พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ชื่นชมความก้าวหน้าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางการจัดการพลังงานจากขยะ โดยเสนอให้ใช้เกณฑ์ EIA แทน Code of Practice ในการประเมินสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันมลพิษสะสมจากโรงงานที่ตั้งใกล้กัน และเรียกร้องให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเอื้อหนุนให้สอดคล้องกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเตือนความเสี่ยงจากการสร้างโรงไฟฟ้าขยะมากเกินจำเป็นและเรียกร้องการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใส
สวัสดีครับ เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านเลขาธิการและผู้แทนสำนักงานกำกับกิจการ พลังงานที่ได้เข้าร่วมมารายงานผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ด้วยตัวท่านเอง ผมขอชื่นชมการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของตัวพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเห็นได้ชัดในตัวรายงาน ที่ท่านนำเสนอขึ้นถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอัตราที่น่าพึงพอใจเมื่อเทียบกับ ประเทศต่าง ๆ ถ้าการเพิ่มขึ้นในอัตรานี้โดยเฉลี่ยคร่าว ๆ ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ปี เราคงจะสามารถที่จะบรรลุเป้าหมาย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ได้ประมาณปี ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นปลายปีของแผนพลังงาน AEDP แผนของพลังงานทดแทน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าวิธีการที่ทาง กกพ. ผมใช้ชื่อย่อว่า กกพ. แทนสำนักงานกำกับกิจการ พลังงานก็แล้วกันนะครับ ทาง กกพ. ได้มีการนำหลักเกณฑ์หรือวิธีการในการคัดเลือก หรือวิธีการในการดำเนินการสำหรับการจัดการตัวขยะซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียน ด้วยวิธีการเผา เพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยี ที่ดีที่สุด ในการกำจัดขยะซึ่งเรียกว่าเป็น Base Available Technology อยู่ ณ ตอนนี้ ซึ่งผมคิดว่าวิธีการนี้ค่อนข้างจะเหมาะสมกับการแก้ปัญหาของขยะล้นเมืองในประเทศไทย ที่มีขยะเทกองกว่า ๒,๐๐๐ กว่าแห่งซึ่งกระจายกันทั่วประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมมากมาย การเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานจึงเป็นการจัดการขยะที่เหมาะสมที่สุด แต่อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าว ผมมีข้อสังเกตไว้อยู่ประมาณ ๔ ประการ ดังต่อไปนี้
ในข้อแรก การคัดเลือกโครงการต่าง ๆ หรือการให้ใบอนุญาตโครงการจัดการ ตัวพลังงานหมุนเวียนหรือว่าการจัดการขยะเพื่อผลิตเป็นพลังงานก็ตาม เราใช้หลักเกณฑ์ ของ COP ซึ่งเราเรียกว่าเป็น Code Of Practice ในขณะเดียวกัน Code Of Practice มีความเข้มข้นของการประเมิน โดยการจัดการของสำนักงานของท่านเอง ความเข้มข้น เมื่อเทียบกับ EIA ผมต้องบอกว่าทาง EIA มีความเข้มข้นที่สูงกว่า แต่มลพิษที่เกิดขึ้นจาก เตาเผาขยะ หรือโรงไฟฟ้าขยะที่ท่านพูดมันมีมลพิษไม่ได้ต่างกันเลยกับโรงไฟฟ้าจากชนิดอื่น ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าอยากจะให้ทาง กกพ. พิจารณาเรื่องของการจัดการประเมิน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับตัว EIA หรืออย่างน้อยก็ต้องโยกกลับไปให้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. พิจารณา สำหรับตัวโครงการเตาเผาขยะนะครับ ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว ถ้าหากท่าน ลองไป Check ดูมีโรงงานเตาเผาขยะที่มีกำลังการผลิตประมาณ ๙ เมกะวัตต์ ๓ โรงงาน ตั้งเรียงต่อกันเลย แต่ทั้ง ๓ โรงงานที่ว่านี้ใช้ COP รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ดำเนินการเพื่อยื่นต่อ กกพ. เองเหมือนกันเลย เพียงแต่เปลี่ยนแค่ชื่อ นั่นก็หมายถึงว่า มลพิษที่เกิดขึ้นจากโรงงานทั้ง ๓ แหล่งไม่ได้นำมาประกอบกันในการพิจารณา ถ้าพูดง่าย ๆ ท่านมี ๙ เมกะวัตต์ ๓ โรง ๙ คูณ ๓ คือ ๒๗ เมกะวัตต์ แต่ในการพิจารณาผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ท่านกลับเอา ๙ บวก ๙ บวก ๙ แต่ก็คือเท่ากับ ๙ นั่นก็คือว่ามลพิษที่ออก ท่านประเมินทีละโรง ๆ ก็เท่ากับว่ามลพิษที่เกิดขึ้นเท่ากับโรงเดียว นี่คือประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผมอยากจะนำเรียนท่าน
ส่วนประเด็นถัดมา เรื่องของความเหมาะสมของ FiT ต่อด้านสิ่งแวดล้อม ผมอยากเสนอว่าตอนนี้ FiT ที่ให้ก็คือค่าเงินเพิ่มพิเศษ Feed-in Tariff ท่านควรพิจารณา ที่จะเพิ่มให้กับโครงการที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ตัว Carbon Emissions ถ้าท่านให้โรงงานที่มีผลิตคาร์บอนน้อยกว่าท่านเพิ่มให้ตัว FiT สูงกว่าก็จะเป็นการเพิ่ม แรงจูงใจให้โครงการต่าง ๆ เร่งรัดในการที่จะลดการผลิตตัวคาร์บอนในการปลดปล่อย ออกไป ซึ่งคล้าย ๆ กับการพิจารณาโดยอาศัยตัวภาพรวม ซึ่งเรียกว่าเป็น Life Cycle Assessment คือการประเมินภาพรวมทั้งหมด ใครผลิตน้อยก็ได้ประโยชน์มาก
ถัดมาประเด็นเรื่องของสัญญาโรงไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งมีเวลาถึง ๒๐ ปี การตัดสินใจหากดำเนินการโดยไม่รอบคอบจะเป็นภาระต่อคนรุ่นถัดไปอย่างแน่นอน อย่างเช่น เขาอาจจะเผชิญภาระอย่างที่เจอตอนนี้ก็คือค่าไฟสูงขึ้นอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ถ้าหากท่านสร้างโรงไฟฟ้าขยะมากเกินไปโดยไม่มีการพิจารณาเครื่องการคุมกำเนิดจะมีผล ต่อปริมาณขยะ ถ้าหากท่านดำเนินการด้วยการลดขยะ ด้วยการนำไป Recycle ซึ่งจะทำให้ ขยะลดลง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็จะเกิดปัญหาว่าโรงไฟฟ้าจากขยะจะเอาขยะที่ไหนมาเผา สุดท้ายท่านก็ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
สุดท้ายประเด็นเรื่องของการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการ Monitor โครงการต่าง ๆ อย่างเช่น โรงไฟฟ้าที่หาดใหญ่ ซึ่งได้มีการปิดตัวลงไป เนื่องมาจากว่าค่า Emission ไม่ผ่านเกณฑ์ ผมอยากฝากให้ทาง กกพ. ช่วยดูแลตรงนี้ให้ด้วย เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นค่าเงินเพิ่มพิเศษนั้นก็คือเป็นเงินของพวกเรา เงินของ ประชาชนทั้งนั้น เงินทั้งหมดที่จ่ายให้ไปก็ไม่ควรที่จะส่งให้เกิดผลกระทบหรือมลพิษย้อนกลับ มาถึงเราในฐานะประชาชน ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้โครงการต่าง ๆ ผลิตไฟฟ้าให้ได้ดี มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
โดยสรุปผมอยากขอให้สำนักงานมีกลไกในการควบคุม กำกับดูแล ด้านสิ่งแวดล้อม มีอัตราเงินเพิ่ม หรือ FiT ที่โปร่งใส สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยได้ แล้วก็ สุดท้ายอยากให้ท่านประเมินเรื่องของเตาเผาที่ท่านจะอนุญาตจะต้องไม่มากเกินความจำเป็น ขอบคุณครับท่านประธาน