จิรัชยา ชี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หวังรัฐเร่งคุ้มครองเหยื่อ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

จิรัชยา สัพโส หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต่อเด็กและสตรี ซึ่งเกิดจากปัจจัยด้านโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย เสริมสร้างระบบคุ้มครองเหยื่อ และจัดตั้งกลไกการดูแลครอบครัวอย่างยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวจิรัชยา สัพโส สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจิรัชยา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ ต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมการสำหรับการมารายงานข้อมูลสถิติสถานการณ์ด้านความรุนแรง ในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ จากการที่ดิฉันได้ศึกษารายงาน ทั้ง ๒ ปีพบว่าปัจจุบันในสังคมไทยพบความรุนแรงมากขึ้นในครอบครัวซึ่งเกิดได้ทุกสังคม และมีความหลากหลาย รวมทั้งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวปรากฏขึ้น ในเด็กและสตรีอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงข้อมูลจากสำนักกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี ๒๕๖๔ มีจำนวนถึง ๒,๑๑๔ เหตุการณ์ ซึ่งในเหตุการณ์จำนวนดังกล่าวมีผู้กระทำ ความรุนแรงในครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น ๑,๙๗๘ ราย ส่วนใหญ่ผู้กระทำความรุนแรง เป็นเพศชาย มีจำนวนถึง ๑,๖๑๐ ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๘๑.๔๐ นอกจากนี้ข้อมูลจาก สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ในปี ๒๕๖๑ ก็พบว่าสังคมไทยมีความรุนแรง ในครอบครัวเกิดขึ้นกับเด็กและสตรีสูงถึง ๘๓.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ทว่าหากเราดูจากข้อมูลสถิติ ในปี ๒๕๖๓ สถิติความรุนแรงทั้ง ๑๖ หน่วยงานเลยนะคะ มีอยู่ที่ ๓๘,๕๐๘ ราย แต่คดี ที่นำไปสู่การร้องทุกข์มีเพียง ๑๘๕ ราย ซึ่งนับเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำค่ะ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก นอกจากนี้ยังมีการยกฟ้องอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการยกฟ้องไม่ได้แปลว่า ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เหยื่ออาจจะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากพอที่จะเอาผิด อย่างที่ ผู้ชี้แจงกล่าวถึงความรุนแรงที่เกิดในร่างกายมีมากที่สุดเพราะอะไร เพราะว่ามันมีหลักฐาน เชิงประจักษ์ และความรุนแรงทางด้านจิตใจ ซึ่งความรุนแรงทางด้านจิตใจไม่ว่าจะเป็น การด่าทอ ข่มขู่ต่าง ๆ กลับถูกยกฟ้องอย่างง่ายดาย หรือบางครั้งก็ไม่สามารถเป็นคดีได้ ซึ่งผลกระทบทางจิตใจรักษาได้ยากและใช้เวลานาน เหยื่อหลายคนอาจเกิดโรคความเครียด หลังจากประสบภัยอันตราย หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า PTSD ทั้งที่ความเป็นจริงแม้เพียงคำพูด หรือการทำร้ายร่างกายในระดับเล็กน้อยภายในครอบครัวก็ไม่สมควรเกิดขึ้น ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ จากตามสื่อต่าง ๆ หรือจากที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไปว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาสาเหตุ การเกิดความรุนแรงในครอบครัวมาจากพิษเศรษฐกิจ ซึ่งต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ของ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้หลาย ๆ ครอบครัวขาดรายได้ เกิดความเครียด แล้วก็ อาจจะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถ้าเรามองตามหลักความเป็นจริงสรีระของผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าหากครอบครัวที่โดนปลูกฝังให้ฝ่ายชายหรือฝ่ายสามีให้เกียรติฝ่ายหญิงก็จะไม่เกิด เหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ยกตัวอย่างคุณพ่อของดิฉันซึ่งให้เกียรติ ใช้คำว่าเกรงใจภรรยาก็ไม่มี เหตุการณ์ความรุนแรงแบบนี้เกิดขึ้นในครอบครัว แต่บางครอบครัวเมื่อเกิดความเครียด กลับใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา และอีกหนึ่งประการที่สำคัญกับเหตุการณ์การใช้ ความรุนแรงในครอบครัวที่ทำให้หลาย ๆ หน่วยงานไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ เพราะผู้ถูกกระทำอาจไม่ต้องการที่จะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ต้องการที่จะมีคดีเนื่องจากผู้กระทำผิด เป็นคนในครอบครัว และรวมถึงการฟ้องร้องด้วย ในประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้านความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเน้นให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาส กลับตัวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในสถาบันครอบครัว และตัวกฎหมายนั้น ให้ศาลพยายามให้คู่ความสามารถยอมความได้ จะเห็นว่ากฎหมายเลือกรักษาความเป็นครอบครัว มากกว่าความปลอดภัยของคน ดิฉันเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเด็กและสตรี วันนี้ไม่ได้ต้องการที่จะเข้ามาต่อว่าหน่วยงานใด ๆ นะคะ แต่ต้องการที่จะเข้ามาให้กำลังใจ ให้หน่วยงานเข้ามาขจัดความรุนแรงของปัญหาในครอบครัว ด้วยการเสนอวิธีการแก้ไข ปัญหาดังนี้

รัฐต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงโครงสร้างอาจจะไม่ได้ปรากฏชัด เหมือนความรุนแรงในเชิงกายภาพ ซึ่งอาจจะเริ่มจากตัวพ่อแม่ขณะที่อาจจะมีเงื่อนไข บังคับบางอย่างที่ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นข้อจำกัด ในด้านของรายได้ ข้อจำกัดในด้านที่อยู่อาศัย ถูกสังคมกดดัน ซึ่งอาจจะสื่อได้ว่าปัญหา ครอบครัวที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวเนื่องมาจากรัฐขาดระบบการดูแลช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ใน ภาวะยากลำบาก เพราะฉะนั้นดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการสร้างระบบ เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชน คนในครอบครัวมีทักษะที่ดีและสามารถดูแลสนับสนุนครอบครัว ต่อไปได้

สุดท้ายหลายครั้งที่เหยื่อต้องเป็นคนหาทางออกด้วยตัวเอง เพราะผู้กระทำผิด เป็นคนในครอบครัว ผู้เป็นเหยื่อจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีวิธีการแก้ และวิธีหลุดพ้นจาก เหตุการณ์ความรุนแรงอย่างนี้ได้อย่างไร ปัญหาในครอบครัวอาจจะมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว แต่ผลกระทบต่าง ๆ หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด ถึงแม้จะมีหลายหน่วยงาน เข้ามาช่วยเหลือ แต่สุดท้ายมักจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย และปัญหาความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้น ดังเดิม ดิฉันหวังว่าในอนาคตเราจะมีทางออกที่ดีและยั่งยืนต่อทุกฝ่าย ขอบคุณค่ะ