เปรมศักดิ์ เพียยุระ เสนอญัตติให้รัฐสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา เนื่องจากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บรรจุเข้าประชุมมีหลักการคล้ายกับฉบับที่ถูกปฏิเสธก่อน ซึ่งขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภากลุ่มอาชีพสาธารณสุข สว. สีขาว ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่ามกลางกระแสความเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมขอเสนอญัตติเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ดำเนินการอย่างมีบรรทัดฐาน และส่งผลดีต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข ดังต่อไปนี้ ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ท่านประธานครับ ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะได้ยื่น เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อรัฐสภาโดยมีหลักการเปึนการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะได้เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม อันมีหลักการทำนองเดียวกัน ซึ่งท่านประธานได้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา และจะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับ ในวันที่ ๑๓ และ ๑๔ กุมภาพันธ์นี้นั้น กระผมพร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกรัฐสภา อันประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๖๐ รายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีหลักการดังกล่าวได้เคยมีการเสนอต่อ รัฐสภาแล้ว โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ ซึ่งประธานรัฐสภา ได้พิจารณาแล้วสั่งไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนั้น โดยเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมีหลักการเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมเปึนการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมิใช่เปึนการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลผูกพันรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่จะบรรจุเข้าระเบียบวาระ การประชุมสภา ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ ต้องเปึนร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปึนรายมาตรา ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบการประชุมรัฐสภาได้ ดังนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับที่จะมีการพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ ๑๓-๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ มีหลักการเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับก่อนที่ท่านประธานรัฐสภาไม่บรรจุ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานรัฐสภาจึงไม่สามารถบรรจุรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาได้เช่นกัน เมื่อประธานรัฐสภาได้บรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่การประชุมรัฐสภา จึงเกิดปัญหาว่ารัฐสภา มีอำนาจที่จะพิจารณาและลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับได้หรือไม่ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งมีสาระสำคัญและเหตุผลโดยสรุปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเปึนการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันเปึนการ แก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกปัองคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการ ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยจึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จ แล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่า เห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกครั้ง ซึ่งเปึนการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จึงนำประกาศใช้เปึนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเปึนกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนพระประมุข โดยเหตุผลดังได้วินิจฉัยข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่ารัฐสภามี หน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ หรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ข้างต้น ประกอบกับกรณีที่ประธานรัฐสภาได้เคยสั่งไม่บรรจุร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่มีหลักการดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว ทำให้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภานั้นต้องให้มีการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติ ๓ ครั้ง กล่าวคือ ก่อนจะมีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อสภา ต้องจัด ให้มีการออกเสียงประชามติเสียก่อนครั้งหนึ่ง หากประชามติเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงดำเนินการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา และเมื่อ รัฐสภามีความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จึงไปดำเนินการจัดให้มีการ ออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ อันเปึนการออกเสียง ประชามติครั้งที่ ๒ และหากผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม จึงเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๕/๑ ตามร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น และเมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จจึงไปดำเนินการ ให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากเสียงประชามติเห็นชอบจึงเข้าสู่การนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ดังนั้นการที่ประธานรัฐสภาได้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับโดยที่ยังไม่มีการดำเนินการออกเสียงประชามตินั้น จึงไม่สอดคล้องกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ รัฐสภาจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาและลงมติ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อไปได้ ขณะที่สมาชิกรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งซึ่งรวมถึงผู้เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเห็นว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ประกอบกับคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก เห็นว่าการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพียง ๒ ครั้ง กล่าวคือ ภายหลังรัฐสภามีความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ต้องจัดให้มีการออก เสียงประชามติเสียก่อน โดยสอบถามประชาชนใน ๒ ประเด็นว่า เห็นชอบกับที่จะให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากเสียงประชามติข้อแรกเห็นชอบ ก็สอบถามประชาชนได้ต่อไปว่า เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งการ จัดทำประชามติดังกล่าวถือว่าเปึนการดำเนินการก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นกัน เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว จึงไปดำเนินการออกเสียงประชามติอีกครั้งว่า ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็สอดคล้อง และเปึนไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ แล้ว ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่กราบเรียนข้างต้น กรณีจึงมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาว่า จะสามารถดำเนินการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับต่อไป ได้หรือไม่ อันเปึนปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วภายหลังจากที่ประธานรัฐสภาได้มีการบรรจุร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพราะหากรัฐสภาได้มีการ พิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้งที่ไม่มีอำนาจก็จะส่งผลต่อ กระบวนการพิจารณาและลงมติของรัฐสภา อันจะเกิดผลเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และส่งผลต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หาก ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตามที่ท่านประธานได้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาต่อไปได้ และดำเนินการจัดให้มีการประชามติ ๒ ครั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ก็จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ อันจะเปึนประโยชน์ ต่อการดำเนินการของรัฐสภาให้เปึนไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป ดังนั้นกระผมและคณะจึงเสนอญัตติด่วนนี้ต่อรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามที่กราบเรียน เบื้องต้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ (๒) ประกอบข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๑ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๔ โดยมี ประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมที่มีการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยที่ยังไม่มีการ ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่เสียก่อนได้หรือไม่ และหากรัฐสภามีอำนาจและพิจารณาลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมได้แล้ว การดำเนินการจัดให้มีออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สามารถกระทำภายหลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว โดยทำพร้อมกับการทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ได้อย่างไร จึงขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะได้ พิจารณาญัตตินี้ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ