พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอให้เลื่อนวาระการพิจารณาญัตติประชามติรัฐธรรมนูญเพื่อเร่งสร้างความชัดเจนในทิศทางการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น และเน้นย้ำความจำเป็นในการถกเถียงร่วมกันในสภาคู่ขนานกับกระบวนการของครม. เพื่อให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นคำถามประชามติที่มีผลต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาต่อจากมติเห็นชอบร่วมกันในสภาชุดก่อนโดยไม่ควรล่าช้า
ขออนุญาตครับ ในเมื่อมีผู้คัดค้าน ก็จะขออนุญาตใช้พื้นที่ในสภาแห่งนี้อธิบายหลักการและเหตุผลเพิ่มเติมสักเล็กน้อย เผื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่รับฟังอยู่ แล้วก็เพื่อว่าจะโน้มน้าวเพื่อนสมาชิกจาก พรรคการเมืองอื่นที่อาจจะยังไม่ได้แสดงความเห็น หรือว่ามีความเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง ในวันนี้ ใช้เวลาไม่นาน กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็เคารพความเห็นของเพื่อนสมาชิกนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณอรรถกรจากพรรคพลังประชารัฐ ก็เข้าใจดีว่าท่านเองมีญัตติที่ค้างอยู่ไว้เช่นกัน แล้วผม ก็พร้อมจะเคารพครับ ตามครรลองประชาธิปไตยก็พร้อมจะเคารพหากเสียงข้างมาก ของสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่าไม่เห็นชอบการเปลี่ยนระเบียบวาระ ก็น้อมรับผลการตัดสินใจ เช่นนั้น แต่ว่าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่รับฟังอยู่ แล้วก็เพื่อนสมาชิกพรรคอื่น จะขออนุญาตอธิบายเหตุผล ๓ ประการสั้น ๆ ที่ทำไมผมถึงเสนอให้มีการเลื่อนวาระ เรื่องการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับประชามติรัฐธรรมนูญขึ้นมาในวันนี้ครับ
เหตุผลประการที่ ๑ ผมคิดว่าเราควรจะมีความชัดเจนโดยเร็วเกี่ยวกับทิศทาง เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผมพูดแบบนี้พราะว่าในมุมหนึ่งอย่างที่ผมได้กล่าวไว้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่กำลังถูกถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ กกต. ไม่อนุญาตให้มีการล่ารายชื่อแบบ Online ก็ตาม เราก็เห็น จำนวนประชาชนเข้าชื่อกันแบบลงเอกสารถึง ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อภายในไม่กี่วันนะครับ นับว่าเป็นสถิติที่รวดเร็วกว่าการเข้าชื่อตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่แม้จะมีความตื่นตัวสูง ในอีกมุมหนึ่งข่าวร้ายเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นก็คือว่าถึงแม้ประชาชน ทุกคนอยากเห็นมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จากวันนี้ถึงวันที่เราจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่บังคับใช้นั้นอาจจะต้องอาศัยเวลายาวนานอย่างน้อย ๒ ปี ด้วยกรอบระยะเวลา ที่อาจจะต้องใช้เวลาลักษณะนี้ ผมเลยคิดว่าการที่เรามีความชัดเจนเร็วว่าประเทศเรา จะเดินหน้าหรือไม่ อย่างไร เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นจึงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เหตุผลประการที่ ๒ ผมคิดว่าความชัดเจนดังกล่าวที่เรากำลังพูดถึงนั้น ไม่ควรจะเป็นการรอ ครม. หรือว่าคณะรัฐมนตรีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่า ครม. จะตัดสินใจเมื่อไร อย่างไร เกี่ยวกับการจัดประชามตินั้น ผมคิดว่าประเด็นดังกล่าวในพื้นที่ ของสภาหรือว่าการถกเถียงประเด็นดังกล่าวในพื้นที่ของสภานั้นยังคงมีความหมาย ผมเชื่อว่า เดี๋ยวสมาชิกจากบางพรรคการเมือง สมาชิกบางท่านอาจจะลุกขึ้นมาให้เหตุผลว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในสภาแห่งนี้มาถกกันเรื่องนี้ เพราะว่า ครม. นั้นก็ได้ประกาศไปแล้ว ว่าจะหาข้อสรุปเรื่องการจัดประชามติดังกล่าวภายในการประชุม ครม. นัดแรก ๆ แต่ผม อยากจะเรียนด้วยความเคารพว่าไม่ว่า ครม. จะได้ข้อสรุปตามนั้นจริงหรือไม่ ผมคิดว่า การถกเถียงและพิจารณาญัตติดังกล่าวในสภามันมีความจำเป็นในทั้ง ๓ กรณี หากเราไปดู กรณีที่ ๑ หากเป็นกรณีที่ ๑ ที่ ครม. นั้นมีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้ข้อสรุปโดยเร็วในการประชุม ครม. นัดแรก ๆ ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ผมคิดว่าเหตุผลนั้นหรือสถานการณ์นั้นยิ่งเป็น เหตุผลที่ทำให้เราควรจะใช้กลไกสภาในการเดินคู่ขนาน หากสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า ในเมื่อ พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ ก็มีการเปิดอนุญาตให้สามารถเสนอให้จัดประชามติ ได้ผ่าน ๓ ช่องทาง ช่องทางที่ ๑ ก็คือ ครม. ช่องทางที่ ๒. คือการที่ประชาชนเข้าชื่อ เพื่อเสนอ ครม. และช่องทางที่ ๓ คือการพิจารณาของรัฐสภา เราก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้อง เลือกทางใดทางหนึ่ง แต่สามารถเดินไปได้ ทั้ง ๓ ทาง แต่หากเป็นอีกกรณีหนึ่ง ท่านประธานครับ ในกรณีที่ ๒ ที่ทาง ครม. นั้นเดินหน้าจะให้ข้อสรุปโดยเร็วในการประชุม ครม. นัดแรก ๆ ว่าจะจัดประชามติหรือไม่ อย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นเรายิ่งต้องถกประเด็นนี้ ในสภาตั้งแต่วันนี้เลยเพราะว่าแม้ทุกพรรคอาจจะเห็นตรงกันว่าเราควรจะมีการจัดประชามติ แต่ปีศาจมันอยู่ในรายละเอียด แล้วรายละเอียดที่มีความสำคัญมาก ที่จะกำหนดชะตากรรม และหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ก็คือตัวคำถามที่ถูกถามในการจัดประชามติครั้งนั้น ดังนั้นเรื่องคำถามประชามติจึงเป็นประเด็นที่ทั้งผมเอง พรรคก้าวไกล แล้วก็ภาคประชาชนนั้น มีความกังวลร่วมกัน เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ ครม. ตัดสินใจไปด้วยตนเอง ผมเห็นว่าเราควร จะต้องใช้พื้นที่สภาแห่งนี้ อย่างที่ผมบอกไว้ว่าประกอบด้วยตัวแทนของทุกชุดความคิดนั้น มาถกกันก่อนถึงข้อเสนอต่าง ๆ ว่าจะออกแบบคำถามอย่างไร ข้อดี ข้อเสียของแต่ละ ทางเลือกนั้นเป็นอย่างไร
มาสู่เหตุผลประการสุดท้ายครับ เหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมเสนอให้มีการพิจารณา ญัตติในวันนี้ เพราะผมคิดว่าการพิจารณาญัตติดังกล่าวนั้นไม่ควรจะเป็นการรบกวนเวลา ของสภามากจนเกินไป และอาจจะ Slide ประกอบสั้น ๆ ๑ Slide ครับ เพราะญัตติที่ผม เสนอให้เราเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ ไม่ได้เป็นญัตติที่เสนอคำถามประชามติอะไรใหม่ แต่เป็นญัตติที่เสนอคำถามประชามติเดียวกันกับญัตติที่หลายพรรคการเมืองนั้น ที่นั่งอยู่ใน สภาแห่งนี้เคยลงมติเห็นชอบไปแล้วในสภาชุดที่แล้ว หากเราดูใน Slide ประกอบนะครับ ถ้าเราย้อนไปไม่ถึง ๑ ปีก่อนครับ เราจะเห็นว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ จริงอยู่ครับว่าวันนั้นญัตติดังกล่าวจะถูกเสนอโดยแค่ตัวแทนจาก ๒ พรรคการเมือง ก็คือคุณณัฐพงษ์จากพรรคก้าวไกล และคุณจุลพันธ์จากพรรคเพื่อไทย แต่พอมีการลงมติครับ เราจะเห็นว่าญัตติดังกล่าวนั้นได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ เลยครับจากสภาผู้แทนราษฎร เห็นด้วย ๓๒๔ รายไม่เห็นด้วย ๐ ราย มีงดออกเสียงเพียง ๑ รายก็คือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ เวลานั้นซึ่งถ้าเราไปดูว่าในบรรดา ๓๒๔ สส. ที่โหวตเห็นชอบ ก็จะเห็นว่ามาจากทุกพรรคการเมืองเช่นกัน ๗๙ สส. จากพรรคเพื่อไทย ๕๗ สส. จากพรรคภูมิใจไทย ๖๒ สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ๓๓ สส. จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในบรรดา สส. ที่ลงมติเห็นชอบในวันนั้นก็มีหลายท่านครับตามรายชื่อที่ปรากฏ ที่ ณ วันนี้ ก็นั่งอยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน แม้บางคนอาจจะเปลี่ยนพรรคไปบ้าง ดังนั้น เพื่อสรุปครับ แม้สภาชุดนี้อาจจะมีพรรคใหม่บางพรรคเข้ามาบ้าง แต่สำหรับพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ หรือ สส. แต่ละคนที่เคยเห็นชอบกันอย่างพร้อมเพรียงเกี่ยวกับคำถามประชามติ ที่เคยถูกเสนอไปแล้ว เมื่อสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ผมคิดว่าท่านคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ในวันนี้เพื่อจะพิจารณาญัตติดังกล่าวและยืนยันจุดยืนเดิมที่ตนเองนั้นได้เคยลงมติไว้ ดังนั้น ด้วยเหตุผล ๓ ประการนี้ครับ ด้วยความเคารพก็จะขอยืนยันในการเสนอญัตติ เพื่อให้มี การเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมแต่ก็พร้อมจะน้อมรับหากเสียงส่วนใหญ่ของ สภาผู้แทนราษฎรเห็นเป็นอื่นใดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ