รังสิมันต์ โรม เสนอจะนำเสนอเนื้อหาสาระที่จะทบทวนและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง โดยหารือเรื่องการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และเรียกร้องให้ที่ประชุมของรัฐสภาทบทวนและเพิกถอนมติที่ได้เคยลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ นอกจากนี้ยังเสนอญัตติที่จะพิจารณาข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาเพื่อให้แน่ใจว่าการตีความของที่ประชุมจะชัดเจนและไม่ทำให้เกิดความสับสนในอนาคต
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับว่า หลังจากผมเสนอจะมีเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ท่านจากพรรคก้าวไกล จะนำเสนอเนื้อหาสาระว่าเพราะเหตุใดถึงควรที่จะมีการทบทวน ซึ่งก็คงจะใช้เวลาของสภา ไม่นาน เราคาดว่าคงจะแล้วเสร็จอาจจะใช้เวลาอยู่สักประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงนะครับ ท่านประธานครับ
ผมจะนำเสนอต่อเนื้อหาสาระนะครับท่านประธาน จากการประชุม ที่เราได้มีการลงมติ แล้วนำไปสู่การที่ผมได้มีการเสนอญัตติด้วยวาจาเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว เพื่อให้ที่ประชุมของรัฐสภาได้ทบทวนและเพิกถอนมติที่ได้เคยลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ที่กำหนดว่าญัตติใดเมื่อตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกันนั้น ให้หมายความ รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องที่มาที่ไป ผมคงไม่ขอลงรายละเอียด เพราะทุกท่านก็คงจะทราบดีถึงผลของการตีความข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ที่ที่ประชุมได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมที่ผ่านมา อันที่จริง ข่าวเรื่องการเสนอให้มีการตีความดังกล่าวมีออกมาก่อนหน้าวันประชุมจริงสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่ามีนักวิชาการด้านกฎหมายที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาท้วงติงว่า การตีความดังกล่าวไม่ถูกต้อง และภายหลังจากที่รัฐสภามีมติออกมาแล้ว เสียงคัดค้าน ที่ดังออกมาก็ยิ่งหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม กรณีสำคัญที่ผมต้องขอกล่าวถึง ได้แก่ แถลงการณ์จาก ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก ๑๙ มหาวิทยาลัย หลายคนก็เป็นคนที่สอนนิติศาสตร์ให้กับผมและผมก็เชื่อว่า สอนนิติศาสตร์ให้กับเราอีกหลาย ๆ คน ปรากฏว่าแถลงการณ์ออกมาชัดเจนไม่เห็นด้วย กับมติของรัฐสภาที่ให้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นกระบวนการที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะ ต่างจากญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นก็มิได้กำหนดไว้แต่ประการใดว่าการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรี คนเดิมจะกระทำไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดบัญญัติไว้เพียงเท่านี้ การตีความ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ลำดับต่ำกว่ารัฐธรรมนูญจะตีความข้อบังคับ ให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำได้ และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้การตีความ เช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมายและหลักการปกครองโดยกฎหมาย ที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจะยากที่จะดำเนินการโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้
อีกกรณีหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณาคำร้องที่มีผู้ยื่นในประเด็นการตีความดังกล่าวของรัฐสภา พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๔๑ จึงมีมติ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป ซึ่งแม้ในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว แต่ก็เป็นการไม่รับด้วยเหตุผลว่าผู้ร้อง ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะยื่นคำร้องได้ ไม่ได้เป็นการยกคำร้องหลังจากพิจารณาในเนื้อหาสาระ แต่อย่างใด ความสำคัญจริง ๆ ของกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินคือมันแสดงให้เห็นว่าในภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ก็ยังมีความเห็นแย้งกับการตีความที่รัฐสภา ได้เคยมีมติไปแล้วต่างหาก ผมและพรรคก้าวไกลเราเห็นด้วยกับแนวของการตีความ ของ ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์และผู้ตรวจการแผ่นดิน อย่างไรก็ตามเราไม่เห็นด้วยว่า ประเด็นปัญหาข้อนี้จะต้องลงเอยด้วยการไปฝากฝังให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทีนี้ประเด็นที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อบังคับดังกล่าวคือคู่มือสำหรับการใช้ปฏิบัติงานเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเท่านั้นแท้ ๆ ถ้าจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ถ้าจะมีมติใด ๆ ที่ตัดสินใจออกไปแล้ว เห็นได้ในภายหลังว่าสมควรแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องก็สมควรที่เราจะหาข้อยุตินี้ในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่พวกเราและเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล เสนอญัตติดังกล่าว ซึ่งพวกเราเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามวาระที่ได้ลงกันต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนหากจะต้องมีการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก ก็สามารถเสนอกันได้ ไม่เข้าเงื่อนไขของข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ท่านประธานครับ อาจจะมีบางผู้บางนายเสนอว่าโต้แย้งว่า การตีความข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมนั้นทำโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ซึ่งระบุว่า เมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยเป็นประการใด ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด ดังนั้นจะมาทบทวนมติที่ลงไปแล้วอีกไม่ได้ ผมต้องอธิบายกับท่านประธานอย่างนี้ว่า คำว่า เป็นเด็ดขาด ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่า ต่อแต่นี้ไป