อังคณา ชี้ PCA หนุนไทยร่วมพัฒนาสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

อังคณา นีละไพจิตร หารือถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปภายใต้กรอบ PCA โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และความเสมอภาคทางเพศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการเคารพเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น สิทธิของกลุ่มเปราะบาง และการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยืดเยื้อในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงเสนอจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันทุกกลุ่มเป้าหมาย

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับการริเริ่มและผลักดันกรอบความตกลงว่าด้วย ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่ง กับราชอาณาจักรไทย ที่เรียกชื่อย่อว่า PCA ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๐๑๒ แต่ว่าได้เว้นช่วงไป ในช่วงที่ประเทศไทยมีการรัฐประหาร และมาเริ่มต้นในการพูดคุยกันต่อเมื่อปี ๒๕๖๐ วันนี้ดิฉันมีความเห็น แล้วก็ข้อสังเกตบางประการที่จะเสนอต่อท่านประธาน สมาชิกรัฐสภา แล้วก็คณะรัฐมนตรี ดังนี้

ประการแรก ดิฉันจะเห็นว่าที่ผ่านมาสหภาพยุโรป และประเทศสมาชิก มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งความร่วมมือในการสร้างธรรมาภิบาล การส่งเสริมประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย และมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้กฎหมาย การค้ามนุษย์ การต่อต้านการแสวงประโยชน์จากเด็ก เรื่องของการพัฒนาสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติ กรณีของผู้อพยพย้ายถิ่นที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำระบบ คัดกรองผู้ย้ายถิ่น แล้วก็รวมถึงการยุติการกักเด็กที่ติดตามผู้ปกครองในการย้ายถิ่น นอกจากนั้นยังรวมถึงเรื่องของสุขภาพอนามัย การเข้าถึงบริการสุขภาพแบบถ้วนหน้า แล้วก็เรื่องของสุขภาพทางเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ด้วย นอกจากนั้นที่สำคัญก็คือ ในเรื่องของการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยเองก็ได้รับรองแนวทางสหประชาชาติด้วยเรื่องของธุรกิจ กับสิทธิมนุษยชน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยก็อยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามแผนสิทธิมนุษยชน ระยะที่ ๒ อยู่ในระหว่างปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ แต่ก็ยังมีปัญหาอย่างมากในทางปฏิบัติ

ประการที่ ๒ ดิฉันเชื่อว่า PCA จะเสริมพลังให้ประเทศไทยในการปฏิบัติตาม อนุสัญญาด้านสิทธิชุมชนของสหประชาชาติทั้ง ๘ ฉบับ ที่ประเทศไทยให้สัตยาบัน และมีผล บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR อนุสัญญาได้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เรื่องของการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมติการลดอาวุธ และการไม่แพร่ขยายอาวุธทำลายล้าง นอกจากนั้นอีกข้อมติหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ก็คือข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ที่ ๑๓๒๕ เรื่อง Women Peace and Security ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริม และคุ้มครองผู้หญิงในพื้นที่ขัดแย้งให้มีส่วนร่วมในกระบวนการ สันติภาพอย่างเปิดเผย ทั้งในฐานะผู้เสียหาย ผู้หญิงในกองกำลังติดอาวุธทุกฝ่าย หรือผู้หญิง ในฐานะผู้รักษาสันติภาพ โดยสหประชาชาติให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างผู้นำหญิง การส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในทุกระดับของกระบวนการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมทางการเมือง การกำกับนโยบาย รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง และการไม่อดทนต่อการคุกคามและการล่วงละเมิดทุกรูปแบบ ในช่วงของความขัดแย้ง และหลังความขัดแย้ง ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าประเทศไทยจะเห็นความสำคัญของข้อมตินี้ แล้วก็ พัฒนาให้มีแผนปฏิบัติการชาติในอนาคต ท่านประธานคะ แม้การอนุวัติอนุสัญญาระหว่างประเทศจะเป็น Non-Legal Binding แต่ดิฉันเชื่อว่า PCA จะเพิ่มพลังให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการนำพันธกรณีต่าง ๆ มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทุกคน อย่างเช่น ที่ประเทศไทยได้แก้กฎหมาย ป.วิอาญา ให้สอดคล้องกับข้อบทที่ ๙ (๓) ของ ICCPR ในเรื่องของการจับกุม ควบคุมตัวประชาชน หรือว่าในเรื่องของการนำข้อบทที่ ๑๔ เรื่องของการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม มาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้นประเทศไทยก็ยังให้ความสำคัญ กับการต่อต้านการก่อการร้าย และการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ โดยการ ออกกฎหมายป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในเรื่องของกรอบข้อตกลง PCA ดิฉันได้คุยกับเพื่อนสมาชิก แล้วก็รับทราบความกังวล ของหลายท่าน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทษประหารชีวิต ซึ่งปรากฏในข้อบทที่ ๖ ของ ICCPR อย่างไรก็ดีเราพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีโทษ ประหารชีวิต แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยประหารชีวิตเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี หรือหญิงมีครรภ์ ตามข้อบทที่ ๖ (๕) ของ ICCPR

อีกประการหนึ่ง ที่มีหลายท่านกังวลคือ ข้อบทที่ ๑ ของ ICCPR ที่กล่าวถึง สิทธิในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยได้มีถ้อยแถลงตีความ โดยไม่ให้ตีความว่า อนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่เป็นการแบ่งแยกดินแดนตามปฏิญญาเวียนนา อย่างไรก็ดีเราคงทราบกันว่า ในวันนี้มีเยาวชนที่จัดการเสวนา แล้วพูดคุยเรื่องของสิทธิในการ กำหนดใจตนเองถูกกล่าวหา แล้วถูกขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี กรณีนี้ดิฉันไม่ทราบว่า ทางรัฐบาลมีแนวทางอย่างไรที่จะไม่ให้มีการใช้กฎหมายเพื่อที่จะคุกคาม หรือว่าเพื่อที่จะปิดปาก คนที่ต้องการที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นดิฉันยังเห็นว่า ประเทศไทย ยังอาจต้องเผชิญกับข้อท้าทายอีกหลายประการ ในการนำมาตรฐานสากลมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือที่เรียกกันว่า ฟ้องปิดปาก รวมถึงปัญหาการคุกคามและปกป้องสิทธิมนุษยชน และการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งเรื่องนี้สหภาพยุโรปให้ความสำคัญมาก หรือการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตามข้อบทที่ ๔ ของ ICCPR กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ต้องแจ้งรัฐภาคีประเทศสมาชิกอื่น โดยผ่าน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อช่วงที่มีการระบาดของโควิด-๑๙ และประเทศไทย ได้ประกาศพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศไทยก็ได้แจ้งต่อเลขาธิการ สหประชาชาติ อย่างไรก็ดีในการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ และขยายการบังคับใช้ ทุก ๆ ๓ เดือน จนปัจจุบันเป็นเวลา ๑๙ ปีเศษ กรณีนี้เท่าที่ทราบประเทศไทยยังไม่ได้แจ้ง สมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งเป็นข้อกังวลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติเช่นกัน เนื่องจากว่ามีการร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้กฎหมายดังกล่าว

สุดท้ายแล้วค่ะ ดิฉันก็หวังอย่างยิ่งว่ากรอบข้อตกลง PCA จะเสริมพลัง การวางรากฐานประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลของประเทศไทยให้เท่าเทียมกับสากล จะเคารพสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน โดยไม่ละทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมถึงการเคารพความเสมอภาคทางเพศ และขจัดการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ ยุติการลอยนวล พ้นผิด ดิฉันเชื่อว่า PCA จะนำไปสู่การตั้งคณะทำงานเฉพาะระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย ในการแสดงความห่วงใยต่อผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน และประชาชนสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ต่อคณะทำงานได้ ดิฉันหวังว่า ๑ ในคณะทำงานที่จะมีการจัดตั้งก็จะมีคณะทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลอยู่ด้วยนะคะ เพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคลทุกคน ในประเทศไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยึดมั่นและสนับสนุนค่านิยมพื้นฐาน ทางการเมือง และเศรษฐกิจที่เป็นสากล พร้อมกับเคารพคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ของประชาชน ตามแนวทางของสหประชาชาติและสหภาพยุโรปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน