สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

ทวี สอดส่อง เสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการอภิปรายเรื่องนี้ให้เป็นสาระในการอภิปรายในครั้งต่อไป และหารือเรื่องรายงานการปฏิบัติประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยระบุว่า ข้อมูลในรายงานไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ยากจนและชนบท โดยมีจุดเน้นว่ากฎหมาย EEC ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม และไม่ได้ให้โอกาสประชาชนในการร่วมพัฒนา

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางคณะที่มาชี้แจงครับ แต่เนื่องจาก มีผู้อภิปรายเรื่องนี้เยอะ ผมอยากจะให้มันเป็นสาระในการจะอภิปรายในครั้งต่อไป

ประเด็นที่ ๑ ผมมองว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกหรือ สกพอ. ท่านได้จัดทำรายงานฉบับนี้ยังไม่เป็นไปตามกฎหมาย มาตรา ๑๕ (๕) ที่ให้ท่านจัดทำรายงานการปฏิบัติประจำปีตาม พ.ร.บ. ให้สภาผู้แทนราษฎรทราบ ซึ่งตามกฎหมายของ EEC มีมากมาย โดยเฉพาะในมาตรา ๑๕ อย่างเดียว เช่นท่านกู้เงิน อะไรจากใคร ซึ่งในรูปแบบที่ท่านส่งมาเหมือนว่ายังไม่ครบถ้วน เหตุที่ผมต้องถามเช่นนี้ เพราะวันนี้มีการขายฝันว่าในพื้นที่ยากจน ในพื้นที่ชนบทหลาย ๆ แห่ง รวมทั้งใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เราอยากจะเอากฎหมาย EEC ไปพัฒนาเศรษฐกิจใน EEC แต่เท่าที่ผม ได้ตรวจสอบดูรูปแบบโครงสร้างของกฎหมายท่านมันตกอยู่ในรูปแบบของการวิจัยที่พบว่า มีปัญหาในการสร้างความเหลื่อมล้ำ ในการสร้างความยากจน เพราะว่าถ้ากฎหมายเป็นเรื่อง รัฐรวมศูนย์เมื่อใด ถ้ากฎหมายเป็นเรื่องระบบราชการเป็นใหญ่ ถ้ากฎหมายเป็นเรื่องการไป แย่งชิงทรัพยากรของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อีกอันหนึ่งถ้ากฎหมายเกิดการให้สัมปทาน คือให้เสือนอนกิน ประชาชนอยู่ลำบาก และอีกประการหนึ่งคือกฎหมายทำให้เกิดการศึกษา ที่ด้อยไป อันนี้ผมก็เห็นเป็นตัวอย่างว่ากฎหมาย EEC เราจะขัดกับหลักการกระจายอำนาจ วันนี้เรามีการปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองส่วนท้องถิ่นก็มี อบจ. มี อบต. มีเทศบาล มีการปกครองพิเศษ โดยเฉพาะในเขต EEC ๓ จังหวัดนั้นก็มีพัทยาเป็นเขตพิเศษ ท่านก็เป็น กฎหมายพิเศษที่เข้ามาใช้ครอบหมด ในรายงานของท่านอาจจะบอกว่าดีไปทุกอย่าง ที่สำคัญ ผมเห็นว่าค่อนข้างอันตรายคือคณะกรรมการ EEC ทั้งหมดไม่มีคนใน ๓ จังหวัดอยู่แม้แต่ คนเดียว นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง อันนี้คือตัวอย่าง ผมมีกฎหมายที่จะให้ท่านเปรียบเทียบ กฎหมายบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้หรือ ศอ.บต. เรามีคณะกรรมการที่ปรึกษา จะมีตัวแทนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มีตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีตัวแทนของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม มีตัวแทน ของการศึกษา มีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน แต่เสียดายกฎหมายฉบับนั้นได้ใช้ไป ระยะหนึ่ง พอมีการยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ พลเอก ประยุทธ์ก็ไปยกเลิกคณะกรรมการที่ปรึกษา ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนแม้กระทั่งพระ คนพวกนี้เขาจะอยู่ในทุกพื้นที่ เขาได้รับผลกระทบ จากการพัฒนา ดังนั้นสิ่งที่ท่านพัฒนาไปคือขยะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ดังนั้นผมจึงเห็นว่า การที่ท่านมารายงานแล้วข้อมูลไม่ครบ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้กฎหมาย บังคับให้มารายงานกับสภาจำนวนมาก สภาไม่เคยรู้เลยมีกฎหมายอะไร บางหน่วยงาน ก็ซุกไว้ไม่มารายงาน ทั้งหมดเป็นมาตรา ๑๕๗ สภาน่าจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจ Check ว่ามี กฎหมายหน่วยราชการใดต้องรายงานบ้าง เพราะอย่างน้อยที่สุดเขาเอาเงินงบประมาณไป ผมอยากจะให้ดูแค่ที่รายงานหน้า ๑๘-๒๐ ท่านลองดูครับ ท่านพูดถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน การเอารถไฟความเร็วสูง เอาพื้นที่ที่แพงที่สุดที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้เก็บไว้ที่ มักกะสันเอาไปให้เป็นสถานี เป็นที่ที่แพงที่สุดอยู่ใจกลางเมืองหลวง แต่วันนี้จากรายงาน ของท่านจะเลยเวลาแล้วรถไฟเชื่อม ๓ สถานี แล้วจากข้อมูลก็บอกส่งมอบพื้นที่จำนวนมาก ผมเคยได้เข้าไปพบกับผู้ที่อยู่กับรถไฟมีโฉนดที่ดินเขาต้องถูกไล่ออกทั้งคราบน้ำตา แต่วันนี้ เมื่อท่านส่งมอบที่ดินให้ไปแล้ว อยากถามว่าจะมีเวลาอีกเมื่อไรรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินจะได้ขยับสักทีหนึ่ง อันนี้คือจุดอันที่ ๑ แล้วเรายังมีจุดมากมาย ท่านทราบไหม ในระหว่างพัฒนาท่านมีมาตรา ๓๖ ไปเวนคืน ท่านไปใช้อำนาจเอาที่ดิน ส.ป.ก. ๑๔,๖๑๙ ไร่ มาอ้างว่าจะทำ Smart City ในที่ดินดังกล่าวนี้ พอท่านเอาที่อยู่ใกล้อู่ตะเภามามีคำกล่าวหา ว่าท่านเลขาอาจจะคนเก่าก็ได้ ท่านต้องการเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม โดยอ้างว่า จะมีคน ๒๐๐,๐๐๐ คนไปอยู่ เราก็ไปชิงที่ของคนไทยไม่มีที่ทำกิน คนไม่มีที่ทำกินต้องไป อยู่ในที่ ส.ป.ก. ๑๔,๐๐๐ ไร่ EEC ไม่เคยใส่ใจเลย เพราะ EEC ไม่เคยมีคนในจังหวัดชลบุรี ไม่มีคนในจังหวัดระยอง ไม่มีคนในจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่สัก ๑ คน ท่านอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะซ้ำร้ายที่สุดในรายงานของท่านครับ ที่ดินที่ท่านทำงานอยู่ ท่านอยู่กรุงเทพฯ ท่านอยู่ที่เจริญกรุง วัดม่วงแค แล้วท่านจะไปรู้ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ดังนั้น ผมจึงคิดว่าถึงเวลาที่เราจะมาทบทวนกฎหมายฉบับนี้เสียที เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีโอกาส ร่วมในการพัฒนาครับ ขอบพระคุณมากครับ