ศุภโชติ ตั้งข้อสังเกตโครงสร้างราคาก๊าซ-ความโปร่งใส กกพ. หวั่นภาระประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ศุภโชติ ไชยสัจ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่าไฟฟ้าสูง ขณะที่ก๊าซในประเทศถูกจัดสรรให้อุตสาหกรรมก่อน จึงเรียกร้องให้ กกพ. และกระทรวงพลังงานชี้แจงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างราคา พร้อมทั้งท้วงติงความโปร่งใสในการพิจารณาโครงการพลังงานทดแทนและการเจรจาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยเสนอให้ใช้เหตุสุดวิสัยอย่างโควิด-19 เป็นเงื่อนไขลดค่าความพร้อมจ่าย และตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณดูงานต่างประเทศ รวมถึงความล้าหลังของระบบราชการที่อาจสะท้อนถึงอิทธิพลของกลุ่มทุนเหนือหน่วยงานกำกับพลังงาน แทนที่จะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

นายศุภโชติ ไชยสัจ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมอยากขออภิปรายและสอบถามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการกิจการพลังงาน โดยมี ๓-๔ ประเด็นที่ผมอยากจะตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงในวันนี้

ประเด็นแรก เรื่องการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติในการผลิต กระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน ที่ทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงเกินไป ทุกท่านครับ ไฟฟ้าที่เราใช้ กันอยู่ทุกวันนี้ผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมากถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นราคา ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของไฟฟ้าในบ้านเรา แต่ต้นทุนราคาก๊าซที่ถูกนำมาใช้ ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับพวกเรานั้น มาจาก Pool Gas ที่พึ่งพาการนำเข้าแล้วก็มีราคาแพง ในขณะที่แหล่งก๊าซในประเทศที่มีราคาถูก ถูกนำไปเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อนำไปใช้ให้กับกลุ่ม ธุรกิจปิโตรเคมีก่อน สรุปได้ง่าย ๆ เลยนะครับ ของถูกให้ภาคธุรกิจก่อน ของแพงให้กับ ประชาชน ย้ำอีกครั้งนะครับ ของถูกให้กับภาคธุรกิจก่อน ของแพงให้กับประชาชน แน่นอนครับว่าโครงสร้างแบบนี้ผู้เสียประโยชน์คือประชาชน ท่านประธานครับ แต่ผม และสังคมกลับมีความหวัง พอได้เห็นหนังสือที่ทาง กกพ. ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายนที่ผ่านมา เสนอให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ โดยเสนอให้นำราคาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศมาเฉลี่ยรวมกับ Pool Gas ที่มี ราคาแพง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงด้วย ผมจึงอยากตั้งคำถามถึง กกพ. ว่า จากวันนั้นถึงวันนี้เกือบ ๔ เดือนแล้วท่านมีการติดตามผลของการทำหนังสือฉบับนี้หรือไม่ กระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะประชาชน เขาสงสัยกันครับว่าหรือเป็นเพราะการที่กลุ่มปิโตรเคมีต้องจ่ายแพงขึ้น เป็นตัวขัดขวาง ให้ข้อเสนอนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องความโปร่งใสของ กกพ. ในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๙ (๗) ที่ให้มีการเผยแพร่มติของ คณะกรรมการใด ๆ ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งสู่สาธารณะ ท่านประธานครับ การเปิดเผยมติ มันสำคัญเพราะมันช่วยให้เกิดความโปร่งใสและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เช่นประเด็น การให้ใบอนุญาตโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนรอบที่ผ่านมามากกว่า ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ท่านระบุว่าจะให้ใบอนุญาตตามคะแนนเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่กฎเกณฑ์ วิธีการ ให้คะแนนท่านก็ไม่ได้แจ้ง มีแต่การใช้ดุลยพินิจเพียงอย่างเดียว คำถามคือความโปร่งใส มันอยู่ที่ไหนครับ นี่ยังไม่รวมกระบวนการคัดเลือกที่ให้เวลาแค่เดือนเดียวในการยื่นเอกสาร ท่านครับ คนเขาตั้งคำถามกันว่าคนที่เตรียมเอกสารทันนี่พวกเขารู้กันอยู่แล้วหรือเปล่าครับ หรือประเด็นราคารับซื้อไฟฟ้าที่เราเรียกว่า Feed-in Tariff จากโรงไฟฟ้าพวกนี้มีสูตรคำนวณ อย่างไร สูงเกินกว่าความเป็นจริงราคาตลาดหรือไม่ เพราะคนที่แบกรับต้นทุนก็คือ พี่น้องประชาชนทุกคน ผมจึงอยากตั้งคำถามผ่านไปยังผู้ชี้แจงนะครับว่าทำไมไม่เปิดเผยมติ หรือเนื้อหากระบวนการต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่อย่างนั้นตัว กกพ. เองอาจกำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๑๕๗ อยู่ก็เป็นได้

ประเด็นที่ ๓ ครับ เรื่องการเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อปรับลด ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า ทุกท่านครับ ไทยมีจำนวนโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นโดยมีถึง ๘ โรงที่ไม่ได้เดินเครื่องเลยในปี ๒๕๖๔ แต่เรายังต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ผ่านค่าความพร้อมจ่ายที่ถูกระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA ผมเข้าใจนะครับว่า การเข้าไปแก้ไขสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นเรื่องที่ยาก แต่ท่านประธานครับ ในทุก ๆ สัญญา จะมีการระบุข้อกำหนดข้อหนึ่งคือเหตุสุดวิสัย หรือ Force Majeure คือการเกิดเหตุที่อยู่ นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น การแพร่ระบาดของ COVID-19 ควรจะนำมาเป็นเหตุ สุดวิสัยที่สามารถนำไปสู่การแก้ไข ลดค่าความพร้อมจ่ายที่รัฐจะต้องจ่ายให้กับเอกชนได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เกิน ความจำเป็นนี้ถูกสร้างตามแผน PDP ที่ไม่ได้คำนึงถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นี้เลย เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนผมขอตั้งคำถามว่าท่านเคยมีความคิดหรือความพยายามที่จะเรียก ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทบทวนแก้ไขสัญญานี้หรือไม่

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องงบประมาณและความคุ้มค่าในการเดินทาง ไปดูงานต่างประเทศ ผมขอตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับงบในกลุ่มนี้ที่สูงมากกว่าหลายสิบล้านบาท ต่อปี แต่ละปีท่านเดินทางไปประเทศต่าง ๆ มากมายแต่ละประเทศล้วนเป็นประเทศที่มี ความก้าวหน้าทางด้านพลังงานทั้งสิ้น คำถามคือทำไมเราถึงยังไม่มีนโยบายหรือกระบวนการ ต่าง ๆ ที่ทันสมัยเหมือนกับประเทศอื่น ๆ เขา เช่นในขณะที่ประเทศอื่นใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ในการยื่นประมูลโรงไฟฟ้าแต่เรายังต้องยื่นซองกระดาษกันอยู่เลย

สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงว่าถ้าหน่วยงาน ที่ควรจะกำกับกิจการพลังงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ แต่กลับถูกสังคม ตั้งคำถามว่าท่านกำลังถูกกำกับโดยกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ไม่ใช่เพื่อประชาชน อยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วประชาชนจะพึ่งใคร ขอบคุณครับ