ฐิตินันท์ แจงไม่เห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.สื่อ ชี้ขัดนิยามวิชาชีพ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

ฐิตินันท์ แสงนาค อภิปรายคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน โดยชี้ว่ากฎหมายล้าสมัย ไม่ทันกับยุคดิจิทัล และมีแนวโน้มเป็นการควบคุมสื่อแทนการส่งเสริมจริยธรรม จึงควรถอนกลับไปทบทวนใหม่

นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะมาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่ผมต้องอภิปรายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากตัวผมเองมีหมวกหลายใบ อันดับแรกเลยผมเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะอะไร เพราะหมวกใบที่ ๒ ของผมคือ ผมเคยเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่างจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เล่มนี้ มี ๔ หมวด ๒๘ ข้อ นี่ผมร่างขึ้นมาควบคุม ส.ส. ของเรา อิงกับ ส.ว. ด้วย ร่างฉบับเดียวกัน ผมเป็นคณะนั้นที่ร่างขึ้นมา หมวกใบที่ ๓ ของผมก็คือ ผมจบนิเทศศาสตร์ ผมเป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ระดับปริญญาตรี ทำเรื่องสื่อสารมวลชนมาเยอะมาก ยุคที่ผมจบกล้องนี่ยังเป็นฟิล์มอยู่เลย เป็นกล้องฟิล์ม กล้อง ๘ มิลลิเมตร การอัดล้างรูปต้องใช้ห้องมืดน้ำยาล้างด้วยตัวเอง ต้องใช้ความพยายามมาก วิชานิเทศศาสตร์เป็นวิชาในฝันของใครหลายคนยุคนั้น ผมมีหมวกใบที่ ๔ ท่านประธานครับ หมวกใบที่ ๔ ผมเคยเป็นอนุกรรมาธิการสภาปฏิรูป แห่งชาติ รับฟังความคิดเห็นประชาชนมา เมื่อผมมีหมวก ๔ ใบ ผมมาเห็นกฎหมาย ฉบับนี้แล้ว ผมก็บอกตรง ๆ ว่ามันไม่เหมือนที่ผมเรียนนิเทศศาสตร์มา ผู้ที่จะสามารถเป็น สื่อมวลชนได้ เบื้องต้นคนที่จะเรียนนิเทศศาสตร์เป็นสื่อได้ต้องมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก บุคลิกดี ชอบอ่าน เขียน พูด รักการเรียนรู้ ชอบเทคโนโลยี นี่คือปรัชญานักนิเทศศาสตร์ สมัยผมเรียน และสื่อมวลชนซึ่งตอนนั้นใช้คำว่าสื่อสารมวลชน เป็นฐานันดร ๔ นักข่าว สื่อมวลชนเปรียบเป็นนกน้อยในไร่ส้ม เชยมากเลยคำนี้ ๒๐ กว่าปีแล้ว นกน้อยในไร่ส้ม คืออะไร อาจารย์ท่านสอนว่าก็เปรียบเสมือนนกที่เฝ้าไร่ส้ม เฝ้าผลส้ม คอยดูแมลงต่าง ๆ ที่จะมาเกาะกินผลส้มให้เน่าเสีย แต่เมื่อใดที่นกทำตัวเป็นแมลงเอง เห็นผลส้มสวยงาม เกาะกินผลส้มนั้นเอง นั่นแหละครับผลส้มเน่าเสียเพราะผู้ที่พิทักษ์ผลส้ม เขาจึงเปรียบเสมือน ว่าสื่อมวลชนหรือนักข่าวสมัยนั้นเป็นนกน้อยในไร่ส้ม นิยามที่ผมเรียนมาจากนิเทศศาสตร์ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก ยุคนั้นจะมีสื่อถาวารและสื่อชั่วคราว สื่อถาวรก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อชั่วคราวก็คือวิทยุ โทรทัศน์มาแล้วไป ไม่มีการเก็บ บันทึกในยุคนั้น แต่ปัจจุบันนี้สื่อสารมวลชนหลากหลาย มีสื่อเข้ามาเช่น สื่อมีเดีย (Media) สื่อดิจิทัล (Digital) สื่อหลาย ๆ อย่าง ท่านประธานครับ สื่อไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่หรือผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถเป็นสื่อได้ แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แชร์ข้อมูลข่าวสารที่รับมา ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ หรืออาจจะมีการใส่ความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ (Comment) ใส่เข้าไป บางครั้งสื่อหลักยังต้องเอาข้อมูลจากสื่อมีเดีย (Media) หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปใช้อ้างอิงและมีการผิดพลาดหลายครั้ง มีการออกมา ขอโทษก็มี เพราะฉะนั้นกฎหมายจริยธรรมสื่อดีไหม ดีครับ แต่มาผิดที่ผิดเวลา กฎหมาย ฉบับนี้ร่างมาปี ๒๕๖๐ ตามรัฐธรรมนูญปฏิรูปเป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งผมก็เคยทำงาน อนุกรรมาธิการสภาปฏิรูปมา ดังนั้นผมจึงมองว่ามาช้าเกินไปและเนื้อหาเชยเกินไป ไม่ทันยุค ไม่ทันการณ์ เพราะว่าสื่อสมัยใหม่สื่อดิจิทัล (Digital) มันไปเร็วมากครับท่าน แค่กระพริบตา ก็ไปแล้ว อย่าว่าแต่ ๕ ปีเลย ๕ เดือนก็ตกยุคแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้ต้องเอากลับไปพิจารณาทบทวนใหม่ เพราะมีหลายอย่างที่ไม่ทันยุค ไม่ทันสมัย มีหลายอย่างถ้าอ่านดูดี ๆ ผมอ่านคร่าว ๆ แต่ผมอาศัยว่าผมจบนิเทศศาสตร์มาผมมอง ผมก็รู้แล้ว ไม่ใช่กฎหมายส่งเสริมจริยธรรม มันเป็นกฎหมายควบคุมสื่อ ผมจะเล่าให้ท่านฟัง ผมมีโอกาสร่วมชุมนุมเมื่อปี ๒๕๕๓ ฝั่งผู้ชุมนุมจะมีสื่อที่สื่อในเรื่องของฝ่ายราชการทหาร มีอาวุธครบมือ ทำร้ายผู้ชุมนุม ฝ่ายผู้ชุมนุมก็จะมีสื่ออีกด้านหนึ่ง ถ่ายของราชการ มีกองกำลังติดอาวุธ มีแก๊สน้ำตา มีระเบิด มีการซุ่มยิง ผมผู้ชุมนุมก็มีสื่อของผม ผมก็พยายามสื่อสารว่าเรื่องการชุมนุมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินไป ผมก็สื่อออกมาในเรื่อง ผู้ชุมนุมหนุ่มสาวที่แต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ ไปดูซุ้มอาหารที่เขาจัดขึ้นมาตามเต็นท์ต่าง ๆ มีหลากหลายให้ทานฟรี นี่คือมุมมองของผม ซึ่งจะขัดแย้งกับอีก ๒ มุมมองที่โหดร้าย ใช้อาวุธประหัตประหารกัน นั่นคือสื่อเป็นกลาง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ในความจริงมี แต่ในข้อเท็จจริงมันแสดงออกไม่ได้ เหมือนมือเรานี่ครับ เห็นไหมครับ มีนิ้วกลางแต่ใช้ไม่ได้ ใช้เมื่อไรโลกประณาม เพราะฉะนั้นสื่อทุกสื่อมีค่าย ไม่มีสื่อไหนเป็นกลาง กฎหมายอยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะออกมาคุมฝ่ายไหน ฝ่ายไหนมีอำนาจ เพราะฉะนั้นผมจึงให้เห็นว่ามันยังไม่ใช่เวลา ที่เหมาะสมที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ขอให้เอากลับไปพิจารณาปรับปรุงให้มันทันยุค ทันสมัยกว่านี้แล้วเสนอเข้ามาใหม่ ขอบคุณมากครับท่านประธาน