จินตนา จันทร์บำรุง และจินตนา จันทร์เพ็ญ หารือประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยแบ่งประเภทความรุนแรงเป็นสามด้าน คือ ร่างกาย เพศ และจิตใจ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของแผน 5P การบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงกลไกการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทั้งในระดับชาติ จังหวัด และชุมชนภายใต้บันทึกข้อตกลงร่วมกับ 27 หน่วยงาน ทั้งยังชี้ถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมาย ความพร้อมในการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ปี 2550 และ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัว พร้อมรับข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงรายงานและแผนปฏิบัติการให้มีข้อมูลที่ชัดเจน ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง และมีตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน ในที่สุดก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ และให้ข้อแนะนำ ข้อสังเกตต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มีหลายประเด็นที่คิดว่าเราก็สามารถที่จะกลับไปดำเนินการได้เลย ดิฉันอยากจะนำเสนอนิดหนึ่งว่าในส่วนของความรุนแรงในครอบครัวที่มีประเด็นอาจจะไม่สามารถ ตอบคำถามได้ทุกท่าน แต่ขออนุญาตพูดในภาพรวมนะคะ
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวเรื่องของความรุนแรง เราแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ประเภทที่ ๑ ความรุนแรงทางร่างกายก็เป็นจำนวนที่มากที่สุด ในทุกสถิติของหน่วยงาน ประเภทที่ ๒ ก็คือความรุนแรงทางเพศ อันนี้ก็มีอยู่เป็นอันดับ ๒ ประเภทที่ ๓ ก็คือความรุนแรงด้านจิตใจที่หลายท่านได้พูดถึง เพราะฉะนั้นเรื่องของ ความรุนแรงในครอบครัวก็จะมีอยู่ เราเก็บข้อมูลทั้ง ๓ ส่วนนี้นะคะ แต่ว่าทุกสถิติที่ไม่ว่าจะเป็น ๑๖ หน่วยงาน เราจะเห็นว่าทางร่างกายมากที่สุด อันนั้นอยู่ในรายละเอียดการนำเสนอ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการดำเนินงาน ที่หลายท่านพูดถึงเรามีแผนปฏิบัติการ เรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเรามีใน 5P เรื่องของ Policy เรื่องของเชิงนโยบาย แล้วก็เรื่องของการคุ้มครอง ป้องกัน ในเรื่องของการดำเนินคดี ทางกฎหมาย แล้วก็ในเรื่องของ Partnership อันนี้เป็นส่วนสำคัญ เพราะฉะนั้นในการดำเนินงาน เราก็จะเน้นในเรื่องของบูรณาการซึ่งหลายท่านก็ให้ความสำคัญ แล้วก็พูดถึงว่าจะต้องมี บูรณาการของทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน เพราะฉะนั้นอันนี้เองคิดว่าการที่เรามี คณะกรรมการจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งภาคเอกชนก็สามารถขับเคลื่อนในเชิงนโยบายได้
อีกส่วนหนึ่งเรามี MOU ความร่วมมือกับ ๒๗ หน่วยงาน ทุก ๆ คนเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของความรุนแรงในครอบครัว เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะใช้กลไกในส่วน คณะกรรมการ ซึ่งถ้าพูดถึงกลไกเรื่องของการดำเนินงานเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเรามีกลไก ทั้ง ๓ ระดับ ระดับชาติก็มีคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในระดับชาติ แล้วก็มีในระดับจังหวัดเรามีศูนย์ปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทุกจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครก็อยู่ที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ส่วนในชุมชน เราก็มีศูนย์ปฏิบัติการ มีศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ที่หลายท่านก็พูดถึงว่าเรามี ๗,๑๔๙ แห่ง เพราะฉะนั้นกลไกทั้ง ๓ ส่วนนี้ก็สามารถที่จะขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทีนี้มันอาจจะอยู่ในส่วนของความเข้าใจ ส่วนในเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ้าท่านดู ใน พ.ร.บ. ท่านจะเห็นว่าผู้รักษาการในกฎหมายคือในเรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าในกระบวนการของกระทรวงสาธารณสุขเอง หรือทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือทางด้าน สังคมที่จะต้องบูรณาการร่วมกัน
อีกส่วนหนึ่งที่คิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง คือในเรื่องของความรุนแรงที่บอก เรามีนโยบาย 5P ในเรื่องของกระบวนงานที่สำคัญก็คือเรื่องของการคุ้มครองวัตถุประสงค์ หลักของ พ.ร.บ. คุ้มครองที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ คือในเรื่องของ คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวให้เขาได้รับความปลอดภัยได้รับการช่วยเหลือ ส่วนที่หลายท่านพูดถึงเรื่องของการไกล่เกลี่ย เพราะเราไม่ได้มีธงเลย เจ้าหน้าที่เราไม่ได้มีธงว่า คนที่มีความรุนแรงในครอบครัวจะต้องกลับมาอยู่ครอบครัวเดียวกัน เราให้เขามีการปรับปรุง แก้ไข มีมาตรการ เช่นอาจจะให้ไปในเรื่องของการเลิกสุรา หรือยาเสพติด หรือว่าส่งไป รักษาพยาบาล หรือบางทีในส่วนคุ้มครองก็ห้ามเข้าใกล้ ๕๐ เมตร อะไรลักษณะนี้ คือศาล ก็จะสั่งมาตรการคุ้มครองในกรณีเร่งด่วน เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นการหย่าร้างหรือการที่เขาแยกกันเราก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถูกกระทำ แล้วก็ในเรื่องของเด็กด้วย เพราะฉะนั้นก็คงไม่ได้เพื่อการไกล่เกลี่ยให้อยู่ร่วมกันในทุกราย ก็ดูเป็น Case อันนี้ก็อยากจะนำเรียน เพราะฉะนั้นในส่วนของที่ท่านให้ข้อเสนอในรายงานนี้ เราก็จะรับไปปรับปรุง เพราะว่าเรารายงานทุกปี ปี ๒๕๖๕ ก็ใกล้จะมาเสนอนะคะ เพราะฉะนั้นในส่วนสถิติที่เป็นจริง ในส่วนข้อมูลที่มีคนพิการ มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง แล้วการวิเคราะห์ข้อมูลที่ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องของแผนปฏิบัติการที่หลายท่านพูดถึงว่า เรื่องของตัวชี้วัด เรามีตัวชี้วัดชัดเจนไหม สามารถวัดผลได้ไหม และความรุนแรงในครอบครัว นำเรียนท่านก็เห็นจากสถิติเพิ่มขึ้นทุกปีจากหลักร้อยจนเป็นหลักพัน จะเห็นว่ามีการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงก่อนของโควิดอาจประมาณ ๑๕๐ รายต่อเดือน ขณะนี้เพิ่มเป็น ๒๐๐ ราย บางเดือนก็ ๒๐๐ รายกว่า อันนี้เห็นเพิ่มสถิติ อีกส่วนหนึ่งการที่เพิ่มนะคะ ซึ่งจริง ๆ เราก็มี เป้าหมายที่ต้องให้ลด แต่ส่วนหนึ่งอย่างหลายท่านท่านพูดว่าความรุนแรงในครอบครัว บางที ข้อมูลที่เราเห็นมันอาจจะไม่ได้ทั้งหมด มีบางส่วนนะคะ แต่ถ้าสถิติเชิงว่ามีคนมาแจ้งมากขึ้น อันนี้ก็คือเหมือนว่ามีการรับรู้ประชาชนเข้าใจ เพราะเราดูจากสถิติเดิมจะไม่ค่อยมีการแจ้งความมาก ก็จะมีในเรื่องของตัวผู้ถูกกระทำมาแจ้งความเอง แต่ว่าเราพยายามรณรงค์เหมือนที่หลายท่านพูด ก็คือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่ปัญหาของครอบครัวอย่างเดียว เป็นปัญหาของทุกคน ในสังคมก็จะมีการสอดส่อง เพราะฉะนั้นจำนวนคนที่เข้ามาแจ้งที่ไม่ใช่ตัวที่ถูกกระทำนี้ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเพื่อนบ้านที่อาจจะพบเห็นก็มีการเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่า เราต้องการข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางกรมกิจการสตรีและสถาบัน ครอบครัวเราจะรับไปปรับปรุงในส่วนของตัวรายงาน ส่วนในเรื่องของกระบวนการในการทำงาน หลายท่านให้ข้อเสนอแนะ เราก็จะนำไปปรับปรุง
ส่วนที่ ๓ ที่พูดถึงเรื่องของกฎหมาย เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ ซึ่งขณะนี้เรามีการประเมินผลสัมฤทธิ์เรียบร้อยแล้ว มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งก็เป็นเหมือนที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึงก็คือ มันจะมีประเด็นปัญหาในเชิงปฏิบัติงานอยู่ เช่น มาตรา ๑๐ การต้องร้องทุกข์กล่าวโทษต่าง ๆ หรือมีในหลาย ๆ ส่วนที่อาจจะให้ความสำคัญเรื่องของการเขียนว่าไกล่เกลี่ยลักษณะนี้ ในปัญหาต่าง ๆ เราเห็นปัญหาเราก็มีการประเมินผลสัมฤทธิ์มี ๑๐ ประเด็น ซึ่งรับฟัง ความคิดเห็นก็มีการปรับปรุง โดยขณะนี้เรามีประธาน ท่านศาสตราจารย์พิเศษ ท่านจรัญ ภักดีธนากุล ร่วมกับหน่วยงานทุกหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมเป็นคณะทำงาน เราได้ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ปรับปรุงรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศมาแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นกฎหมายที่เราพร้อม รัฐบาลใหม่เราก็สามารถที่จะเสนอในการปรับปรุง และแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ ก็ฝากท่านสมาชิก ได้สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ก็จะแก้ปัญหา ซึ่งเราเห็นปัญหาจากที่ท่านได้นำเสนอมาในส่วน ของกฎหมาย อีกส่วนหนึ่งที่ท่านพูดถึง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบัน ครอบครัว ปี ๒๕๖๒ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ใช้เพราะมีพระราชกำหนดอยู่ ถามว่ากระทรวง พม. ได้มีการเตรียมความพร้อมตรงนี้อย่างไร เราก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ มีการขอไปที่ทาง ก.พ. แล้วหลายท่านก็พูดว่าพนักงานความรุนแรง ของเราตอนนี้ยังเป็นจ้างเหมาอาจจะไม่มีความมั่นคง เราก็ขอไปเป็นพนักงานราชการ ๒๓๑ อัตรา กำลังอยู่ในส่วนวิเคราะห์ ก็จะมีนักสังคมสงเคราะห์ แต่ละจังหวัดก็มีนิติกร แล้วมีนักจิตวิทยา ถ้าเราสามารถมีบุคลากรที่พร้อมที่จะรองรับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ ก็คือ จังหวัดทุกจังหวัดจะเป็นศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว แล้วศูนย์พัฒนาครอบครัว ในชุมชนก็จะเป็นกลไกสำคัญที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เองเราได้มี การเตรียมตัวในการพัฒนาบุคลากรด้วย และรวมทั้งในเรื่องของกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ที่อยู่ ในชุมชน ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเราก็มีการขยายเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นกลไก หน้าที่ในการคุ้มครอง แล้วก็ป้องกันเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ในชั้นนี้ดิฉันใคร่ขอนำ ข้อเสนอแนะของท่านแล้วก็ได้ตอบในบางส่วนของท่าน เพราะฉะนั้นในเรื่องกฎหมายเราก็มี ความก้าวหน้า เรื่องกระบวนงานก็พยายามที่จะให้บูรณาการ หรือขณะนี้เรามีการตั้งทีม สหวิชาชีพในพื้นที่เพื่อจะได้ให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มีการอบรมแม้แต่ตำรวจ เราก็มีการอบรมพนักงานสอบสวนเพื่อให้มีความเข้าใจในเรื่องของความรุนแรง แล้วก็ ในเรื่องของทัศนคติหรือเจตคติ เรื่องการรณรงค์ความรุนแรงในครอบครัวตอนนี้เรารณรงค์ ในเรื่องของ Respect การให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นเพศไหน อันนี้ก็จะเป็น ปัญหาหนึ่งที่ในเรื่องของมายาคติ ในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เพราะฉะนั้นประเด็น ที่คุณธัญวัจน์เสนอเองหรือหลาย ๆ ท่านพูดถึงความเท่าเทียมระหว่างเพศ อันนี้เราตระหนัก ให้ความสำคัญ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรุนแรงในครอบครัวมันก็ต้องเริ่มจากบุคคลในครอบครัว ในเรื่องของการเลี้ยงดูบุตรด้วย ในเรื่องของการที่ให้ทุกพื้นที่เป็นที่ปลอดภัยด้วย เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ใคร่ขอได้ตอบคำถามหรือว่าได้สะท้อนในส่วนของที่ทุกท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณค่ะ