วุฒิชาติ ชี้แจงความจำเป็นรัฐสภาพิจารณา PCA ก่อนลงนาม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ย้ำความสำคัญของการประชุมรัฐสภาในรอบแรก โดยเน้นบทบาทของวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกของกลุ่มวิชาชีพในการร่วมงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการลงนามในกรอบความตกลง PCA กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุม 8 หัวข้อ 64 ข้อบท และอาจส่งผลต่ออธิปไตย เศรษฐกิจ และกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงร่วมและบทลงโทษในกฎหมายไทย จึงขอให้ฝ่ายบริหารชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชน

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ถือเป็น การประชุมร่วมกันครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งประกอบกัน เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจด้านนิติบัญญัติของประเทศ ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้นั้นมาจากการเลือก กันเองของบุคคลในกลุ่มอาชีพ หรือบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกัน จำนวน ๒๐ กลุ่ม รวม ๒๐๐ ท่าน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราจะได้ทำงานร่วมกันในฐานะผู้แทนปวงชน ชาวไทย โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของพวกเราทุกคน เพื่อรักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนชาวไทย

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ได้กำหนดว่าฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี จะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศไทยในหนังสือ สัญญา ๕ ประเภท ดังที่กระผมจะกล่าวต่อไปนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เสียก่อน ได้แก่ ๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ๒. หนังสือสัญญาที่มี บทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ๓. หนังสือสัญญา ที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ๔. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา และ ๕. หนังสือสัญญาอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง การที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ รอบด้านระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่ง หรือกรอบความตกลง PCA ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญา ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา จะได้ตัดสินใจเรื่องที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยสมาชิกวุฒิสภาถือเป็นตัวแทนทางความคิด ความต้องการของประชาชนตามกลุ่มอาชีพ หรือบุคคล ซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะในการสะท้อนมุมมองในแง่ต่าง ๆ อย่างรอบด้าน รวมทั้ง ข้อดี ข้อเสีย ประเด็นที่ฝ่ายบริหารจะต้องชี้แจงให้กระจ่าง ตลอดทั้งการตั้งข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการพิจารณาว่า จะอนุญาตให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการผูกพันในกรอบความตกลง PCA หรือไม่

กระผมขออนุญาตกล่าวถึง ร่างกรอบความตกลง PCA เพื่อสร้างความเข้าใจ ในภาพรวม สำหรับในส่วนการอภิปรายเจาะลึกในแต่ละด้าน หรือรายประเด็นนั้นจะมีท่าน สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ หรือประเด็น ในแต่ละประเด็นมาอภิปรายในรายละเอียดเป็นลำดับตามคิวการอภิปรายต่อไป สำหรับ ร่างกรอบความตกลง PCA ประกอบด้วย ๘ หัวข้อ ๖๔ ข้อบท และยังประกอบด้วยส่วนของ อารัมภบท ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลงและปฏิญญาร่วม ๒ เรื่อง ได้แก่ ปฏิญญาร่วม ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรง และข้อห่วงกังวลระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีโครงสร้างของแต่ละหัวข้อ ดังนี้

ข้อที่ ๑ เป็นเรื่องของอารัมภบท กล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลง

ข้อที่ ๒ ลักษณะและขอบเขตหัวข้อว่าด้วยหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่ายให้ความสำคัญ และเป็นพื้นฐานด้านนโยบาย

ข้อที่ ๓ ความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

ข้อที่ ๔ ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้าการลงทุน

ข้อที่ ๕ ความร่วมมือด้านเสรีภาพ ความมั่นคง และการยุติธรรม

ข้อที่ ๖ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งครอบคลุมประเด็นและรูปแบบ ความร่วมมือที่หลากหลาย เช่น สิทธิมนุษยชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสมุทราภิบาล

ข้อที่ ๗ เครื่องมือสำหรับความร่วมมือ ๒ ข้อ ว่าด้วยทรัพยากรที่แต่ละฝ่าย จะใช้ดำเนินการร่วมมือ

ข้อที่ ๘ ก็จะเป็นเรื่องของการดำเนินงาน และคณะกรรมการร่วมกำหนด รูปแบบ กลไกติดตามความร่วมมือ

ข้อที่ ๙ จะเป็นเรื่องของบทบัญญัติ สุดท้าย ๑๒ ข้อว่าด้วยประเด็น ทางกฎหมายของกรอบความตกลง

ข้อที่ ๑๐ เป็นปฏิญญาร่วมด้วย ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวล ระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมายและทางอาญา

จากการที่กระผมได้กล่าวถึงภาพรวมของกรอบความตกลง PCA มาตามลำดับ กระผมอยากขอให้ฝ่ายบริหารได้ชี้แจงให้กับสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนพี่น้องประชาชน ที่ติดตามรับฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภาอยู่ทางบ้าน ได้มีความเข้าใจและมั่นใจได้ว่า การเข้าผูกพันตามร่างกรอบข้อตกลง PCA จะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทั้งทางด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อันเป็นประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติ ก่อให้เกิด ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้กระผมขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปฏิญญาร่วม ๒ ฉบับ

ข้อที่ ๑ ปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวล ระหว่างประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ในการเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม การเข้าผูกพันตามกรอบร่างความตกลง PCA จะทำให้ ประเทศไทยขาดความเป็นอิสระ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร อันนั้นคือ ประเด็นคำถามที่ ๑

ประเด็นคำถามที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ เป็นความร่วมมือทางกฎหมาย และทางอาญา ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในระบบ กฎหมายของประเทศไทย ยังกำหนดให้มีโทษประหารชีวิต ซึ่งประชาชนยังมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันในประเด็นดังกล่าวอยู่ กระผมใคร่ขอสอบถามว่า ถ้าหากประเทศไทยยังไม่ได้ ให้สัตยาบันการเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม และยังมีโทษประหารชีวิตในระบบกฎหมาย จะกลายเป็นเงื่อนไขให้สหภาพยุโรป และสมาชิกรัฐสภาใช้เป็นมาตรการกีดกัน หรือลดระดับ ความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร ก็ฝากกราบเรียนให้ทางท่านผู้เกี่ยวข้องช่วยตอบ คำถาม ๒ ข้อนี้ด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ