ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม เศรษฐกิจ และแรงงาน พร้อมตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ของโครงการและความขัดแย้งกับภารกิจด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม รวมถึงเรียกร้องความโปร่งใสในการวางแผนพัฒนา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับผลกระทบและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการกว่า 1.9 ล้านล้านบาท
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ บางเขน จตุจักร หลักสี่ พรรคก้าวไกล ผมอ่านรายงาน EEC ฉบับนี้แล้วรู้สึกว่ารายงานกำลังเสนอแต่ข้อดีของ EEC ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ได้ดีเสมอไป เจ้าหน้าที่ขอ Slide ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากหน้า ๑๐ ของรายงาน วิสัยทัศน์ของ EEC คือต้องการการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคตะวันออก ยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่ผมไม่แน่ใจว่าวิสัยทัศน์กับสิ่งที่เกิดขึ้นมันไปด้วยกันได้จริงหรือไม่ วันนี้ผมมีปัญหาผลกระทบจาก EEC ๔ ข้อ และอีก ๔ คำถามที่อยากจะฝากผ่านท่านประธาน ไปยังผู้ชี้แจงนะครับ
ข้อ ๑ ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการเกษตร อาทิ การปล่อยปัญหาน้ำเสีย สภาวะน้ำเป็นกรด การรั่วไหลของสารเคมี ปัญหาการแย่งน้ำจากภาคเกษตร หรือปัญหาดินทรุด ซึ่งผลกระทบต่อสมรรถภาพในการรับมือภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ผลิตภาพ และคุณภาพของเกษตรกร ภาคเกษตร และภาคประมงในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ข้อ ๒ ผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ รายได้ และแรงงาน จากปริมาณ และคุณภาพที่แย่ลงทางด้านเกษตรและประมงประชาชนรายได้ลดลง หนี้สินเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ อัตราว่างงานมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศดังที่เพื่อน สส. สหัสวัตจากพรรคก้าวไกล จังหวัดชลบุรี ได้กล่าวไว้ และมีหลายครอบครัวตกงาน หรือต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ไม่มีทักษะที่เพียงพอ ภาครัฐไม่ได้ สนับสนุนการย้ายสาขาอาชีพ การ Reskill การ Upskill มากพอ การเปลี่ยนเกษตรกร ไปเป็นแรงงานในโรงงานทำให้รายได้ของพวกเขาสูงขึ้นจริงหรือครับ หรือมันเป็นเพียง แรงงานทักษะต่ำให้นายทุนจ้างด้วยราคาถูก ต้นทุนต่ำ
ข้อ ๓ ยิ่งไปกว่านั้นผลกระทบที่ใหญ่กว่าคือผลกระทบต่อ Food Security หรือความมั่นคงทางอาหาร ท่านประธานทราบไหมว่าชื่อที่มาอำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ในพื้นที่ EEC มาจากอะไร ชื่ออำเภอแปดริ้วมาจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เพราะขนาด ของปลาที่ชาวบ้านจับได้ในพื้นที่ตัวมันใหญ่มากสามารถแล่เป็นบั้งหรือเป็นริ้วได้มากถึง ๘ ริ้ว จึงเป็นที่มาของชื่ออำเภอแปดริ้ว และเหนือกว่านั้นครับ ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด หอมที่สุด ทำรายได้สูง เน้นส่งออกไปยังต่างประเทศ จริง ๆ แล้ว มีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดฉะเชิงเทราในพื้นที่ EEC นี่คือความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ EEC แต่ทาง EEC เห็นมูลค่าของสิ่งเหล่านี้แล้วพยายามจะพัฒนาผลักดันต่อหรือไม่ ปัจจุบันทั่วโลก ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารเป็นอย่างมาก UN ได้นำเสนอตัวเลขความไม่มั่นคง ทางอาหารว่า ประชากรโลกกว่า ๒,๔๐๐ ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างต่อเนื่อง และ ๗๘๓ ล้านคนกำลังเผชิญกับความหิวโหย แม้กระทั่ง World Bank ก็ยังสนับสนุนวงเงิน ด้านการเงินเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารมากกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ ๑ ล้านล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ท่านประธานคงได้ยินคำว่าครัวไทยสู่ครัวโลกบ่อย ๆ ใช่ไหมครับ แม้แต่งาน APEC ในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยเราก็ประกาศตัวว่าเราจะเป็นครัวโลก เราจะเป็น ครัวให้กับประชากรในภูมิภาค APEC ขนาดกระทรวงพาณิชย์เองยังตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออก อาหารให้ติด ๑ ใน ๕ ของโลกเลย เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่นคงทางอาหารเป็น Trend ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วไทยควรจะได้เปรียบในเรื่องเหล่านี้ แต่การดัน EEC โดยไม่สนผลกระทบ ใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อภาคเกษตร ต่อประมง ต่อเศรษฐกิจ ต่อแรงงาน กลับดูย้อนแย้ง กับวิสัยทัศน์ของ EEC และนโยบายยุทธศาสตร์ของภาครัฐเป็นอย่างมาก
ข้อ ๔ ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากประกาศ พ.ร.บ. EEC อนุญาตให้กับที่ดินประเภท ม. ที่กำหนดไว้เป็นผังสีส้มสามารถทำอาคาร ขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่ที่มีเขตทางกว้างกว่า ๑๖ เมตร อย่างเช่นถนนสุขุมวิท จังหวัดระยองได้ แต่ประกาศเทศบัญญัติเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ไม่อนุญาต และเจ้าหน้าที่ยังคงอ้างอิง เทศบัญญัตินี้อยู่ ทำให้ราคาที่ดินในกระจุกสีส้มที่ผมวงไว้นั้นไม่เพิ่มขึ้น และเปิดโอกาสให้กับ นายทุนได้ไปช้อนซื้อที่ดินในราคาถูกได้ นี่คือปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์หรือเป็นการจงใจ ไม่ประชาสัมพันธ์กันแน่ ผมอยากให้ผู้ชี้แจงที่มาวันนี้ประกาศ ณ ตรงนี้เลยว่าเราต้องยึดหลัก ของ พ.ร.บ. EEC เป็นหลัก เพื่อให้ที่ดินของพี่น้องชาวมาบตาพุดที่ฟังอยู่ทางบ้าน ณ ตอนนี้ เวลานี้มูลค่าเพิ่มขึ้นทันทีครับ
สุดท้ายนี้ผมขอฝากอีก ๔ คำถามไปยังผู้ชี้แจงนะครับ
ข้อ ๑ ท่านทราบหรือไม่ว่า ๑๖๔ หน้าที่อยู่ในรายงานนี้ไม่มีการพูดถึง ผลกระทบต่อภาคเกษตร แรงงาน หรือสิ่งแวดล้อมเลยแม้แต่ ๑ คำ
ข้อ ๒ ความเสียหายจากผลกระทบของ EEC มีมูลค่าทั้งหมดเท่าไร
ข้อ ๓ ครม. ได้มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ที่ต้องการยกระดับรายได้ให้เกษตรกรเทียบเท่ากับภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ถามว่าแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการทำแผนตัวนี้คืออะไร และปีนี้ ปี ๒๕๖๖ ท่านได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง
ข้อ ๔ ในรายงานระบุว่ามีการลงทุนกว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ในช่วง ปี ๒๕๖๑-๒๕๖๕ สรุปแล้วเงินเหล่านี้ไปอยู่ในมือใคร ท่านเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร จากประเทศไหน จ้างแรงงานด้วยฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่เท่าไร ความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ลดลง หรือไม่
สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเราควรทราบความจริงว่าใครได้ผลประโยชน์สูงสุดจาก EEC กันแน่ รัฐ นายทุน หรือประชาชน ขอบคุณครับ