สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่างกรอบความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยย้ำว่าเป็นความร่วมมือรอบด้านที่ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรี แต่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติอย่างจริงจังในด้านนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และสิทธิแรงงาน ทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ยุติการผลักดันผู้ลี้ภัยโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ชี้แจงกรณีข้าราชการเกี่ยวข้องคดีค้ามนุษย์ และเร่งรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศโดยเฉพาะฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อให้กฎหมายแรงงานของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลก่อนการดำเนินความร่วมมืออื่นใด
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือรอบด้านระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพยุโรป หรือที่เรียกว่า Thai-EU PCA ก่อนอื่น กรอบความตกลงนี้หลาย ๆ คนก็ยังเข้าใจว่า นี่คือ FTA ระหว่างไทย กับ EU หรือเป็นข้อตกลงการค้าเสรี จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ นี่คือกรอบความร่วมมือฉบับนี้ เป็นความร่วมมือรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม นิติรัฐ นิติธรรม สิทธิแรงงาน และสิทธิมนุษยชนที่จะนำทางเราไปสู่ FTA อีกต่อหนึ่ง ท่านประธานครับ ร่างกรอบความตกลงนี้เป็นกรอบการตกลงที่ดี เพราะจะช่วยยกระดับทางด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับ EU และยกระดับคุณภาพชีวิต ศักยภาพต่าง ๆ ของคน ในชาติเราและ EU ไปพร้อม ๆ กันครับ สิ่งที่สำคัญท่านประธานครับ คือเมื่อเราลงนาม ในกรอบความตกลงนี้แล้ว เราต้องพยายามปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในกรอบความตกลงนี้ให้ได้ครับ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ตั้งแต่เราลงนามไป เราได้ปฏิบัติตามกรอบนี้ไปมากน้อยแค่ไหนได้ครับ
ขอพูดถึงรายหัวข้อเลยแล้วกันนะครับ หัวข้อแรกที่ผมอยากจะพูดถึงครับ หัวข้อที่ ๔ คือความร่วมมือด้านเสรีภาพความมั่นคง และการยุติธรรม และหัวข้อที่ ๕ คือ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ สำหรับหัวข้อที่ ๔ ข้อแรก ที่ผมอยากจะพูดถึงคือ ข้อ ๒๐ คือเรื่องหลักนิติธรรม ในกรอบความตกลงนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คู่ภาคีจะต้องร่วมมือกัน อย่างเต็มที่ เพื่อให้สถาบันด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการบริหารงานยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน และเพื่อผลประโยชน์ ร่วมกันครับ คู่ภาคีจะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถาบันด้านการบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหัวข้อที่ ๕ ข้อ ๓ เรื่องสิทธิมนุษยชน และหัวข้อที่ ๓ ข ระบุว่าการร่วมมือ และการประสานงานเพื่อเสริมสร้างหลักการ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม รวมถึงความเสมอภาคทางกฎหมาย สิทธิ จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการเข้าถึง ความยุติธรรมครับ ๒ ข้อนี้ท่านประธานครับ เป็นข้อกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรมที่ประเทศไทยเองต้องปฏิบัติตาม แต่จนถึงวันนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า เราทำเรื่องเหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันเรายังมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอยู่หลายสิบคน เรามีนักโทษจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคดีการเมืองที่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิ พื้นฐานที่ควรจะได้ นักโทษการเมืองเรามีอยู่หลายสิบคดีครับ มีอยู่เป็นร้อยคนครับ เราจะแก้ไข เรื่องนี้กันอย่างไร เราจะรับรองความยุติธรรมให้กับทุกคนได้อย่างไร ถ้าคนจำนวนมากไม่ได้ สิทธิประกันตัว นี่คือไม่ต้องพูดถึงหลักนิติธรรมเลย ที่ระบุไว้อีกนะครับ ทั้งการยุบพรรค การเมือง การถอดถอนนายกรัฐมนตรี โดยองค์กรที่อ้างตัวเองว่า เป็นตุลาการ มันตั้งอยู่ บนหลักนิติธรรมตรงไหนครับ ใครช่วยอธิบายความชอบธรรมของเรื่องนี้บนหลักนิติธรรมได้ไหม ใครอธิบายได้อธิบายให้ผมฟังทีครับ องค์กรเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ เลยครับ มีแต่ตัวเขาเองที่วินิจฉัยว่า ตัวเองมีอำนาจ และความชอบธรรมเท่านั้นเอง ในอนาคต ถ้าเราตั้งใจที่จะปฏิบัติตามร่างกรอบความตกลงนี้ เราต้องจัดการกับองค์กรเหล่านี้ อย่างจริงจังครับ เราต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย และรับรองสิทธิ ทุกคนมากขึ้น ให้ทั้งองค์กรเหล่านี้หมดอำนาจ หรือหายไปเลย หรืออาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม เรื่องการให้สัตยาบันรับขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ครับ เพื่อจะได้ สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือตามข้อตกลงนี้นะครับ
ต่อมาข้อที่ผมอยากพูดถึงครับ คือข้อ ๒๕ ความร่วมมือด้านการโยกย้าย ถิ่นฐานครับ ทีนี้ในข้อตกลงมีทั้งเรื่องการรับรองผู้ลี้ภัย การปฏิบัติตามหลักการสากลต่าง ๆ และการป้องกันการค้ามนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมาไทยเองก็มีผู้อพยพลี้ภัยเข้ามาจำนวนหนึ่ง ทั้งจากภัยสงครามในเมียนมา และภัยการเมืองประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา แต่ท่านประธานครับ ทั้ง ๆ ที่เรายินยอมรับกรอบความร่วมมือนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น คือยังมีการผลักดันส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับประเทศ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าถ้าส่งกลับไปก็จะเป็นอันตราย แก่ชีวิตของเขา เมื่อไม่กี่วันมานี้เราก็มีการส่งผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่หนีคดีการเมืองมา กลับประเทศเขาไปนะครับ หรือการที่ไทยเองปัจจุบันไม่กล้ายอมรับสถานะผู้ลี้ภัย ของชาวเมียนมา ที่ทะลักเข้ามาจำนวนมากด้วยซ้ำครับ เราหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย แล้วก็บอกเขาว่า เขาเป็นผู้หนีภัย ไม่ยอมตรวจสอบสถานะ หรือให้สถานะทั้ง ๆ ที่เราทำได้ และยังพบกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิแรงงานต่อผู้ลี้ภัยเหล่านั้นแทบจะทุกวัน ขั้นแรกครับท่านประธาน เราต้องยอมรับความจริงกันเลยว่า ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา คือ ผู้ลี้ภัย ถ้าแค่ยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางทำตามกรอบความร่วมมือเหล่านี้ได้เลยครับ
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกังวลมากครับท่านประธาน คือเรามีอดีตรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ จากประเทศหนึ่งในคู่ภาคีของเรา ที่เราลงนามร่วมกันคือ ประเทศฟินแลนด์ เราจะทำอย่างไรให้คดีนี้มีความชัดเจนมากขึ้น หรือมีแนวทางของคดีจะเป็นอย่างไร นี่คือเรื่องร้ายแรงนะครับ ที่รัฐมนตรีของเรา หรือข้าราชการของเราถูกตั้งข้อสงสัย ในความเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นคดีค้ามนุษย์ ในประเทศคู่สัญญาของเราเองครับ เราต้องเร่งจัดการปัญหานี้ทันทีครับ
ข้อ ๔๗ ครับท่านประธาน เรื่องการจ้างงาน และกิจการด้านสังคม ท่านประธานครับ ถ้าเราเทียบมาตรฐานการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงาน การรวมตัว ของแรงงาน ความเข้มแข็งของระบบการต่อรองของแรงงาน ไปจนถึงกฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานแล้ว เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ร่างกฎหมาย ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลครับ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ มาตรฐานของประเทศใน EU ปัจจุบันสิทธิแรงงานของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก การจ้างงาน ก็มีแต่จะเอาเปรียบแรงงานคนทำงานไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ทั้งที่ประเทศไทยเอง ก็เป็นสมาชิก ในองค์การแรงงานระหว่างประเทศมานานมากแล้ว แต่การให้สัตยาบันของประเทศไทยเอง ในข้อตกลงอนุสัญญาต่าง ๆ ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ก็น้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ไทยอยู่ใน ILO ถ้าไทยจะรับ Thai-EU PCA ฉบับนี้ ความชัดเจน ในการรับอนุสัญญาต่าง ๆ ของ ILO ก็ต้องชัดเจนด้วยครับ จะรับอนุสัญญาฉบับไหนบ้าง เรื่องนี้สำคัญนะครับ อย่างอนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ เป็นอนุสัญญาว่าด้วย การรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่สำคัญมาก ๆ ของ ILO ที่ขบวนการ แรงงานไทยเรียกร้องให้รับอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้มาหลายสิบปี ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะรับหรือไม่รับ รับอะไร อย่างไร ฉบับไหนบ้าง อันนี้ต้องมีความชัดเจนครับ ทั้งต่อคู่สัญญา แรงงานไทย และผู้ประกอบการไทยเองครับ ทำไมอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้จึงมีความสำคัญมาก ๆ อนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ รับรองสิทธิการรวมตัว ปัจจุบันประเทศไทยของเรามีการรวมตัวกัน ของแรงงานต่ำมาก เรามีสัดส่วนสหภาพแรงงานทั้งหมดเมื่อเทียบกับสถานประกอบการ ราว ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับท่านประธาน น้อยมากครับ เพราะกลไกการตั้งสหภาพ แรงงานของเรานั้นยากเหลือเกิน อนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ นี้จะเปิดโอกาสให้แรงงานรวมตัวกัน เป็นสหภาพได้ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อมาคือ ฉบับที่ ๙๘ สิทธิการเจรจาต่อรองในปัจจุบัน ซึ่งตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ การรวมตัวต่อรองตามกฎหมายนั้นยากเหลือเกิน ทำให้ สิทธิแรงงานของไทยต่ำมากครับ
สุดท้ายท่านประธานครับ ถ้าขอความชัดเจนเรื่องนี้ เราต้องพิจารณากฎหมาย แรงงานทุกฉบับที่บังคับใช้อยู่ในประเทศเราตอนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลง ๒ ฉบับ ข้อตกลงที่เรากำลังจะทำนี้ด้วยนะครับ แล้วก็ขอความชัดเจนอย่างยิ่ง เรื่อง ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ถ้าแค่รับอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปพูดถึงกรอบความร่วมมืออะไร ทั้งนั้นเลยครับ ขอบคุณครับ