มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หารือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยชี้ว่ากฎหมายร่างเก่ายาวนาน อาจกระทบเสรีภาพสื่อ เกิดการทับซ้อนกับองค์กรวิชาชีพเดิม และเปิดช่องให้รัฐแทรกแซง จึงเสนอให้ถอนร่างและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินการต่อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ต่อกรณีของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนในฉบับนี้ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าทันทีที่วาระพิจารณาเรื่องนี้บรรจุเข้าสภา บุคคลซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ก็ออกแถลงการณ์อย่างน้อยที่สุดแล้ว ๒ องค์กรนะคะ องค์กรแรกก็คือสมาคมนักข่าวและ โทรทัศน์ไทย เขาคัดค้านในการที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ขณะเดียวกันเขาก็เรียกว่ากฎหมาย ควบคุมสื่อ อีกองค์กรหนึ่งก็คือสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอายุ ยาวนาน อันนี้ก็เสนอถอนร่างนี้ออกไป และขณะเดียวกันก็ขอให้ไปจัดเวทีชี้แจงต่อสาธารณะ ให้เรียบร้อยก่อน สารตะสาระสำคัญของมันก็คือว่าร่างใช้เวลายาวนาน คือร่างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ก่อนที่รัฐบาลคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมาทำหน้าที่ แต่เสนอเข้ามาในสภาเมื่อ ปี ๒๕๖๕ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่ามันใช้เวลายาวนาน บริบทของสังคมสื่อมวลชน ก็เปลี่ยนแปลงไป ดิฉันก็ต้องขออภัยท่านรัฐมนตรีธนกรด้วยนะคะ ท่านเพิ่งจะเข้ามาไม่กี่วัน แต่ต้องมานั่งเสนอร่างกฎหมายที่ร่างมาตั้ง ๕-๖ ปี อีกอันหนึ่งก็คือว่าสมาคมเขาก็รับฟัง ความคิดเห็นรอบด้านนะคะ แต่ความคิดเห็นที่รอบด้านที่ทางสมาคมต่าง ๆ เขาไปรับฟัง ความคิดเห็นนั้นก็ปรากฏว่าเกิดการข้อถกเถียงต่าง ๆ อย่างหลากหลายมากคือไม่ตกผลึก อันที่ ๓ คือมันเป็นการเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจแทรกแซงความอิสระของสื่อ และเป็น การทำลายกลไกการกำกับดูแลกันเองของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งตรงจุดนี้เองมันเป็นเกียรติยศ ของนักสื่อสารมวลชน อันที่ ๔ คือมันมีข้อหนึ่งที่ระบุบทเฉพาะกาลเอาไว้คือว่าให้อำนาจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นกรรมการในวาระแรกเริ่ม แค่นี้ก็มีปัญหาแล้วนะคะท่าน อันที่ ๕ การให้รัฐบาลจ่ายงบ จ่ายเงินทุนประเดิม จัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนของ กสทช. อันนี้ที่มาของงบประมาณหรือว่าเงินที่จะไปสนับสนุนก็ส่อเค้าในการที่จะต้องเป็น การแทรกแซงใช้อำนาจแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงอยากจะให้มีการถอนออกไป แล้วก็ ต้องการให้เปิดเวที อันอื่น ๆ ที่เป็นสาระสำคัญเช่นกัน แล้วเว้นไว้ไม่ได้ นั่นก็คือว่าการไม่ได้ กำหนดขอบเขตจริยธรรมหรือว่าศีลธรรมอันดีเอาไว้ในเนื้อหา แต่ว่าให้มีการตั้งกรรมการ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมา ตรงจุดนี้ก็คือเอาคณะหนึ่งมากำกับในการที่จะไปดูแล แล้วมัน เป็นการทับซ้อนกับการทำหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพสื่ออื่น ๆ ที่เขาทำหน้าที่มาอยู่แล้ว อันนี้ ก็เป็นสาระที่มองข้ามไปไม่ได้ วัตถุประสงค์ของภารกิจหน้าที่อยู่เหนือเสรีภาพ ซึ่งเสรีภาพ ของสื่อมวลชนกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มันจะเหนือกว่า กฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็ไม่สิ้นสงสัย การตั้งสภาวิชาชีพ แล้วรัฐ จัดสรรงบมันทับซ้อน กรณีงบก็ทับซ้อนนะคะ เพราะอะไร เพราะว่าองค์กรวิชาชีพเขาก็มี ที่มาของงบประมาณ แต่ขณะเดียวกันพอตั้งองค์กรขึ้นมา เสร็จแล้วจัดสรรงบประมาณเข้า ไปอีก อันนี้ก็ทับซ้อน คณะกรรมการวิชาชีพสื่อคือที่มาของคณะกรรมการไม่ได้ยึดโยงกับ ทั้งนักสื่อสารมวลชนและทั้งประชาชนผู้บริโภคสื่อ แต่กลับมีอำนาจคัดเลือกกรรมการ อันนี้ก็เป็นสาระสำคัญ กรณีฝ่าฝืนไม่อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมจะมีโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์แล้วก็ ประกาศต่อสาธารณะ ประจานนั่นเองนะคะ ในทางปฏิบัติปัจจุบันนี้องค์กรวิชาชีพสื่อต่าง ๆ เขาก็มีองค์กรวิชาชีพสื่อกำกับดูแลกันตรงส่วนนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันกรณีที่รัฐบาลตั้ง คณะทำงาน จำได้ใช่ไหมก่อนหน้านี้ ก่อนที่รัฐมนตรีผู้เสนอจะมาเป็นรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเขาได้ตั้งคณะทำงานปฏิรูปสื่อขึ้นแล้วก็เป็นกลไกขับเคลื่อนก็เท่ากับว่าผลสรุปออกมา คืออนุกรรมการประชุม ๓ ครั้ง มีมติออกมาว่าไม่ต้องการให้มีกฎหมายปฏิรูปสื่อ แต่สิ่งที่เขา อยากให้มีคืออยากให้มีแค่กลไกส่งเสริมหลักกฎหมาย จริยธรรมและองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่มีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นถ้าเกิดดูจากสาระนี้ก็เท่ากับว่ากฎหมายไม่ใช่สิ่งที่จะมาควบคุมหรือว่า จำเป็นขณะที่กฎหมายที่เขียนก่อนที่บริบทสังคมและสื่อต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป ๒-๓ ข้อนี้ ดิฉันก็มองเห็นว่ามันก็เป็นความขัดแย้งในทางความคิดเห็นต่าง ๆ ของสังคมแล้ว และสำคัญ ที่สุดก็คือผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเขาออกมาคัดค้านจนออกแถลงการณ์ออกมา ๒-๓ ฉบับ ดิฉัน ก็คิดว่าสภาแห่งนี้ก็ควรที่จะต้องรับฟังและสำคัญที่สุดก็คือว่ารัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ท่านก็ควรที่จะต้องทบทวน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะรัฐมนตรี ชุดปัจจุบันนี้ด้วยอันเนื่องมาจากว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ ทำหน้าที่กันในช่วงระยะเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าร่างตัวนี้ร่างมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ คือพยายามดูกันมาหลายรอบหลายครั้งแล้วมันก็แน่นอนว่าปัจจุบันนี้ คือร่างตั้งแต่ยัง ไม่มีติ๊กต็อกเกอร์ (TikToker) เลย ร่างตั้งแต่ยูทูเบอร์ (YouTuber) ต่าง ๆ ยังไม่ดัง เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่ากฎหมายก็ค่อนข้างที่จะล้าหลังแล้วก็ไม่ตรงกับบริบทของสังคมสื่อ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปและดิฉันก็มองเห็นว่าสำคัญที่สุดก็คือในเรื่องของจริยธรรมจรรยาบรรณ ในเรื่องของคุณธรรมต่าง ๆ เหล่านี้มันมีการกำกับกันเองและมีการดูแลกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเห็นควรว่าควรเพียงแค่ส่งเสริมกลไกการขับเคลื่อนให้เป็นไปก็เท่านั้น แต่ไม่ควรที่จะ มีการออกกฎหมายมาควบคุม ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ