ขัตติยา ตั้งข้อสังเกต กสทช. เร่งทบทวนเกณฑ์สื่อ-ป้องกันความเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖

ขัตติยา สวัสดิผล ตั้งข้อสังเกตและซักถาม กสทช. หลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างสื่อภายใต้การกำกับกับสื่อดิจิทัล การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย ปัญหาโฆษณาที่รบกวนผู้บริโภค การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับสื่อ เร่งเสริมความมั่นคงไซเบอร์ และเตรียมการเจรจาล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการถ่ายทอดกีฬาสำคัญอย่างเป็นธรรม รวมถึงติดตามความคืบหน้าการขยายโครงข่าย 5G และการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและเหมาะสม

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายถึงรายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี ๒๕๖๕ และรายงาน การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ปี ๒๕๖๕ โดยอิงจากรายงานในเล่มนี้นะคะ ซึ่งจากรายงานเล่มนี้ ดิฉันได้เห็นถึงปัญหาและความท้าทายที่ทาง กสทช. จะต้องเผชิญในโลกแห่งความเป็นจริง จึงอยากแสดงความห่วงใย แล้วก็ถามคำถามไปยัง กสทช. ใน ๖ ประเด็น ดังต่อไปนี้ ขอ Slide แรกค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นแรก เป็นเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันรวมถึงโครงสร้างตลาด ในรายงานฉบับนี้ทาง กตป. ได้มี การรวบรวมความคิดเห็นจากทั้งประชาชน ผู้ประกอบการสื่อ แล้วก็ผู้รับสื่อที่อยู่ภายใต้ กสทช. ว่าเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาหนึ่งที่เจอคือการแข่งขันของผู้ประกอบการสื่อ TV และวิทยุถูกควบคุมโดยหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่เข้มงวดมากจนเกินไป ซึ่งเมื่อเทียบกับ เนื้อหาทางสื่อ Online เขาไม่ได้มีกฎหมายเฉพาะมาควบคุมหลักเกณฑ์มากขนาดนี้ ทำให้ ผู้ที่ผลิตสื่อ Online ทำงานได้ง่ายกว่า จึงเกิดการแข่งขันกับสื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุม ของ กสทช. ดิฉันขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ค่ะ รายการเรื่องเล่าเช้านี้ของคุณสรยุทธ์ ซึ่งอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของ กสทช. แต่เขาต้องแยกออกมาทำรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ทางช่อง YouTube ซึ่งมีเนื้อหาที่เข้มข้นกว่าที่ออกในทาง TV นั่นก็เพราะว่าบางเนื้อหา มันไม่สามารถออกอากาศทาง TV ได้จึงต้องย้ายมาออกอากาศในทาง YouTube แทน คนก็ตามมาเพราะอยากมาเสพเนื้อหาที่เข้มข้นกว่า ทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น สิ่งนี้ ทำให้สื่อหลัก ๆ ไม่สามารถขยับตัวทัน แล้วก็ขยับตัวไม่ได้ เพื่อที่จะรับกับพฤติกรรม การเสพสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะว่าติดกฎระเบียบของ กสทช. นั่นเอง ทำให้ ผู้ประกอบการสื่อที่อยู่ภายใต้ กสทช. แข่งขันไม่ทัน แล้วก็แข่งขันไม่ได้กับทางสื่อ Online ค่ะ

นอกจากนั้นเมื่อผู้บริโภคเอาความรวดเร็ว แล้วก็เอาความสะดวกของตนเอง เป็นที่ตั้ง สื่อ Online จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด แล้วก็นำมาสู่ปัญหาการแบ่ง สัดส่วนตลาดที่สื่อ Online แบ่งสัดส่วนการใช้บริการไปจากสื่อหลักที่อยู่ภายใต้ กสทช. นั่นเอง นอกจากนั้นประชาชนบ่นว่าใน TV และวิทยุมีสื่อโฆษณามากกว่าเนื้อหาสาระสำคัญ ที่เขาต้องการจะดู ดิฉันเข้าใจนะคะว่าเราต้องมีโฆษณาเพื่อการเพิ่มรายได้ เนื่องจากว่า ค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นความถี่นั้นแพงลิบลิ่วเหลือเกิน ก็ต้องยัดเยียดโฆษณาให้กับ ผู้บริโภค แต่ถ้ายัดเยียดโฆษณามากเกินไป นั่นหมายความว่าผู้บริโภคสื่อเขาก็จะหนีไปใช้ สื่อ Online มากขึ้น แล้วเดี๋ยวนี้ช่อง YouTube ก็มีให้สมัครแบบ Premium แล้วโดยที่ไม่มี โฆษณาคั่น ผู้บริโภคก็จะยิ่งหนีสื่อหลักไปเสพสื่อ Online กันมากขึ้นหรือเปล่า

- ๓ ๘/๑ ดิฉันจึงอยากให้ทาง กสทช. พิจารณาทบทวน ปรับลดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสื่อที่อยู่ ภายใต้ กสทช. เราจะสามารถปรับหลักเกณฑ์ให้เหมือนเป็น OTT Service ได้ไหม ซึ่งเรา อาจจะควบคุมเนื้อหาที่จะก่อให้เกิดปัญหาจริง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันขอพูดถึงเรื่อง Cyber Security รวมถึง Data Privacy นั่นก็คือความปลอดภัยทาง Cyber แล้วก็ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล จากรายงานของ กตป. เล่มนี้ค่ะ ดิฉันเห็น กสทช. ว่ามี ๔ มาตรการในการแก้ไขปัญหาแก๊ง Call Center นะคะ อันแรกก็คือจะระงับสายโทรเข้าจากต่างประเทศที่มีรูปแบบเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็น เบอร์โทรศัพท์บ้าน อันที่ ๒ ก็คือระงับสายโทรเข้าจากต่างประเทศที่มีรูปแบบเบอร์โทรเข้า เป็นรหัสโทรศัพท์ประจำประเทศที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรให้กับประเทศใดเลย ๓. ก็คือ ตรวจสอบสายโทรเข้าจากต่างประเทศที่ผิดกฎหมายว่ามีการดัดแปลงเลขหมายหรือไม่ และมาตรการที่ ๔ ก็คือถ้าสายที่โทรเข้ามาจากต่างประเทศไม่ได้มีการกำหนดเลขหมาย ต้นทาง ก็ให้ดำเนินการเพิ่มเครื่องหมาย +๖๖ เข้าไปนำหน้าเบอร์เพื่อให้ประชาชนทราบว่า เป็นการโทรเข้ามาจากต่างประเทศ คำถามของดิฉันก็คือว่า ๔ มาตรการนี้เพียงพอหรือไม่ ที่จะแก้ไขปัญหาแก๊ง Call Center เรามีตัวชี้วัดความสำเร็จหรือเปล่าว่า ๔ มาตรการนี้ ทำแล้วได้ผล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร เราสามารถแก้ปัญหานี้ไปได้เท่าไรแล้ว และทาง กสทช. จะมีมาตรการนอกเหนือจาก ๔ มาตรการนี้อีกหรือไม่

ประเด็นที่ ๓ คือเรื่อง USO หรือ Universal Service Obligation ท่านประธานคะ ภารกิจหลักของ กสทช. คือเรื่อง USO นั่นหมายความว่าทาง กสทช. ต้องจัดให้มีโทรคมนาคม พื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม คือให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเหลื่อมล้ำ แต่จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แสดงว่ามีผู้เข้าถึง Internet เท่าที่สำรวจจริงคือจำนวน ๕๖.๗ ล้านคน หรือคิดเป็นจำนวน ๘๖.๖ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยทั้งประเทศ นี่คือจำนวนจากสำนักงานสถิติที่เขาแสดงออกมา ดิฉันเลยอยากตั้งคำถามของ กสทช. ว่ามันคือตัวเลขนี้จริง ๆ หรือไม่ และทาง กสทช. เอง ได้ทำสถิติของตัวเองหรือไม่ว่ามีผู้เข้าถึง Internet เป็นตัวเลขตามนี้จริง ๆ คำถามต่อมา คือสถานการณ์การเข้าถึงสัญญาณในปัจจุบันครอบคลุมกี่พื้นที่แล้ว เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นสัดส่วนเท่าไรในเชิงพื้นที่ของประเทศ เราได้มีการตรวจสอบถึงจุดเสี่ยงบ้างหรือไม่ว่า หากมีปัญหาในการส่งสัญญาณเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ประสิทธิภาพ ของสัญญาณเหล่านี้มีมากหรือน้อยเพียงใด และอีกคำถามหนึ่งก็คือ กสทช. มีมาตรการ ส่งเสริมผู้สูงอายุให้เข้าถึงสื่อยุคใหม่ได้อย่างไรบ้าง

ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคว่าทาง กสทช. มีการคุ้มครอง การละเมิดสิทธิของผู้บริโภคอย่างไรบ้าง คำถามคือ กสทช. ได้มีการควบคุมอย่างเพียงพอ แล้วหรือไม่ในส่วนของโฆษณาในแง่ของปริมาณความถี่และเสียงที่ผู้บริโภคต้องเสพเสียง เข้าไป เนื่องจากมีผู้บริโภคจำนวนมากบ่นถึงเรื่องการโฆษณาที่เกินจริง การโฆษณาที่มีคลื่นถี่ เกินไป และที่สำคัญจะว่าแปลกก็แปลก มีการเร่งเสียงโฆษณาขึ้น คือเวลาเราดูอยู่ดี ๆ พอโฆษณามาเสียงเร่งขึ้นค่ะ อันนี้ตามรายงานฉบับนี้บอกไว้นะคะ ก็เลยอยากจะถามว่าสิ่งนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคสื่อหรือเปล่า และทาง กสทช. มีแนวทางในการแก้ปัญหา อย่างไรบ้าง

อีกเรื่องที่ดังมากเมื่อไม่นานมานี้ คือกฎ Must Have Must Carry คำถาม ของดิฉันคือกฎของ กสทช. ตอนนี้มันสอดคล้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ ทำไมเราถึงมีปัญหาในการซื้อลิขสิทธิ์ดูฟุตบอลโลก แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าจากใน Slide จะเห็นว่าเวียดนามมีประชากรเกือบ ๑๐๐ ล้านคน แต่ซื้อลิขสิทธิ์ดูฟุตบอลในราคา ๕๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะที่ประเทศไทย มีประชากร ๖๙ ล้านคน แต่เราต้องซื้อลิขสิทธิ์ดูฟุตบอลในราคา ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แถมยังต้องใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงเอาไปใช้แบบผิด วัตถุประสงค์อีก เหตุใดถึงไม่เตรียมตัวเจรจาการซื้อลิขสิทธิ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า ฟุตบอลโลกมี ๔ ปีครั้ง เราจะได้หาความร่วมมือจากภาครัฐรวมถึงหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ ในการทำให้ประชาชนได้ดูฟุตบอลได้ ดิฉันไม่ได้จะให้ยกเลิกกฎนี้นะคะ แต่ดิฉันคิดว่า ทุกหน่วยงานควรจะต้องหาทางออกร่วมกันในการทำให้กฎนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องไป เบียดเบียนเงินภาษีของประชาชนในส่วนอื่น ๆ ค่ะ

ประเด็นที่ ๕ เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในรายงานบอกว่าปัจจุบัน มีการขยายโครงข่ายสัญญาณ 5G คลื่นความถี่ย่าน ๒,๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ในเขต EEC ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ EEC ดิฉันจึงอยากตั้งคำถามว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ EEC นี้เพียงพอแล้วหรือไม่ และมีแผนที่จะขยายโครงข่ายอีกหรือเปล่า ส่วน กสทช. ยังมี นโยบายขยายขอบเขตที่จะเพิ่มเสาโทรคมนาคมให้ครอบคลุมการเข้าถึงอย่างเพียงพอ ก็เลยอยากถามว่าเพียงพอคือประมาณเท่าไร ครอบคุมพื้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ ครอบคุมพื้นที่ชนบท ด้วยหรือไม่

อีกคำถามหนึ่งค่ะ เมื่อปี ๒๕๖๔ มติให้ยกเลิกการประมูลวงจรดาวเทียม ด้วยเหตุผลว่ามีผู้ยื่นประมูลเพียงแค่รายเดียว ดิฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้ กสทช. ได้มีการวาง กรอบระยะเวลาให้มีการประมูลใหม่แล้วหรือยัง เนื่องจากวงโคจรดาวเทียม ๑๑๙.๕ หรือดาวเทียมไทยคม ๔ กำลังจะหมดอายุในไม่ช้านี้ ซึ่งหากหมดอายุแล้วยังไม่ได้มี การต่อสัญญา อาจจะขาดความต่อเนื่องในการใช้บริการและอาจเสียโอกาสได้

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ดิฉันมีคำถามว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กสทช. จะมีมาตรการหรือข้อเสนออย่างไรบ้าง ที่จะพัฒนากฎ ระเบียบด้านสารสนเทศให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีขึ้น อย่างรวดเร็ว นี่คือ ๖ ประเด็นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ