จิตติพจน์ ชี้รายได้-รายจ่าย Thai PBS ไม่สมดุล ห่วงโปร่งใส-ทบทวนเพดานเงินบำรุง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือประเด็นรายได้ของ Thai PBS โดยเฉพาะเงินบำรุง 1.5% จากภาษีสุราและบุหรี่ที่ควรทบทวนตามรอบเวลา และชี้ปัญหาเกินเพดานที่กำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในสภาผู้ชมที่อาจไม่เป็นตัวแทนที่แท้จริง รวมถึงความไม่สมดุลระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการผลิตรายการจากภายนอก พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรงบประมาณอย่างระมัดระวังเพื่อความยั่งยืนขององค์กร และทักท้วงกรณีขาดหมายเหตุประกอบงบการเงินในรายงานปี 2565

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ เกี่ยวกับรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ขององค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือที่เรียกย่อว่า ส.ส.ท. หรือ Thai PBS ผมมี ความเห็นอย่างนี้ครับ

ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๑๒ ก็ระบุถึงรายได้หลัก ของทาง Thai PBS ว่าจะมาจาก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษีสุราและบุหรี่ แต่ไม่ให้เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดีทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสามารถที่จะทบทวน ทุก ๆ ๓ ปี และปัจจุบันนี้เงินบำรุงองค์การก็เป็นเงินประมาณ ๒,๐๙๐ ล้านบาท

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน พระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีเจตนาดีว่าอยากให้ผังรายการและการจัดทำรายการเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง จึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและคำเสนอแนะจากประชาชน อย่างทั่วถึงนะครับ โดยได้มีการกำหนดไว้ในมาตรา ๔๕ ว่าให้ประธานคณะกรรมการนโยบาย เป็นผู้แต่งตั้งสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการโดยให้มีจำนวนทั้งสิ้น ๕๐ คน ซึ่งก็ได้มีการตั้งขึ้น โดยการแบ่งเป็น ๕ ภาค ภาคละ ๑๐ คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มี ๑๐ คน ภาคใต้ ก็มี ๑๐ คน ประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นปัญหาในเรื่องนี้ก็คือว่าการแบ่งภาคละ ๑๐ คนนั้น อาจจะไม่เป็นตัวแทนของประชากรที่แท้จริง เพราะว่าทางภาคอีสานมีประชากรประมาณ ๑ ใน ๓ ของประเทศไทย แต่ก็มีตัวแทนเพียงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือ ๑ ใน ๕ เพราะฉะนั้นในแง่ของการเป็นตัวแทนประชากรก็อาจจะไม่ดีเท่าที่ควรครับ แล้วการรับฟัง ความเห็นจากเฉพาะสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการก็อาจจะไม่ได้รับฟังคำแนะนำและข้อเสนอแนะ ที่ทั่วถึงจากประชาชนอย่างแท้จริง ผมก็อ่านเจอในรายงานของ Thai PBS ฉบับนี้ในหน้า ๑๑๘ ก็ระบุว่าทาง Thai PBS อยากรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างทั่วถึง ถ้าหากว่าโครงสร้างของสภาผู้ชมและผู้ฟังเป็นลักษณะอย่างนี้ และไม่มีการเสริม การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงด้วย เจตนารมณ์ที่จะรับฟังคำแนะนำ และความเห็นจากประชาชนก็อาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ครับ

อีกประเด็นหนึ่ง เกี่ยวกับรายงานปี ๒๕๖๕ ผมพยายามตรวจสอบอย่าง ละเอียดก็ไม่พบว่ามีหมายเหตุประกอบงบการเงินแต่อย่างใด ซึ่งจริง ๆ แล้วการส่งรายงาน งบการเงินจะต้องมีหมายเหตุงบการเงินประกอบมาด้วย ถ้าหากไม่มี เวลาที่เราจะอภิปราย ก็จะขาดข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญครับ แต่อย่างไรก็ดีผมมีโอกาสได้ตรวจค้นไปจนถึงปี ๒๕๖๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ก็พอเห็นภาพรวมว่างบการเงินของทาง Thai PBS เป็นอย่างไร ผมก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒-๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ในปี ๒๕๖๒ Thai PBS ยังมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าหลังจากปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมาก็มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย มาโดยตลอด ๑๐๐ กว่าล้านบาทบ้าง จนถึงปีล่าสุดปี ๒๕๖๕ ก็มีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย ถึง ๒๕๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แล้วก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ เหตุผลเพราะว่า เรามีเงินบำรุงองค์การเพิ่มขึ้นจนเป็นถึง ๒,๐๙๐ ล้านบาทแล้ว และยังมีรายได้ส่วนอื่นด้วย ทำให้ทาง Thai PBS มีรายได้ที่น่าจะเพียงพอ ไม่น่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่รายได้ ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย หรือที่เรียกว่าขาดทุนนะครับ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่การขาดทุน เนื่องจาก Thai PBS ไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไรนะครับ ไม่น่าจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์รายได้ต่ำกว่า ค่าใช้จ่ายติดต่อกันหลายปี ก็เป็นสิ่งที่มีความกังวลเป็นอย่างมากนะครับ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากงบการเงินที่ส่งมาไม่มีหมายเหตุประกอบงบการเงินที่สมบูรณ์ ก็อาจจะไม่สามารถ ที่ดูในรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน ผมก็ขออนุญาตให้ความเห็นบางส่วนนะครับว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี โดยเฉพาะ ค่าใช้รายจ่ายในการจัดทำรายการ จากปี ๒๕๖๒ อยู่ที่ประมาณ ๗๐๐ กว่าล้านบาท เป็นปี ๒๕๖๕ ก็ ๑,๑๖๐ กว่าล้านบาท มีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทุกปี โดยมีข้อสังเกตว่า มีการจ้างผู้จัดทำรายการด้านนอกเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของ Thai PBS เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทาง Thai PBS มีเจตนาดีก็เลยพยายามจัดหาผู้ผลิต รายการด้านนอกเข้ามาเพิ่มเพื่อให้มีคุณภาพดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีผมมีความกังวลนะครับว่า การบริหารองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐให้รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ควร หลีกเลี่ยงครับ

สุดท้ายนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทางท่านรองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งเป็นประธานกรรมการนโยบาย และท่านดอกเตอร์วิลาสินี พิพิธกุล ซึ่งเป็น ผอ. ส.ส.ท. แล้วก็เป็นประธานกรรมการบริหารด้วยว่าท่านมีเจตนาดีนะครับ แต่ก็ฝากความกังวลไปด้วย ก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ