คำนูณ ชี้แนวทางวุฒิฯ ใช้มาตรา 272 ย้ำคำนึงผลการปฏิรูปประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖

คำนูณ สิทธิสมาน ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 โดยย้ำความสำคัญของการพิจารณาอย่างมีเหตุผล จำกัดขอบเขต และคำนึงถึงความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศ พร้อมยืนยันว่าหากบุคคลดังกล่าวไม่มีนโยบายที่เป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญหรือระบอบการปกครอง ก็ควรได้รับความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยยอมรับว่ากรณีมีภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญอาจใช้วิจารณญาณไม่เห็นชอบได้ ทั้งยังแสดงมุมมองว่านโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ถือเป็นภยันตรายหากดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และประกาศสนับสนุนผู้ที่ได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หลักคิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ของกระผมมีดังนี้ครับ

กระผมเชื่อโดยบริสุทธิ์มาโดยตลอดว่าการกำหนดให้ สว. ร่วมให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นหน้าที่และอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นการชั่วคราวตามบทเฉพาะกาล และด้วยความที่เป็นบทบัญญัติ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐธรรมนูญไทย แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะจัดทำขึ้นในยุครัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และต้องมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว จึงยังต้องมีการลงประชามติเป็นคำถามเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ สอบถามประชาชนว่า จะเห็นชอบหรือไม่กับบทบัญญัติพิเศษนี้โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศ เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ บทบัญญัตินี้ก็ยังคงกำหนดให้ สว. มีหน้าที่และอำนาจในการร่วมให้ความเห็นชอบเท่านั้น ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิรับรองชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้หลักคิดในการร่วมให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีของ สว. ในความเห็นของกระผมจึงควรจะต้องมีความแตกต่างจาก สส. กล่าวคือ สว. ควรจะใช้หน้าที่และอำนาจที่มีอยู่เฉพาะการนี้อย่างมีเหตุผล อย่างมีขอบเขต และอย่างจำกัด เหมือนกรณีพิจารณาบทยกเว้นตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้กระผมแบ่งเป็น ๒ ช่วงเวลาครับ

ช่วงที่ ๑ คือช่วงเวลาก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ อันเป็นช่วงระยะเวลา ที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้านมีผลใช้บังคับ สว. ควรพิจารณาถึงเหตุผลพิเศษ ตามที่ปรากฏในคำถามเพิ่มเติมในการลงประชามติเมื่อ ๗ ปีก่อนหน้านี้ คือความต่อเนื่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ นี่คือหลักในการพิจารณา ในช่วงระยะเวลานั้น แล้วผมก็เคยได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ในคราวเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๖๒

ช่วงที่ ๒ คือช่วงเวลาหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ อันเป็นช่วง ระยะเวลาที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้านเสมือนสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๙ โดยมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองทุกประการในเวลาต่อมา โดยกำหนดให้ยกเลิกบทบัญญัติ กฎหมายและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศคืนกลับไปให้หน่วยงาน ปกติทำหน้าที่ต่อ ทำให้ไม่อาจพิจารณาเหตุผลพิเศษตามคำถามประชามติเพิ่มเติมได้ ดังนั้นการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ของรัฐสภา สมัยนี้ ผมจึงแบ่งออกเป็น ๒ กรณี หากเป็นกรณีทั่วไปตามปกติผมเห็นควรให้ตัดสินใจ ให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อน ผลการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะในการบริหารราชการแผ่นดินและการกำกับตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินทุกขั้นตอนหลังจากการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งเหมาะสม จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกือบทั้งสิ้น ไม่มี สว. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อนึ่ง กระผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ การลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นไปโดยเปิดเผย แตกต่างกับการให้ความเห็นชอบบุคคลในกรณีอื่น ๆ ที่ให้กระทำ เป็นการลับ ก็เป็นมาตรการที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้การลงมติสะท้อน ผลการเลือกตั้งทั่วไปและการตกลงทางการเมืองของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด ท่านประธานครับ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า สว. จะต้องตัดสินใจให้ความเห็นชอบ ตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอไปทุกกรณี เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็น ต้องมีบทบัญญัติพิเศษมาตรา ๒๗๒ นี้แต่ประการใด สว. ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณ ตัดสินใจให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแตกต่าง ไปจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ควรจำกัดเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริง ๆ มิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสำคัญที่สุดในระดับที่เห็นว่าอาจเป็น ภยันตรายใหญ่หลวงต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครองของประเทศ เสมือนเป็น การใช้สิทธิยับยั้งในฐานะสภาที่ ๒ ท่านประธานครับ การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบ Candidate นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ตามเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นก็เพราะ Candidate ท่านนั้นและพรรคต้นสังกัดท่าน ยังคงมีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในสารัตถะที่กระทบ ต่อบทบัญญัติคุ้มครองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญบทหลัก ของหมวดพระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง และเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด ตามมาตรา ๑๑๒ ทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับทางประตูหลัง กระผมเห็นว่าถือเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครอง และ Candidate นายกรัฐมนตรีท่านนั้นท่านก็มิได้ถอยนโยบายนี้ แม้ว่าจะมีเสียงอภิปรายคัดค้านสักเพียงใด ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ก็เป็นที่ชัดเจนจากการแถลงต่อสาธารณะว่า Candidate นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อไม่มีนโยบายที่อาจจะเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครองในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งไม่มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบาย เช่นว่านั้นเข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล กระผมเห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไป คือตัดสินใจ ลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นหลักคิดของกระผมที่ว่า สว. ควรปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ อย่างไร อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน จะมีการอภิปราย หรือแม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางสาธารณะขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นนโยบายที่จะให้ คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมครั้งแรกให้มีการออกเสียงประชามติสอบถามประชาชนว่า เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้นถือเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครองหรือไม่ มีเสียงบางท่านบอกว่าอันนี้ร้ายแรงกว่าการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ เสียอีก กระผมได้นำมาใคร่ครวญและขออนุญาตอภิปรายบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า กระผมเห็นต่างครับ เพราะไม่ว่าพวกเราทุกคนจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ กระผมโดยส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วย เห็นว่าการแก้ไขรายมาตรานั้น สามารถจะกระทำได้ แต่อย่างไรก็ตามแต่นโยบายเรื่องนี้เป็นนโยบายของทุกพรรคการเมือง เกือบทุกพรรคการเมืองที่เราต้องยอมรับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว แล้วก็ได้มีการศึกษา มีการตั้งกรรมาธิการ แล้วที่สุดก็ได้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๖๓ จากพรรคการเมือง ๒ กลุ่ม ๒ ขั้ว พูดแล้วก็คือเกือบทั้ง สภาผู้แทนราษฎร และแม้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนลงมติในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อถึงการลงมติในวาระที่หนึ่งก็ผ่านวาระที่หนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาพวกกระผมนี้ก็ลงมติเห็นชอบด้วยเกิน ๑ ใน ๓ เกินเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ กำหนดไว้ ร่างนั้นก็ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ผ่านวาระที่สอง รอลงมติ ในวาระที่สาม เผอิญมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ เดือนมีนาคม ๒๕๖๔ คำวินิจฉัยที่เป็นกุญแจคำสำคัญนั้น ก็คือท่านบอกว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์ จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นที่ท่านจะให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดทำประชามติในวาระแรกของการประชุม ครม. นั้นกระผมเห็นว่าทำได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่เราจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นแม้จะผ่านการออกเสียงประชามติครั้งแรกนั้น ยังต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาอีกไม่ต่ำกว่า ๒ ปี ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ อีก ๑-๒ ครั้ง ผ่านเงื่อนไขเดิม ๆ ทุกอย่าง และผ่านการออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้น ๓ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเคารพผลการประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ผมก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะบอกว่าไม่เคารพผลการลงประชามติในอีก ๓ ครั้งข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เพื่อความสบายใจของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชน มันมีประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดโดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทยหากจะได้กรุณาชี้แจงให้ชัดเจน และที่ผมจะขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ในเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในขั้วสำคัญ ท่านก็ควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความสบายใจให้เกิดขึ้น ๑. หากจะมี คำถามประชามติ คำถามประชามตินั้นควรจะต้องตรง และไม่เกินไปจากคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ๒. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ที่คณะรัฐมนตรี จะเสนอเข้าสู่สภาควรจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมือง จากสมาชิกวุฒิสภา ผ่านการพูดคุยให้มากที่สุด และ ๓. ควรจะคำนึงถึงสารัตถะสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ นั้น ก็คือรูปแบบของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น และเมื่อ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนเป็นครั้งสุดท้าย

และสุดท้ายครับ หากเป็นไปได้ถ้าท่านจะกรุณาทบทวนระยะเวลา ของการจัดทำประชามติก็จะเป็นประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในเชิงหลักการ การพิจารณาการใช้อำนาจ หน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ในฐานะ สว. ซึ่งแตกต่างไปจาก สส. ในครั้งนี้ กระผมจะให้ความเห็นชอบ Candidate นายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของ สภาผู้แทนราษฎร กราบขอบพระคุณครับ