เสรี สุวรรณภานนท์ เสนอญัตติทบทวนข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เพื่อแก้ไขปัญหาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำไม่ได้ และอ้างเหตุผลว่าไม่ควรเสนอซ้ำเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ผมก็ นั่งฟังว่าการเสนอญัตติที่จะให้ทบทวนข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ที่จะเสนอชื่อซ้ำได้หรือไม่นะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเด็นบรรยากาศเหมือนกับวันนั้นเลยครับ วันที่เราประชุมไปคราวก่อน และประเด็นดังกล่าวนั้นไม่ใช่มีประเด็นเรื่องข้อบังคับ ข้อ ๔๑ อย่างเดียว ผมครับเป็นคนเสนอที่ประชุม ท่านประธานทำหน้าที่ว่าการเสนอชื่อบุคคล ที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นทำได้ครั้งเดียว เสนอซ้ำไม่ได้ เหตุผลที่เสนอซ้ำในรอบแรกไม่ได้ ก็ด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้การเสนอชื่อนั้นเป็นกระบวนการ ที่ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในวรรคหนึ่ง แต่สิ่งที่จะเสนอซ้ำไม่ได้อยู่ในวรรคสอง ครับท่านประธาน วรรคสองนี่นะครับผมจะไม่ได้อภิปรายซ้ำจากคราวก่อน แต่คราวก่อน ระยะเวลาสั้นอาจจะทำให้อภิปรายแล้วไม่ครอบคลุมทั้งหมด ก็กราบเรียนท่านประธาน เพื่อความชัดเจนนะครับ ว่าสิ่งที่เรากำลังพิจารณานั้น ไม่ใช่แค่ข้อบังคับอย่างเดียว วันก่อน ท่านประธานวินิจฉัยถูกต้องแล้วในเรื่องของข้อบังคับ แต่ในเรื่องที่ผมเสนอกราบเรียน ที่ประชุมนั้น เป็นเรื่องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำไม่ได้ เพราะด้วยการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการขัดรัฐธรรมนูญอยู่ในมาตรา ๒๗๒ วรรคสอง ครับท่านประธาน จริง ๆ เสนอซ้ำ นั่นคือรอบแรกครับท่านประธาน ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญสามารถเสนอซ้ำได้ไหม ได้ครับท่านประธาน แต่การเสนอซ้ำมาตรา ๒๗๒ บัญญัติไว้ชัดเจนนะครับ ว่าจะต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของสมาชิกรัฐสภาในการที่จะยกเว้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญข้อนี้ และรัฐธรรมนูญ ก็ได้บัญญัติให้ดำเนินการ ถ้ายกเว้นแล้วให้กลับมาดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไปนะครับ ดังนั้นการที่เสนอโดยใช้เสียง ๒ ใน ๓ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับ ว่าโดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ใน บัญชีชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตาม มาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้ ตรงนี้ละครับท่านประธานครับ ก็คือให้สามารถนำชื่อที่ผ่านที่ประชุมไปแล้ว แล้วตกไปแล้วนะครับ ซึ่งสภาได้พิจารณา ไม่เห็นชอบไปแล้วกลับมาพิจารณาได้อีกครั้งหนึ่ง ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ประเด็นซ้ำไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของข้อบังคับอย่างเดียวนะครับ มันเป็นเหตุผล ที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน ซึ่งผมกราบเรียนต่อที่ประชุมไปคราวก่อน แต่ในทาง Social ในทางสาธารณะก็มาพูดถึงประธานไม่กล้าในการที่จะไปบอกว่า สถานการณ์เปลี่ยน จริง ๆ มันไม่เปลี่ยนนะครับ อย่างที่ท่านประธานว่า แต่ถามว่าแล้วมันจะ เปลี่ยนตอนไหน ถ้าสถานการณ์มันเปลี่ยนก็เปลี่ยนตอนที่สมาชิกรัฐสภาใช้เสียง ๒ ใน ๓ ละครับในการที่จะยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญข้อนี้ แล้วให้นำชื่อในบัญชีเดิมกลับมา พิจารณาซ้ำได้ นี่ครับคือเหตุการณ์เปลี่ยนครับ ไม่ใช่เหตุการณ์ด้วยเปลี่ยนเพราะดินน้ำลมไฟ แต่เป็นเหตุการณ์เปลี่ยนเพราะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ท่านประธานวินิจฉัยไปถูกต้อง ครบถ้วนทุกอย่างครับ เพียงแต่ว่าไม่ยอมรับกัน แล้วก็ไปพูด ในทางเสียหายทำให้ท่านประธานเกิดความเข้าใจผิดว่าท่านไม่กล้าหาญ จริง ๆ ท่านกล้าหาญ ที่สุดแล้ว แล้วท่านก็ใช้ข้อบังคับการประชุมถูกต้องแล้ว เมื่อบทบัญญัติข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ บัญญัติว่าเป็นเด็ดขาด เด็ดขาดถึงที่สุดมันก็คงจะต้องเป็นไปตามนั้น แต่เราก็พยายามจะเลี่ยง พยายามจะตีความให้มันเดินต่อไปได้ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็ไม่เห็นด้วยนะครับ กับการที่จะเสนอญัตติซ้ำเข้ามาอีก พอซ้ำก็คือขัดกับมาตรา ๔๑ ผิดแล้วผิดอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันก็จะเกิดแบบนี้ ที่ท่านประธานบอกมันจะเกิดความเสียหายกับสภา นี่ละครับ คือเราไม่ยอมรับมติกัน แล้วถ้าเกิดมีมติไปแล้วทำอย่างไรครับ ท่านก็มาเสนออีก แล้วก็ บอกว่าขอดำเนินการอีกเพราะมีสิทธิจะทำได้อีก ไม่จบครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยมาถูกต้อง ครบถ้วน ผมกล้ายืนยันด้วยบทบัญญัติถ้อยคำ ในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ชัดเจน ดังนั้นการเสนอชื่อซ้ำมาพิจารณาในคราวเสนอคราวนี้ ย่อมทำไม่ได้ แต่จะทำได้ท่านต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ครับที่จะยกเว้นบทบัญญัตินี้ แล้วนำ รายชื่อเดิมมาพิจารณาต่อได้ แต่นั่นหมายความว่าท่านจะต้องพิจารณาให้ครบบัญชี ตาม มาตรา ๘๘ ก่อน จนหาใครเป็นายกรัฐมนตรีไม่ได้แล้วค่อยมาใช้บทยกเว้น ซึ่งนั่นหมายความว่าสามารถเอาคนอื่นมาได้อีก นอกจากคนในบัญชีเดิมนะครับ คนนอกก็ยัง มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ชัดเจนครับ ท่านประธาน วินิจฉัยถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ