค่ะ ซึ่งเป็นที่ตั้ง เดียวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอมิตา การจัดหาน้ำประปาในครัวเรือนและอุตสาหกรรม ดิฉันให้ ทีมลงไปสำรวจค่ะ พบว่าที่ตั้งบริษัทที่รับงาน กสทช. ปีละ ๓๐ กว่าล้านบาทนี้ สภาพจริง เป็น Townhouse ๑ คูหา ๓ ชั้นแบบนี้ และรูปนี้ก็ถ่ายเมื่อไม่กี่วันนี้เอง หน้าบริษัทก็มี ตากกางเกงอยู่ บริษัทนี้ยังคงดำเนินการอยู่และรับงาน กสทช. ปี ๒๕๖๖ นี้ด้วย เรื่องนี้ดิฉัน อยากให้มีการชี้แจงว่า กสทช. ใช้งบประมาณของรัฐปีละ ๒๓-๓๐ ล้านบาท จัดซื้อจัดจ้าง ในโครงการแบบนี้ได้อย่างไร ข้อกล่าวหานี้มี กสทช. ท่านหนึ่งเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ ขอให้ ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบด้วยนะคะ ข้อมูลความไม่โปร่งใสทั้งหมดดิฉันอภิปรายมานี้ แสดงให้เห็นว่านี่เป็นสถานะองค์กรแบบพิเศษ ที่นำมาซึ่งอำนาจพิเศษ กสทช. ถูกแต่งตั้งโดย วุฒิสภาที่มาจาก คสช. ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณซึ่งมาจากทรัพยากรของประเทศที่มี ประชาชนเป็นเจ้าของปีละหลายหมื่นล้านบาท อยู่ในการบริหารของ กสทช. ถูกใช้อย่างไม่มี ประสิทธิภาพ ต้นตอของปัญหานี้ล้วนเกิดจากโครงสร้างอำนาจตามกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ ให้แก่รัฐราชการที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษโดยไร้การตรวจสอบ ในฐานะอดีตสื่อมวลชนนะคะ ดิฉันติดตามการทำงานของ กสทช. มาโดยตลอด ติดตามว่าเมื่อไรท่านจะทำตามแผนแม่บท ที่ให้ไว้คือการปฏิรูปสื่อที่ระบุไว้ในปี ๒๕๕๓ แต่เวลาล่วงเลยจนถึงบัดนี้ดิฉันคิดว่าการปฏิรูปสื่อ อาจจะไม่เร่งด่วนเท่ากับการปฏิรูป กสทช. ดิฉันขอเสนอความเห็นต่อสภาแห่งนี้ว่า กสทช. จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ ที่ไม่ให้อำนาจ กสทช. เป็นหน่วยงานที่ลอยเหนือการตรวจสอบ และของบประมาณจากสภา ต้องมีการเปลี่ยนที่มาของ Board ให้ยึดโยงกับประชาชน และถูกตรวจสอบจากองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้ได้ ขอบคุณค่ะ