เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ อภิปรายสนับสนุนความตกลง Thai-EU PCA โดยเน้นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสนอให้เร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสะอาด และเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการเกี่ยวกับคาร์บอนจากยุโรป เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้ส่งออก ขณะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งบูรณาการและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ วุฒิสมาชิกจากจังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มสิ่งแวดล้อมและพลังงาน กระผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน และตั้งข้อสังเกต ต่อ Thai-EU PCA ฉบับนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็การเปลี่ยนแปลง สีเขียว ที่ในความตกลงอันนี้เราจะเน้นความร่วมมือที่จะรับมือกับภัยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ และการรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลก ซึ่งเราเข้าใจว่า ทั้งโลกเราก็เน้นเรื่องนี้ และก่อนจะทำสัญญาทุกคนก็อยากจะรู้ว่า เรื่องนี้เรามีการปฏิบัติ อย่างไร ซึ่งในรายละเอียดจะอยู่ในข้อ ๓๘ กับข้อ ๓๙ ของกรอบข้อตกลงนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรอบข้อตกลงนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก แล้วก็ระบุชัดเจนว่า EU กับไทยจะยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ ที่กำลังหวังว่าลูกเราจะอยู่ต่อและส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งร่วมกันในโลก โดยเฉพาะ EU กับเรา เพื่อจะรับมือกับภัยและความเสี่ยงนี้ ซึ่งในความจริงประเทศไทย ในการประชุม COP26 ที่กรุงกลาสโกว์ เราได้มีการประกาศ เจตนารมณ์ของเราว่า เราจะร่วมที่จะทำเรื่องนี้โดยตั้งเป้าที่จะไปสู่ความเป็นกลาง ทางคาร์บอนใน ค.ศ. ๒๐๕๐ แล้วก็จะลดก๊าซเรือนกระจกในทุกชนิดให้ได้ภายใน ค.ศ. ๒๐๖๕ ซึ่งการประกาศเจตนารมณ์อันนี้เอง ก็ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ในการประกาศคราวนั้นเราได้มีข้อแม้เหมือนกันว่า การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากนานาชาติอย่างเข้มแข็ง และตัว Thai-EU PCA ฉบับนี้ก็มีส่วนร่วมอย่างมาก ที่ทำให้เกิดแนวทางความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ในการที่เรา จะบรรลุเป้าหมายอันนี้โดยได้ประโยชน์ ประเด็นสำคัญที่มีการระบุชัดเจนในความร่วมมือ
อันที่ ๑ ก็คือเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพของบุคลากร จริง ๆ ในเรื่องนี้คนไทยมีความรู้เรื่องนี้ไม่มาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีประเด็นที่เราร่วมมือกัน ในการพัฒนาศักยภาพของคน เพื่อให้เข้าใจและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการ ไม่ว่าจะเป็น การวางนโยบาย กำหนดมาตรฐาน ทำแผนปฏิบัติการ ทำรายงานในรูปแบบต่าง ๆ ที่สอดรับ กับสากล อันนี้จำเป็นจะต้องมีการร่วมมือในเรื่องคน
เรื่องที่ ๒ สำคัญมากเลย คือว่าพวกนี้ไม่เกิดหรอกครับ ถ้าไม่มีการปรึกษาหารือ ในเรื่องเงิน ที่เรียกว่า Finance Support ต่าง ๆ กลไกการสนับสนุนทางด้านการเงิน ซึ่งเรื่องนี้ ลึก ๆ จริง ๆ ประเทศเราจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน เพราะทั่วโลก มีกองทุน ไม่ว่าจะเป็น Climate Action Fund ในรูปแบบต่าง ๆ หรือจะเป็น Adaptation Fund เราจำเป็นจะต้องมีการสนับสนุนตัวนี้ ถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ ทำให้เราได้การสนับสนุนด้านการเงินในทุกรูปแบบ อันนี้รวมถึงเรื่องการลงทุนด้วย ในการสนับสนุน ในเรื่องของการให้เปล่าด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย
ประการที่ ๓ เป็นประการสำคัญมากอีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของการร่วมมือ ในส่วนของการวิจัยและพัฒนา หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา และเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะบูรณาการ และเรียนรู้ระหว่างกันได้ก็จะเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่าง ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แก๊สธรรมชาติ ต้องใช้พลังงานที่เป็น Fossil อยู่ระดับหนึ่ง เทคโนโลยีหนึ่งที่จะต้องพิจารณานำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเรา คือ เทคโนโลยี ที่จะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ พวกพลังงาน Fossil เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมันให้กักเก็บไว้ในอ่าวไทยของเราได้ เรื่องนี้เราได้มีการศึกษาและคิดว่า ถ้าเกิดเรามีการร่วมมือ เทคโนโลยีนี้ก็อาจจะถูกถ่ายทอดเป็นงานใหม่ และการลงทุนใหม่ ของประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าสะอาด ที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ หรือมีการไม่ปลดปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้การลงทุนของต่างประเทศ ก็เรียกร้องที่จะแสวงหาพื้นที่ที่มีพลังงานไฟฟ้าสะอาด กันทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเรามีการร่วมมือ เราก็จะได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากกรอบอันนี้ นอกจากนั้นประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร เชื้อเพลิง ชีวภาพ ชีวมวล ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาไปเป็นพลังงาน หรือเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ได้ จากเทคโนโลยีที่ EU ได้มีการทำ สามารถร่วมไม้ร่วมมือ ที่จะทำเรื่องนี้ได้
และอีกประการหนึ่งที่เรากำลังผลักดันมากก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีการผลิต ไฟฟ้าจากแสงแดด จากลม จากความร้อนใต้พิภพ จากน้ำ เป็นต้น พวกนี้ EU มีประสบการณ์มาก ถ้าเราได้มีการเอื้อประโยชน์ในการที่จะเรียนรู้และถ่ายทอด
อันนี้เราก็คงต้องการการสนับสนุนต่าง ๆ ๓ ประเด็น ซึ่ง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ขณะเดียวกันจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนไทยด้วย ท่านประธานครับ นอกจากความร่วมมือที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้วนำไปสู่การลด ผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทย วันนี้ ทางภาคเหนือที่เจอภัยพิบัติวันนี้ก็เกิดจากภัยตัวนี้ละครับ ถ้าเราไม่ร่วมกันแล้วก็ เอาประโยชน์จากการที่จะร่วมมือกับ EU เราก็จะเผชิญกับปัญหานี้อย่างลำพัง นอกจากนั้น ในตัวความร่วมมือตัวนี้ มันมีประเด็นเหมือนกันใน EU เอง มีมาตรการกีดกันการค้าที่กระทบ ต่อเรา ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของที่เรียกว่ามาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือเรียกว่า CBAM ก็ได้นะครับ ซึ่งเป็นมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน ในกรณีที่ประเทศเราไม่มีกฎหมายในการที่จัดเก็บ หรือจัดการกับผู้ผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระดับสูงเทียบเท่ากับที่ EU ใน EU เองสมาคมการผลิตของเขา ก็ปกป้องการผลิตของเขา เพราะเขาเสียภาษี เขามีค่าใช้จ่ายสูง เขาก็เลยปกป้องว่า ผู้ที่ส่งออกและไม่มีมาตรการ ทางกฎหมายแบบเขาจะต้องมาเสียภาษีที่ประเทศเขา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากซึ่งจะมีผล ในปี ๒๕๖๙ ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม ปุ๋ย พลังงาน และไฮโดรเจน แต่ที่กระทบเรามาก คือ เหล็ก อลูมิเนียม และคิดว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ จะเพิ่มตัวบังคับขึ้นมาเรื่อย ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาทำกับทุกประเทศครับ ถ้าเราปรับตัว ไม่ทันเราก็จะยุ่ง เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องใช้กรอบ PCA อันนี้เพื่อทำให้เรามีความพร้อม ในการที่จะรับมือตัวนี้อย่างเป็นธรรม และต้องเจรจาเพื่อลดผลกระทบของผู้ผลิตของเรา อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินตัวการปล่อยของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด แต่ละ Unit จำเป็นจะต้องทำ อย่างก้าวหน้า เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเรามี PCA ฉบับนี้มันจะช่วยได้ นอกจากนั้นมี สส. หลายท่าน พูดถึงเรื่องของ EUDR เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อีก ๗ ตัวที่เราส่งออกไปแล้วเกี่ยวข้อง กับการตัดไม้ทำลายป่า ถ้าเราอาศัย PCA ฉบับนี้ในการที่จะเจรจาว่า วิธีประเมินสินค้าต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และไม่เสียเปรียบกับผู้ผลิต และเกษตรกรของเรา เราจะต้องบูรณาการ แล้วร่วมไม้ร่วมมือกับเขาเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่หมายความว่า จะสยบยอมนะครับ แต่จะต้อง เจรจาอย่างชาญฉลาด เพื่อให้เราไม่เสียเปรียบ
สุดท้ายนี้ผมสนับสนุนกรอบข้อตกลงตัวนี้ PCA ฉบับนี้ แน่นอนชั่งน้ำหนัก แล้วมีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่เมื่อลงนามแล้วเราจำเป็นจะต้องบูรณาการกันทุกภาคส่วน ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานในแต่ละประเด็นจำเป็นต้องบูรณาการกัน อย่าปล่อยเวลา ให้ผ่านไป เราจะต้องมีการตอบรับเชิงรุก หลายเรื่องจะต้องสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อจะให้ สอดรับ สุดท้ายขอสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ