จินตนา จันทร์บำรุง นำเสนอข้อมูลสถิติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

จินตนา จันทร์บำรุง นำเสนอข้อมูลสถิติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ จากหน่วยงานหลัก ๑๖ แห่ง โดยชี้ให้เห็นแนวโน้มผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัว และประเภทความรุนแรงที่พบบ่อยที่สุดคือความรุนแรงทางร่างกาย

นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง ดิฉัน นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ขอนำเรียนเกี่ยวกับรายงานข้อมูลสถานการณ์ ด้านความรุนแรงในครอบครัว สำหรับการรายงานตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๓ และประจำปี ๒๕๖๔ ดังนี้

ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗ กำหนดให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำรายงานประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อทราบปีละครั้ง ได้แก่ จำนวน การกระทำความรุนแรงในครอบครัว จำนวนคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ จำนวนการละเมิดคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และศาล และจำนวนการยอมความ ในการนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการจัดทำรายงานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวได้จัดทำรายงานข้อมูล สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว สำหรับการรายงานตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามาแล้ว ๑๑ ฉบับ สำหรับการนำเสนอรายงานในครั้งนี้ ก็จะเป็นการรายงานนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวของปี ๒๕๖๓ และประจำปี ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๒ และฉบับที่ ๑๓ โดยมีเนื้อหาสาระอยู่ทั้งหมด ๓ ส่วนนะคะ

ส่วนแรก ก็จะเป็นข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กสตรีและบุคคล ในครอบครัวของปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ซึ่งเราได้รวบรวมปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด ๑๖ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์พึ่งได้ กรุงเทพมหานคร สำนักการแพทย์และสำนักอนามัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงพยาบาลตำรวจ สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิศูนย์พิทักษ์เด็ก มูลนิธิเพื่อนหญิง สำนักงาน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ๑๓๐๐ บ้านพักเด็กและครอบครัวของกรมกิจการเด็กและเยาวชน และข้อมูลของ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว แม้ว่าข้อมูลจะมาจากหลายแหล่ง การจัดเก็บก็ตาม ภารกิจของแต่ละหน่วยงาน อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัดเก็บ และปัจจัยอื่น ๆ แต่ก็แสดงให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรง ในครอบครัวในแต่ละปี ในโอกาสนี้ดิฉันใคร่ขอนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรง ในครอบครัวจาก ๒ หน่วยงานหลัก ได้แก่ หน่วยงานที่ ๑ เป็นข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๖๓ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เข้ารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ๕๖๖ แห่ง จำนวน ๑๖,๖๗๖ ราย เฉลี่ย ๔๖ รายต่อวัน โดยผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง ๑๕,๐๙๐ ราย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๙๐.๔๙ เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นเพศชาย ๑,๕๗๕ ราย คิดเป็น ๙.๔๔ เปอร์เซ็นต์ ของเพศทางเลือก ๑๑ ราย คิดเป็น ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง มากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง ๑๐ ปี และไม่เกิน ๒๐ ปี ร้อยละ ๓๓ เหตุปัจจัยของ การกระทำความรุนแรงมากที่สุดก็เรื่องเกี่ยวกับสัมพันธภาพในครอบครัว ร้อยละ ๓๖.๙๐ แล้วก็ประเภทความรุนแรงมากที่สุดก็คือความรุนแรงทางร่างกาย ส่วนในปี ๒๕๖๔ มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่มาเข้ารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน ๑๖,๖๗๒ ราย เฉลี่ย ๔๖ รายต่อวัน โดยผู้ถูกกระทำความรุนแรงก็เป็นเพศหญิง จำนวน ๑๕,๐๕๖ ราย คิดเป็น ๙๐.๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีเพศชาย ๑,๖๐๕ ราย คิดเป็น ๙.๖๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นเพศทางเลือก ๑๑ ราย ๐.๖๐๗ เปอร์เซ็นต์ โดยลำดับ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงก็เช่นเดียวกับปี ๒๕๖๓ คือในส่วนของอายุ ๑๐ ปี ไม่เกิน ๒๐ ปี ร้อยละ ๓๒ ส่วนสาเหตุการทำรุนแรงก็เรื่องของ ปัจจัยในครอบครัว สัมพันธภาพในครอบครัว คิดเป็นร้อยละ ๓๖ ประเภทความรุนแรง ก็ทางร่างกาย ๖๐.๓๓ เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งก็คือข้อมูลของกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว ซึ่งเราเก็บจากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันการกระทำความรุนแรง ในครอบครัว ซึ่งอยู่ ๗๖ จังหวัด แล้วก็ในกรุงเทพมหานครด้วย โดยในปี ๒๕๖๓ มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ๑,๗๓๒ ราย ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง ถ้าคิดเป็น เปอร์เซ็นต์ก็ ๘๐.๓๗ เปอร์เซ็นต์เป็นเพศชาย ๑๗.๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ระบุเพศ ๒.๔๘ เปอร์เซ็นต์ ส่วนสาเหตุมากที่สุดของการกระทำส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการหึงหวงกัน นอกใจ คิดเป็น ๔๓.๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสัมพันธภาพสำหรับคนที่ถูกกระทำกับคนกระทำ มากที่สุดคือในเรื่องของสามีภรรยาถึง ๕๔.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้กระทำส่วนใหญ่ก็จะเป็น เพศชายอยู่ใน ๘๒ เปอร์เซ็นต์

สำหรับในปี ๒๕๖๔ มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงทั้งสิ้น ๒,๐๖๕ ราย ส่วนใหญ่ ก็เป็นเพศหญิง จำนวน ๑,๖๒๔ ราย คิดเป็น ๗๘.๖๔ รองลงมาพวกผู้ชาย จำนวน ๓๘๒ ราย คิดเป็น ๑๘.๕๐ เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้ระบุเพศอีก ๕๙ ราย คิดเป็น ๒.๘๖ โดยผู้ที่ถูกกระทำ ความรุนแรงมากที่สุดก็เป็นผู้หญิง แล้วก็ผู้ที่กระทำก็เป็นผู้ชาย ๙๑ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุ ปัจจัย อันดับ ๑ ก็เป็นเรื่องของสุรา ยาเสพติด ถึงร้อยละ ๔๓.๙๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สัมพันธภาพ ที่ผู้ถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่ก็เป็นสามี ภรรยากันอยู่ประมาณ ๕๒.๘๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือข้อมูลของปี ๒๕๖๓ กับปี ๒๕๖๔ ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราได้ดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้น ผู้ถูกกระทำความรุนแรงตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การระงับเหตุ การสอบข้อเท็จจริง การให้ความช่วยเหลือ การจัดพบแพทย์ หรือนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แล้วก็จัดในเรื่องของคุ้มครองให้อยู่ใน ที่ปลอดภัย แล้วก็ในเรื่องของการรักษาพยาบาลเราก็จัดให้ร้องทุกข์ ถ้ามีความต้องการ ร้องทุกข์ แล้วก็การคุ้มครองสวัสดิภาพ อันนี้การดำเนินการของกระทรวง

ส่วนรายงานข้อมูลส่วนที่ ๒ ก็จะเป็นรายงานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ๒๕๕๐ ก็ได้แก่จำนวนคดีความรุนแรงในครอบครัว จำนวนคำสั่งกำหนดมาตรการ เพื่อบรรเทาทุกข์ จำนวนการละเมิดคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ของ พนักงานเจ้าหน้าที่และศาล และจำนวนการยอมความ โดยข้อมูลที่ได้เรารวบรวมจาก หน่วยงานของกระบวนการยุติธรรม ๓ หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีจำนวนคดีการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๒๒๓ คดี มีการร้องทุกข์ ๑๘๕ คดี แล้วก็ไม่ร้องทุกข์ ๓๘ คดี โดยมีการออกคำสั่ง มาตรการ หรือวิธีการบรรเทาทุกข์ ๗ คำสั่ง และมีการยอมความในชั้นสอบสวน ๔๐ คำสั่ง สำหรับปี ๒๕๖๔ มีจำนวนคดีความ รุนแรงในครอบครัว ๘๕ คดี ร้องทุกข์ ๘๔ คดี คิดเป็น ๙๘.๘๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ร้องทุกข์ ๑ คดี แล้วก็มีการออกคำสั่งมาตรการ ๕ คำสั่ง มีการยอมความในชั้นสอบสวน ๑ คำสั่ง ของหน่วยงานที่ ๒ ของกระบวนการยุติธรรมคือ สำนักงานอัยการสูงสุด แสดงจำนวนคดี ตามพระราชบัญญัติเข้าสู่กระบวนการชั้นพนักงานอัยการ ในปี ๒๕๖๓ จำนวน ๑๖๕ คดี ในจำนวนดังกล่าวแบ่งฟ้อง สั่งฟ้อง ๑๕๗ เรื่อง แล้วก็ไม่ฟ้อง ๔ เรื่อง มีการยอมความ ๔ เรื่อง แล้วก็ใช้มาตรการตามสิทธิ ก็คือมาตรการในการคุ้มครอง ๑๓ เรื่อง สำหรับ ปี ๒๕๖๔ มีการแสดงจำนวนของชั้นพนักงานอัยการ ๓๑๔ คดี สั่งฟ้อง ๒๘๒ เรื่อง คิดเป็น ๘๙.๘๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ฟ้อง ๓ เรื่อง ยุติในการดำเนินการในพนักงานอัยการ ๒๓ คดี แล้วก็ใช้ มาตรการสิทธิเพื่อคุ้มครองอยู่ ๖ เรื่อง ส่วนหน่วยงานสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม ที่ในรายงานฉบับนี้ก็จะเป็นสำนักงานศาลยุติธรรม มีคดีฟ้องศาลโดยตรงในปี ๒๕๖๓ จำนวน ๕๓ คดี ศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งมาตรการวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา ๑๐ จำนวน ๑ คำสั่ง สำหรับปี ๒๕๖๔ มีคดีฟ้องโดยตรงจำนวน ๑๖๘ คดี และศาลยุติธรรม ไม่มีคำสั่งในเรื่องกำหนดมาตรการ ตามมาตรา ๑๐ ส่วนที่ ๓ ส่วนสุดท้ายของรายงานนะคะ ก็จะเป็นบทวิเคราะห์ข้อเสนอแนะและมาตรการในเชิงป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรง ในครอบครัว และแนวทางในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนะคะ ซึ่งเราก็ได้ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาปรับปรุงมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และจนถึงปัจจุบัน เราดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

เรื่องที่ ๑ เรื่องของการเสริมสร้างกลไกเครือข่ายในการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวระดับชาติ มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือ MOU กับหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องของความรุนแรง ๒๗ หน่วย เป็นหน่วยงานภาครัฐ ๑๖ หน่วย องค์กรเอกชน ๑๑ หน่วย มีการแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการแก้ไขปัญหาความรุนแรง มีการเสริมสร้างกลไกในระดับท้องถิ่น คือศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน เพื่อเป็นกลไก ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มีทั้งหมด ๗,๑๔๙ แห่ง

ส่วนมาตรการที่ ๒ ในเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขณะนี้เรามีพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ๑,๓๐๘ คน เราก็มีการพัฒนาบุคลากรของเราอย่างต่อเนื่อง มีการอบรมให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ก็มีการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของความรุนแรงแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัย ชรบ. อพม. อาสาสมัครต่าง ๆ แล้วก็ พมจ. ทั่วประเทศ อันนี้เพื่อให้ ในเรื่องของพัฒนาศักยภาพนะคะ

ส่วนที่ ๓ เป็นการปรับปรุงกระบวนงานในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมี ๕ ขั้นตอน เรื่องของการรับแจ้งเหตุเรากำหนดขั้นตอนทันทีนะคะ ต้องรับแจ้งเหตุ ก็ต้องออกไประงับเหตุ ไปสอบสวนทันที ขั้นตอนที่ ๒ รับแจ้งเหตุ แล้วก็การช่วยเหลือนะคะ ประสานส่งต่ออย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการร้องทุกข์ และการติดตามประเมินผล โดยเฉพาะเรื่อง ของความรุนแรงให้มีการติดตาม ๑ ปี

แล้วก็ประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย มีการมอบอำนาจให้ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ออกคำสั่งในมาตรการบรรเทาทุกข์ ก็มีนายอำเภอ ปลัด หัวหน้าประจำ กิ่งอำเภอ เจ้าหน้าที่ หัวหน้าสถานีตำรวจ และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด แล้วก็ ผู้อำนวยการส่งเสริมสถาบันครอบครัวในส่วนกลางก็สามารถที่จะออกมาตรการ ในเรื่องของการบรรเทาทุกข์ได้ แล้วก็มีการปรับปรุงกฎหมายพระราชบัญญัติความรุนแรง ในครอบครัว

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ก็คือการพัฒนา สร้างทัศนคติความรู้และความเข้าใจเรื่องของความรุนแรง มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ จัดกิจกรรมรณรงค์ทั่วประเทศ ไม่นิ่งเฉย ไม่ทน ไม่ยอมรับกับการกระทำความรุนแรง มีสื่อ ต่าง ๆ เผยแพร่ทางช่องทางต่าง ๆ แล้วเราก็มี Platform FAMILY LINE หรือเพื่อนครอบครัว เป็นช่องทางที่ให้ความรู้ในเรื่องของประเด็นครอบครัว แล้วก็มีห้องให้คำแนะนำปรึกษา ๑๐ ห้อง โดยผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นที่ส่วนใหญ่คนมาปรึกษาก็เป็น ๑ ใน ๓ ก็คือเรื่องของ ความรุนแรงในครอบครัว ก็มีคนเข้ามาขอคำแนะนำปรึกษาเราก็มีบริการ นอกจากนี้นะคะ เราก็มีการพัฒนาในเรื่องของการแจ้งเหตุสายด่วน ๑๓๐๐ แล้วนี่เราก็มีปักหมุดหยุดเหตุ หรือ ESS ซึ่งเป็น Application ที่สามารถที่จะช่วยเหลือแล้วก็แจ้งเหตุนะคะ ร่วมมือกับ สถานีตำรวจก็เข้าไปถึงที่เกิดเหตุก็สามารถช่วยเหลือ แล้วก็ป้องกันในเรื่องของความรุนแรง แล้วก็ส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่อง ของครอบครัวนะคะเป็นเรื่องของสังคม คนที่พบเห็นเหตุการณ์สามารถแจ้งได้นะคะ อันนี้ ก็คือสรุปรายงานฉบับที่ ๑๒ และฉบับที่ ๑๓ ตอนนี้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมน้อมรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของท่านประธานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ เพื่อเราจะได้นำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ขอกราบขอบพระคุณค่ะ