พริษฐ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเพื่อใช้พิจารณาแทนวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้แจงเหตุผลที่วาระดังกล่าวถูกเลื่อนออกไป และเสนอให้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก เช่น นักวิชาการ ภาคประชาสังคม หรืออดีตนักการเมือง เข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชนอดีต พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อปลายป้ที่แล้วครับเราเคยมี ข้อตกลงร่วมกันในเบื้องต้นว่าเราจะใช้เวลาในที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ในการพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็เปึน เรื่องน่าเสียดายครับว่าในที่ประชุมวิปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้มีข้อสรุปให้เลื่อนวาระดังกล่าว ออกไปเปึนระยะเวลา ๑ เดือนนะครับ แต่ถึงอย่างไรก็ดีครับก็ต้องขอบคุณทางท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกครับที่ไม่ปล่อยให้เวลาในการประชุมวันนี้นั้นเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ว่าเป่ดให้เราใช้เวลาในวันนี้เพื่อมาพิจารณาร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ผม และเพื่อนสมาชิกนะครับจากพรรคประชาชนอดีตพรรคก้าวไกลเราได้เสนอเข้าสู่การพิจารณา ในวาระที่หนึ่งในวันนี้ ท่านประธานครับร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ผมและเพื่อนสมาชิก เสนอในวันนี้นั้นมีอยู่ ๓ ข้อเสนอด้วยกัน
ข้อเสนอที่ ๑ ซึ่งน่าจะเปึนข้อเสนอหลักที่เปึนที่ถกเถียงกันมากที่สุดในวันนี้ คือข้อเสนอให้มีการเป่ดพื้นที่ให้ประชาชนนั้นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้นเกี่ยวกับ กระบวนการการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาในชั้นกรรมาธิการ ปัจจุบันครับ ถ้าเราไปเป่ดดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เราจะเห็นว่ามีการกำหนดไว้ครับว่าหากรัฐสภา มีการลงมติรับหลักการหรือเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดในวาระที่หนึ่ง คณะกรรมาธิการ ที่จะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดรายมาตราของร่างดังกล่าวก่อนจะกลับมานำเสนอ ต่อรัฐสภาในวาระที่สองนั้นจะต้องประกอบไปด้วยสมาชิกรัฐสภา นั่นก็คือ สส. หรือว่า สว. เท่านั้น โดยไม่ได้เป่ดช่องให้พรรคการเมืองหรือว่าฝ์ายของ สว. นั้นสามารถเสนอชื่อประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้เปึน สส. หรือว่า สว. ให้เขามาทำหน้าที่กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคการเมือง หรือว่าสัดส่วนของ สว. ได้นะครับ ดังนั้นข้อเสนอที่ ๑ ในร่างแก้ไขข้อบังคับที่ผมนำเรียน ต่อท่านประธานในวันนี้เปึนข้อเสนอเพื่อจะปลดล็อกครับ และเป่ดโอกาสให้พรรคการเมือง หรือว่า สว. นั้นสามารถเสนอชื่อบุคคลทั่วไปเข้าไปร่วมทำงานกับสมาชิกรัฐสภาในชั้นของ คณะกรรมาธิการได้ ผมมีเหตุผลรองรับข้อเสนอนี้อยู่ ๓ ประการด้วยกันครับท่านประธาน
เหตุผลข้อที่ ๑ ครับคือผมเห็นว่าการปลดล็อกกติกาดังกล่าวนั้น จะทำให้ พรรคการเมืองหรือว่าฝ์าย สว. เองสามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เปึน สส. หรือ สว. ให้เข้าไป ทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการที่จะสามารถช่วยทำให้กระบวนการในการพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นมีความรอบคอบหรือรอบด้านมากขึ้นได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น การเสนอชื่อ นักวิชาการที่อาจจะมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ บางครั้งอาจจะมากกว่า สมาชิกรัฐสภาด้วยซ้ำ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งครับคือการเสนอชื่อตัวแทนของภาคประชาสังคม ที่อาจจะมีการทำงานอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญมายาวนานกว่า สมาชิกรัฐสภา หรืออีกตัวอย่างหนึ่งครับคือการเสนอชื่ออดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในแต่ละพรรคที่อาจจะมีประสบการณ์ แล้วก็มีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญเปึนอย่างดีครับ หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ขออนุญาตเอ่ยชื่อเพราะไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด มองไป ที่พรรคเพื่อไทยก็นึกถึงบุคคลอย่างท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา มองไปที่พรรคภูมิใจไทย ก็นึกถึงบุคคลอย่างท่านศุภชัย ใจสมุทร มองไปที่พรรคชาติไทยพัฒนาก็นึกถึงบุคคล อย่างท่านนิกร จำนง มองไปที่พรรคไทยสร้างไทยก็นึกถึงบุคคลอย่างท่านโภคิน พลกุล ล้วนเปึนบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ว่า ณ เวลานี้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ เปึน สส. หรือว่า สว. อยู่
เหตุผลประการที่ ๒ คือผมเห็นว่าการปลดล็อกและเป่ดพื้นที่ดังกล่าวนั้น ก็สอดคล้องกับกติกาที่เราใช้กันอยู่เกี่ยวกับกระบวนการการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ หรือว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไปเป่ดดูเราจะเห็นว่าข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาก็ได้กำหนดเอาไว้ เปึนการเป่ดช่อง ให้พรรคการเมืองและ สว. นั้นสามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้เปึน สส. หรือ สว. เข้ามาทำ หน้าที่เปึนกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ. หรือว่า พ.ร.ป. ที่สภาหรือรัฐสภานั้นมีมติเห็นชอบและรับหลักการในวาระที่หนึ่งได้ หรือถ้าไปดูอีกข้อหนึ่งครับ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันก็ได้มีการระบุไว้ เพิ่มเติม ว่าหากพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกเสนอโดยพี่น้องประชาชนที่เข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างดังกล่าวก่อนวาระที่สองนั้น ก็จะต้องมีผู้แทนของประชาชนผู้เสนอร่างอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ของจำนวนคณะกรรมาธิการ ทั้งหมด ความจริงแล้วกลไกนี้ก็เปึนกลไกที่หลายพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรก็ใช้กันอยู่ ปัจจุบัน เพื่อเสนอบุคคลที่ไม่ได้เปึน สส. เข้าไปทำหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ หากเราย้อนไปดู เฉพาะกรรมาธิการที่มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลและ พรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ เราก็จะเห็นครับว่ามีจำนวนอยู่ทั้งหมด ๑๗๔ คน ที่ถูกเสนอชื่อ โดย ๙๕ คน คิดเปึนประมาณ ๕๕ เปอร์เซ็นต์เปึน สส. ที่ถูกเสนอชื่อ แต่ ๗๙ คน หรือคิดเปึน ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เปึนบุคคลคนนอกที่ไม่ได้เปึน สส. ที่ถูกเสนอชื่อให้เข้าไปทำงาน ในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้นก็ต้องยืนยันว่าสิ่งที่ผมเสนอวันนี้ก็สอดคล้องกับกติกาแล้วก็แนวทาง การปฏิบัติที่เราใช้กันอยู่ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.
ส่วนเหตุผลประการสุดท้ายครับ ประการที่ ๓ ที่มารองรับข้อเสนอที่ ๑ ในวันนี้ คือผมเห็นนะครับว่าการปลดล็อกดังกล่าวนั้นความจริงแล้วก็สอดคล้องเช่นกันกับข้อเสนอ ของหลายฝ์ายเกี่ยวกับกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากเราไปดูทั้งข้อเสนอในร่าง ๒ ฉบับที่มีการยื่นเข้าสู่รัฐสภาในช่วงไม่กี่เดือนมานี้นะครับ หรือแม้กระทั่งไปดูข้อเสนอที่เคยมีการพูดคุยกันในสังคมก่อนหน้านี้ เราก็จะเห็นครับว่า ส่วนใหญ่นั้นก็จะมีการระบุเอาไว้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีคนเสนอ ให้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานภายใต้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็มักจะมีการเป่ดพื้นที่ให้ตัวแทน ที่ไม่ได้เปึน สสร. สามารถเข้าไปทำหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ดังนั้นถ้าคิดกันง่าย ๆ หากการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีการเป่ดช่องให้คนที่ไม่ได้เปึน สสร. เข้าไป ทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการได้ แล้วเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราโดยรัฐสภาเราถึง จะไม่เป่ดช่องให้คนที่ไม่ได้เปึนสมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าไปทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการได้ด้วย เหตุผลเดียวกัน
ส่วนอีก ๒ ข้อเสนอครับท่านประธานที่อยู่ในร่างแก้ไขข้อบังคับในวันนี้อาจจะ ไม่ได้เปึนที่ถกเถียงมากนัก แต่ว่าก็จำเปึนที่ต้องเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้เพื่อนสมาชิก ทุกคนนั้นรับทราบ
ข้อเสนอที่ ๒ เปึนข้อเสนอในการลดการใช้กระดาษครับ แล้วก็เพิ่มการใช้ ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์สำหรับงานธุรการของรัฐสภา ปัจจุบันครับตามข้อบังคับที่เรา ใช้กันอยู่นั้นการนัดประชุมรัฐสภาและการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องทำเปึน หนังสือที่จัดส่งให้กับสมาชิกทุกคนนะครับ สิ่งที่ผมเสนอวันนี้ครับในร่างแก้ไขข้อบังคับ คือการทำให้การนัดประชุมและการส่งเอกสารดังกล่าวนั้นสามารถทำทั้งหมดได้ผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ครับ ซึ่งความจริงก็ไม่ได้เปึนอะไรที่แปลกใหม่แต่เปึนมาตรฐานเดียวกันกับ ที่เราใช้กันอยู่แล้วในการดำเนินการการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนข้อเสนอที่ ๓ ข้อเสนอสุดท้ายครับเปึนการเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ไม่ได้มีความจำเปึนอีกต่อไปครับ ถ้าเราไปเป่ดดูข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาครับ เราจะค้นพบว่ามีบทบัญญัติหลายส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอน ที่สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ซึ่ง ณ เวลานี้ได้หมดอายุไปแล้ว ดังนั้นร่างแก้ไขข้อบังคับนี้ก็เลยมีการเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่ได้จำเปึนอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น หมวดที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้ดำรง ตำแหน่งเปึนนายกรัฐมนตรี หรือว่าหมวดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ณ เวลานี้นั้นอำนาจในการพิจารณา ประเด็นดังกล่าวครับได้ถูกโอนถ่ายจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาไปเปึนอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรเปึนที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เปึน ๓ ข้อเสนอที่อยู่ในตัวร่างแก้ไข ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล เสนอในวันนี้นะครับ ก็จะเฝัารอการอภิปรายแล้วก็คำถามที่เพื่อนสมาชิกอาจจะมีเพื่อใช้เวลา ในการสรุปแล้วก็ตอบคำถามดังกล่าว ก็อยากจะทิ้งท้ายครับว่าแม้วันนี้ผมอาจจะรู้สึกเสียดาย ที่ไม่ได้มีร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาของพรรคการเมืองอื่น ๆ หรือว่าฝ์ายอื่น ๆ ที่เสนอเข้ามาประกบ แต่ผมก็หวังว่าเราทุกพรรคการเมืองแล้วก็เปึนเพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภา จะร่วมกันเห็นชอบแล้วก็รับหลักการร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาของพรรคประชาชน ในวันนี้เพื่อให้เรามีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่มีความทันสมัยมากขึ้น แล้วก็เป่ดกว้างมากขึ้น ให้ประชาชนนั้นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางตรงได้ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของรัฐสภาในชั้นของคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน