สาทิตย์ ตั้งข้อสังเกตมาตรา 6 ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ชี้จำเป็นต้องชัดเจนเจตนารมณ์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตั้งข้อสังเกตและสอบถามถึงเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง โดยเฉพาะในมาตรา 6 ที่เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับความสามารถ อารมณ์ สังคม และการส่งเสริมความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดแนวทางการตีความกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในเรื่องเสรีนิยมและลัทธิคลั่งชาติ และเสนอให้ระบุการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขกับผู้อื่นที่มีความหลากหลายในสังคมอย่างชัดเจนในกฎหมาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนมาตรา ๖ ซึ่งเป็นเรื่องของ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเหมือนกับหัวใจ ของกฎหมายฉบับนี้ที่พูดถึงเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษานะครับ ผมได้ไปเปรียบเทียบในส่วนของมาตรานี้กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ได้เป็นคณะกรรมาธิการคนหนึ่งที่ทำกฎหมาย ฉบับนั้นด้วย ผมมีข้อสงสัยซึ่งจะต้องสอบถามคณะกรรมาธิการ แล้วก็สอบทานความเข้าใจ บางประการด้วยนะครับ

ประการที่ ๑ ก็คือว่า ในมาตรา ๖ ซึ่งใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ก็อยู่ที่มาตราเดียวกันก็คือมาตรา ๖ จะเขียนไว้สั้น ๆ ก็คือเขียนไว้เฉพาะว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ แล้วก็ไปจบลง สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็หมายความว่าจุดมุ่งหมาย การจัดการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องของการพัฒนาในส่วนของปัจเจก ซึ่งในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณามาก็มีในส่วนนี้ ก็คือท่านเติมลงไป เรื่องของอารมณ์ สังคม และเติมเรื่องความสามารถ ก็คล้าย ๆ กับปรับปรุงเรื่องของ จุดมุ่งหมายในการพัฒนาปัจเจกบุคคลด้วยการจัดการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะไป พัฒนาตัวปัจเจกหรือตัวผู้เรียนให้มีความสมบูรณ์ แล้วท่านเติมคำว่า อารมณ์ สังคม ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจได้ ว่านอกเหนือจากจิตใจ เรื่องของ อารมณ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคมในปัจจุบัน ก็เลยเติมตรงนี้ลงไป แต่ที่ผมสงสัยก็เรื่องความสามารถ อันนี้จะกินความหมายหรือตีความไปอย่างไร เดี๋ยวช่วย อธิบายด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งผมอยากจะสอบทานความเข้าใจว่าตรงกันหรือไม่ เพราะว่ากรรมาธิการไม่ได้แก้ แล้วก็เติม บางส่วนเท่านั้น คือเหมือนกับเราเติมกรอบความคิดเรื่องของความเป็นชาติ เรื่องของ ความเป็นประเทศ ความเป็นประเทศไทยของเราลงไปด้วยใช่หรือไม่ เพราะว่าเราเข้าใจกันว่า การศึกษานั้น ในทางสังคมวิทยาแล้วถือว่าเป็นเชนจ์ เอเยนต์ (Change agent) หรือตัวที่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากเรื่องครอบครัว เรื่องของที่ทำงาน เรื่องของสื่อสารมวลชนแล้ว เรื่องของการศึกษาก็จะเป็นเชนจ์ เอเยนต์ (Change agent) ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ในนี้เราได้เติมลงไปในเรื่องของการเป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับ หน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษา ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ผมว่าข้อความตรงนี้สำคัญ แล้วถ้าเกิดกรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไข ในความเข้าใจผมถูกต้องหรือไม่ว่า เรากำลังอยู่ในจุดที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้อาจจะมองเห็นว่ามันมีแนวคิดหนึ่งที่เข้ามา คือแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมนี้ จะเน้นเรื่องของปัจเจกเป็นหลัก แล้วก็จะมีการสร้างความเชื่อกันว่าคนทั่วไปที่เชื่อถือ ในความคิดเสรีนิยมจะไม่ยึดติดกับสถาบันทางสังคมใด ๆ ถึงขั้นที่มีการสอนในครั้งหนึ่ง ซึ่งสุดโต่งมากในความคิดเสรีนิยมว่า แม้กระทั่งสถาบันครอบครัว ตรงนี้หรือเปล่าที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพยายามที่จะเขียนตรงนี้ให้ชัด ที่ผมถามตรงนี้เพราะมันต้องบันทึก ไว้ในสภา แล้วถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย นั่นหมายความว่าสังคมไทยเรากำลังจะ เผชิญกับแนวคิดเสรีนิยมซึ่งนับถือปัจเจก แล้วก็ไม่ยึดติดกับสถาบันทางสังคมใด ๆ มันจึงเป็น ปัญหาถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันเรื่องแนวคิดเสรีนิยม ทำให้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ พยายามเขียนเรื่องนี้ลงไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย แต่ถ้าเขียนแบบนี้ ผมคิดว่าในความเห็นผมนี้ ผมคิดว่ามีความจำเป็น เพราะว่าแนวคิดเชิงเสรีนิยมสุดขั้วนั้นในหลายประเทศที่เดินตาม แนวคิด แนวทางปรัชญาแบบนี้ก็มีปัญหาทางสังคมเกิดขึ้น เพราะไม่มีความยึดติดกับสถาบัน ทางสังคมใด ๆ ยึดถือตนเองเป็นใหญ่ ก็เกิดความวุ่นวาย และหลายครั้งก็เกิดความรุนแรงได้ ซึ่งแตกต่างกับอีกหลาย ๆ อัน แต่มันเป็นคนละเรื่องกับความคิดเรื่องคลั่งชาติ ซึ่งตรงนี้ ในทางปฏิบัติมันจะต้องชัดเจนว่าเมื่อตีความตัวกฎหมายฉบับนี้ออกไปสู่การปฏิบัติแล้ว มันไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ แต่มันเป็นเรื่องของการเข้าใจถึงความเป็นชาติและเคารพในสถาบัน ทางสังคมของประเทศ ผมว่าตรงนี้ที่ต้องถกกันเรื่องเจตนารมณ์รวมถึงเรื่องของแนวทาง ปฏิบัติให้สำคัญ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวนะครับว่า ท่านน่าจะเติม ให้ชัดไปกว่านี้ ความจริงท่านเติมคำว่า มีความเป็นพลเมือง อันนี้ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่คำว่า สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก ผมมีความเห็นว่า เวลาเราไปใช้ปฏิบัติ คำว่า อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างผาสุก นั้น ปัจจุบันเขามักใช้คำว่า อยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างได้ ซึ่งตรงนี้ในกระแสสมัยใหม่ ทุกสังคมมันมีความ แตกต่างเยอะ ทั้งชาติพันธุ์ของคน ความคิด ความเชื่อ ศาสนาที่เข้ามา ถ้าท่านมีการปรับ ตรงนี้หรือระบุตรงนี้ไปให้ชัด ผมว่าตรงนี้จะมีความสำคัญมาก แล้วก็จะทำให้จุดมุ่งหมาย การจัดการศึกษานั้นครอบคลุมครบถ้วน สิ่งที่ผมสอบถามก็กรุณาได้อธิบาย แล้วก็สอบทาน ความเข้าใจให้ตรงกันด้วย ขอบพระคุณครับ