ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์วิจารณ์มาตรา ๘

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖

ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์วิจารณ์มาตรา ๘ ที่สะท้อนอำนาจนิยมและการผลิตคนแบบอุตสาหกรรม โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นคุณภาพและธรรมชาติของเด็กแทนการยัดเยียดเนื้อหา และยกตัวอย่างระบบการศึกษาของฟินแลนด์

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนมาตรา ๘ นี้ มันเป็นมาตราที่สำคัญ เพราะว่าเท่าที่ดูจากลักษณะของการร่างแล้วเป็นรายละเอียดของแต่ละช่วงวัย ของเด็กแต่ละคนนั้น จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมาย ซึ่งลักษณะวิธีคิดแบบนี้สะท้อนถึงความคิดของอำนาจนิยม และวิธีคิดแบบการผลิต ในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการให้คนนั้น มนุษย์นั้นเติบโตขึ้นมาแบบเป็นบล็อกเดียวกัน เหมือนกันในแต่ละช่วงวัยเท่ากันไม่มีความแตกต่าง ผมเข้าใจว่าผู้ที่ร่างอาจจะไม่ค่อยได้เข้าใจ ในส่วนสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของเด็กที่จะเติบโต แต่ละวัย ในความเป็นจริงมนุษย์แต่ละคนนั้นมีศักยภาพไม่เหมือนกันครับ บางคนเก่ง ในเรื่องศิลปะ บางคนเก่งในเรื่องคณิตศาสตร์ บางคนสนใจเรื่องการพบปะผู้คน บางคนนั้น ชอบเสียงเพลง ชอบดนตรี บางคนชอบศักยภาพทางด้านกีฬา การที่จะใช้บล็อกเดียวกัน สิ่งเดียวกันให้เติบโต มันไม่มีทางที่จะทำไปได้เลยครับ นี่คือการผลิตแบบอุตสาหกรรม แบบอำนาจนิยม ซึ่งส่วนกลางต้องการให้เป็นเท่านั้น ในโลกเสรีนิยมนั้นเด็กทุกคนควรจะ ได้รับการเรียนรู้ปราศจากความกังวล และพัฒนาความสงสัยใคร่รู้ตามธรรมชาติของพวกเขา ไม่ใช่แค่การกำหนดให้เป็นและการสอบผ่านครับ เด็กทุกคนนั้นจะต้องมีเรื่องสำคัญคือ ความเป็นเด็ก มีเวลาได้เป็นเด็ก ได้เล่นแบบเด็ก ๆ ได้เรียนรู้แบบเด็ก ไม่ใช่กำหนดให้เป็น ตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ สิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาก็คือคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณของเวลาที่จะให้ เป็นของสิ่งที่จะให้เป็น เขาจะต้องเป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเป็น และแยกแยะในสิ่งที่เขา ต้องการเติบโตเต็มศักยภาพของเขา แต่มาตรา ๘ มิได้คำนึงถึงสิ่งนี้เลยครับ มาตรา ๘ ไม่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด มาตรา ๘ อันนี้ก็ย้อนไปกับอันเดิมที่เราต้องการ ให้มีในกลุ่มของกลุ่ม ๘ สาระวิชา สาระการเรียนรู้ที่เคยทำนั่นคือเน้นให้ครูสอนให้มาก เพราะเมื่อมีกำหนดให้มากก็คือต้องมีตัวชี้วัดครับ มีตัวชี้วัดก็คือต้องให้ครูสอนมาก สอนตาม หนังสือ เน้นการท่องจำ เน้นสิ่งที่ให้เป็น และนักเรียนนั้นต้องเรียนเนื้อหาที่มาก มีการบ้าน ที่มากเกินไป แต่การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติไม่มาก จำนวนนักเรียนแต่ละห้องมาก เพราะต้องการให้เต็ม เติบโตมีความรู้ยัดเยียดใส่เข้าไปในสมองของเด็กตามที่กฎหมาย มาตรา ๘ นี้ต้องการ ถามว่าเราต้องการมนุษย์แบบนี้หรือครับ ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเยอะมากในขณะนี้ ผมอธิบายให้เข้าใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่อง ของนโยบาย ในเรื่องของหลักสูตร กฎหมายเป็นสิ่งที่บัญญัติไว้และทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ปฏิบัตินั้นมีความผิดนะครับ หรือไม่ตรง นโยบายเป็นสิ่งที่รัฐบาลแต่ละยุคหรือผู้บริหาร แต่ละยุคนั้นสามารถกำหนดเพื่อความเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมแต่ละการได้ หลักสูตร การเรียนการสอนสามารถปรับให้แต่ละยุคสมัยใหม่ได้ ทั้งหมดนี้รายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้เป็น ผมคิดว่าเราไปใส่ในนโยบายและหลักสูตรการเรียนรู้จะดีกว่าหรือไม่ที่จะมาใส่ ในกฎหมายบังคับเป๊ะ ๆ แบบนี้ และกฎหมายคนที่คิดแน่ใจหรือครับว่าที่ท่านกำหนดมา แบบนี้ ท่านเป็นคนที่คิดรอบคอบเข้าใจมนุษย์และเข้าใจการพัฒนาโลกอนาคตได้ดีหรือเปล่า เรามองย้อนในยุคเก่า ในยุคเก่านั้นเรียนด้วยกระดานชนวนใช้ชอล์ก (Chalk) มาสู่เรียนด้วย เป็นหนังสือ มากระดาษ ปัจจุบันเรียนด้วยไอแพด (iPad) มันคนละอย่างเลย ท่านเอา ความคิดของยุคกระดานชนวนที่ท่านเรียนมามากำหนดเพื่อคนในยุคไอแพด (iPad) หรือครับ แล้วต่อไปจะมีอะไรอย่างอื่นที่พัฒนามากกว่ามากำหนดเขาเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ผมคิดว่า สิ่งที่มาตรา ๘ กำหนดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง และปฏิรูปการศึกษา แต่อย่างใด ผมอธิบายให้ดูตัวอย่างของฟินแลนด์นะครับ ฟินแลนด์เขาเรียนเน้นไปทาง การเล่นมากกว่า เพราะคิดว่าเด็กนั้นสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นและค้นพบตัวเอง ครูจึง ไม่เพียงแต่อนุญาตให้เล่นได้ แต่สนับสนุนให้เด็กเล่นด้วย ๒. คือการสอบไม่ได้เป็นไป ตามแบบเอาเป็นเอาตายนะครับ โรงเรียนในฟินแลนด์เชื่อว่าหากเขาต้องเตรียมตัว อ่านหนังสือจนไม่มีเวลา จะทำให้ไม่มีเวลาคิดอย่างอิสระ แต่เขาจะมีการประเมิน ความรับผิดชอบของเด็กตลอดเวลาการเรียนการสอนแทน ๓. คือความเชื่อใจ คือจะต้อง เชื่อมั่นในโรงเรียน เชื่อมั่นในครูให้เขาสามารถสอน ผู้ปกครองเชื่อมั่นในความสามารถ ของครูเทียบเท่าอาชีพแพทย์ แต่ละโรงเรียนไม่มีการแข่งขันกันเอง ไม่จำกัดลำดับโรงเรียน เชื่อว่าทุกโรงเรียนนั้นดีเท่ากัน การคัดเลือกครูเข้มงวดมาก เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ครูได้รับ ความสนใจ แล้วต้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้นจึงจะได้เป็นครู นอกจากนั้นจะต้องเป็นการ สัมภาษณ์ด้านศีลธรรมและแรงบันดาลใจ นี่ผมยกตัวอย่างไม่กี่อย่างนะครับ ถามว่าเราคิด ปฏิรูปเหมือนกับประเทศที่มีการศึกษา ได้รับการยอมรับแบบประเทศทั้งโลกหรือไม่ครับ หรือมาคิดแคบ ๆ มาบล็อกความคิดเด็ก บล็อกการเจริญเติบโตของเด็กแบบที่คิดแบบ มาตรา ๘ คิดแบบอำนาจนิยม คิดแบบบังคับให้เป็น ไม่ได้คิดแบบเสรีนิยมให้เด็กเติบโต ตามศักยภาพ ตามธรรมชาติที่ควรเป็น เด็กบางคนเขาอาจจะเป็นดอกกุหลาบ เด็กบางคนอาจจะเป็นดอกมะลิ บางคนเป็นต้นทุเรียน บางคนอาจจะเป็นในส่วนของต้นมะพร้าว ต้นสัก มีต้นไม้หลากหลาย พืชพันธุ์หลากหลาย เหมือนกับมนุษย์แต่ละคนมีความหลากหลายไม่เหมือนกัน เราอย่ามาใช้วิธีการกำหนด ช่วงอายุของแต่ละการเติบโตแล้วบังคับให้เขาเป็น และยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่อยากจะเป็น ให้เป็นได้เลยครับ ผมคิดว่ามาตรา ๘ นั้นควรจะตัดออก ผมสนับสนุนในส่วนของการ แปรญัตติของท่านกรรมาธิการพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกรรมาธิการกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ที่ตัดสินไว้ ในส่วนของผม ผมตัดออกเพราะว่าอาจจะแปรญัตติมากเกินไป ผมให้แก้ตามนั้น เพราะว่าเป็นการกำหนดเฉพาะช่วงสั้น ๆ กำหนดแต่น้อยแต่สามารถตีความเป็นนโยบาย และเป็นหลักสูตรได้ครับท่านประธานที่เคารพครับ