กัลยพัชร รจิตโรจน์ ระบุว่ารายงานความรุนแรงในครอบครัวสะท้อนเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง โดยชี้ให้เห็นปัญหาความรุนแรงต่อผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ขาดผู้ดูแลเนื่องจากภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งนำไปสู่การทอดทิ้งและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ พร้อมเสนอข้อเสนอ 3 ประการเพื่อแก้ไขระบบช่วยเหลือ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอขอบคุณกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ที่ได้จัดทำรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว โดยถึงแม้จะมีเครือข่าย ผู้ให้ความช่วยเหลือและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ก็ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ รุนแรงได้มากถึงปีละ ๒๘,๐๐๐ คนค่ะ กระนั้นเองความช่วยเหลือที่อยู่ในรายงานเป็นปรากฏการณ์ความรุนแรงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือของเครือข่ายผู้ให้บริการช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในที่ตั้ง อยู่ในสำนักงาน อยู่ในสถานบริการสุขภาพ ตัวเลขผู้ถูกกระทำรุนแรงที่สะท้อนในรายงาน เกือบ ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี จึงเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกจำนวนมากที่ถูกทำร้าย แต่ไม่กล้าที่จะขอเข้ารับการช่วยเหลือ หรือว่าเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวอีกกลุ่มหนึ่ง ที่แทบไม่ปรากฏในรายงานเลย นั่นคือความรุนแรงในคู่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยที่อยู่ใน ภาวะพึ่งพิง หรือผู้ป่วยติดเตียงกับผู้ให้การดูแล ณ ขณะนี้เราเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ผู้ป่วยเรื้อรัง ติดเตียงมีแนวโน้มขาดผู้ดูแลมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับคนวัยทำงานแบบรุ่นพวกเรา บางครอบครัวอาจมีผู้ป่วย ๑-๒ คน แต่มีผู้ให้การดูแลเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาจึงต้องแบกรับ ภาระการดูแลที่หนักหน่วง จำนวนหนึ่งต้องลาออกจากงานมาดูแล พวกเขาอยู่ในสภาวะ เครียด บีบคั้น กดดัน และอาจพลั้งเผลอทำร้ายผู้ป่วย หรือแม้แต่ตั้งใจทำร้ายผู้ป่วยติดเตียง นี่คือความรุนแรงในครอบครัว หรือ Domestic Violence เช่นเดียวกันที่คนมักมองข้าม แน่นอนว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่สามารถเดินทางมาศูนย์ให้ความช่วยเหลือได้ ตัวเลขจึงไม่ปรากฏ ในรายงานความรุนแรงในครอบครัว แม้กระทั่งการกรอกข้อมูลก็ยังไม่เคยมีคำถามว่า ผู้ถูกกระทำรุนแรงเป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือไม่ ตามนิยามการทำรุนแรง นอกจากการใช้กำลังแล้ว การทอดทิ้ง โดดเดี่ยว ไม่ใส่ใจก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง ขอให้ท่านตระหนักว่าระหว่างนี้ ที่เรานั่งกันอยู่นี้ในชุมชนของเรายังมีผู้ป่วยติดเตียงถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวในช่วงกลางวัน เสี่ยงที่จะทุกข์ทรมานจากความเหงา จากความเจ็บปวด จากแผลกดทับ จากความน้อยเนื้อต่ำใจ ในความเป็นมนุษย์ แต่ความรุนแรงนี้มิใช่ว่าเป็นความตั้งใจส่วนตัวของผู้ดูแล แต่เป็นความรุนแรง ของสังคมต่างหากที่ไม่จัดสรรระบบการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง และผู้ดูแลอย่างเหมาะสม และเพียงพอ ความทุกข์ทรมานลักษณะนี้ที่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงกังวล บางคนถึงขนาดส่งเสียงเรียกร้องสิทธิเร่งการตาย หรือ Euthanasia มาเลยก็มี นอกจากนั้น ยังสะท้อนผ่านสถิติการฆ่าตัวตายที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง หรือผู้ป่วย ระยะสุดท้าย โดยในปีงบประมาณปีล่าสุดมีผู้สูงอายุฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ ๑,๐๐๐ คน ท่านประธานคะ นี่คือความรุนแรงที่ควรจะถูกบรรจุไว้ในรายงานสถานการณ์ด้วยหรือไม่ เพื่อลดความรุนแรงจากการดูแลผู้ป่วยในภาวะพึ่งพิงดิฉันมีข้อเสนอ ๓ ประการ ดังนี้
ประการที่ ๑ ดิฉันเสนอต่อผู้จัดทำรายงานว่า ควรเฝ้าระวังความรุนแรง ในครอบครัวโดยเพิ่มประเด็นความรุนแรงที่ Caregiver ทำต่อผู้ป่วยติดเตียงด้วย
ประการที่ ๒ ดิฉันขอเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่า สังคมไทยจะต้องเร่งพัฒนา ระบบสุขภาพชุมชน เพิ่มปริมาณกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้ายอย่างจริงจัง ให้ครอบครัวที่มีผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วย เพราะถ้าหาก เราสามารถลดความตึงเครียดของผู้ดูแลได้ก็ย่อมลดความรุนแรงในครอบครัวต่อผู้ป่วยได้ เช่นเดียวกัน
ประการสุดท้าย ดิฉันขอเสนอทั้งต่อรัฐสภาและต่อฝ่ายบริหารให้ช่วยสนับสนุน การกระจายอำนาจและทรัพยากรให้ท้องถิ่นจัดการปัญหาสังคม และความรุนแรงในครอบครัว ได้ด้วยตนเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีกำลังจ้างนักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยาชุมชน ไว้ดูแลพี่น้องในชุมชน ปัจจุบันข้อมูลเรามีนักสังคมสงเคราะห์ทั่วประเทศจำนวน ๒,๘๐๐ คน มีอัตราส่วนเพียงแค่ ๔ คนต่อการดูแลผู้ป่วย ๑๐๐,๐๐๐ คน ไม่เพียงพออย่างยิ่งนะคะ กำลังคนเพียงเท่านี้ไม่อาจให้บริการสังคมสงเคราะห์เชิงรุกได้เลย ไม่สามารถไปเยี่ยมบ้าน เก็บข้อมูลและประสานงานแก้ปัญหาในระดับชุมชนได้เลย เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจ ท้องถิ่นและการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเท่านั้นที่จะช่วยยุติความรุนแรงในครอบครัวได้ อย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ดิฉันให้กำลังใจการทำงานของพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักจิตวิทยา และผู้ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงทุกท่าน ดิฉันขอให้ท่านภูมิใจ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของท่าน แล้วก็ไม่ลืมที่จะดูแลร่างกาย จิตใจ และครอบครัว ของท่านเองด้วย ขอฝากไว้เพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณค่ะ