ตวง อันทะไชย แสดงความขอบคุณต่อทุกฝ่ายที่ช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย และแสดงความเคารพต่อหน้าที่ของสมาชิกสภา ตวง อันทะไชย ย้ำถึงความจำเป็นของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และขอให้การเขียนกฎหมายดังกล่าวขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและผลิตครูใหม่
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการ ต้องกราบขอบพระคุณที่ ท่านเมตตาให้ผมได้แสดงความรู้สึก ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าเราใช้เวลาในการ พิจารณา ๑ ปี ๑ เดือนที่ผ่านมานั้นด้วยความอดทน ผ่านทั้งกลไก ผ่านรูปแบบหลายอย่าง จนกระทั่งว่าที่สุดเราก็ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะต้องนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่ที่ ประชุมรัฐสภาให้ได้ ผมก็คุยกับพี่ ๆ ทุกคนที่อยู่ด้วยกันว่า หน้าที่ของพวกผมคณะกรรมาธิการ เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้มอบให้พวกผมไปทำหน้าที่ ได้ทำหน้าที่จบแล้วครับ พอเข้ามาสู่ที่ประชุมใหญ่ พี่ ๆ หลายคนก็บอกผมว่าผมต้องไปคุยกับคนนั้น คุยกับคนนี้ ผมกราบเรียนพี่ว่า หน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการผมได้ทำหน้าที่ของตัวเองจบแล้ว แต่หน้าที่ในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภานั้นท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือไม่ หรือจะแก้ไขเพิ่มเติม หรือจะเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อย พวกผมไม่ติดใจ เราได้ทำหน้าที่ ของเราเต็มที่ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกด้วยความ จริงใจ ผมขอบคุณท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคที่ท่านได้ช่วยทำองค์ประชุมแห่งนี้ ให้ครบ แล้วก็เดินทางมาจนถึงมาตราวันนี้ เป็นสิ่งที่พวกผมเองในฐานะกรรมาธิการน้อมรับ แล้วเคารพเสมอ เพียงแต่เราไม่อยากจะพูดเท่านั้นเอง
ประการที่ ๓ ส่วนตัวผมเห็นว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะมีกฎหมายว่าด้วย การปฏิรูปประเทศฉบับสุดท้าย และเป็นภารกิจสุดท้ายของประเทศได้เราทำไม่ได้หรอกครับ ที่ผมบอกว่าทำไม่ได้เพราะอะไร ประการแรกก็คือท่านทั้งหลายลองย้อนกลับไปดูเราต้องการ ปฏิรูปประเทศ เราต้องการที่จะทำสักอย่างหนึ่งในอดีต ผมยกตัวอย่าง เช่น เรื่องเหล้า บุหรี่ ที่เราช่วยกันรณรงค์มา ๑๐ ๒๐ ปี วันที่ประสบความสำเร็จก็คือวันที่เรามีพระราชบัญญัติ สสส. ขึ้นมา แล้วเรามีกองทุนก้อนหนึ่งขึ้นมา เรามีกฎหมาย เรามีนโยบาย และเราก็ เปลี่ยนแปลงประเทศนี้จากการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะไม่ได้ แล้วเราก็เป็นประเทศหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียและโลกเลยที่ไม่มีที่สูบบุหรี่ในสนามบิน ประการที่ ๒ กฎหมายที่ล่าสุด ที่สภาแห่งนี้ได้มีมิติอนุมัติไปแล้วคือกองทุนเพื่อความเสมอภาค เรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาค ท่านประทานคงทราบดีว่าท่านประธานได้เคยออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกู้ยืมเงินทุน สำหรับการศึกษาสำหรับลูก ๆ เราพูดมานานว่าเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่เราก็ ไม่สามารถทำได้ แต่วันหนึ่งเมื่อเรามีพระราชบัญญัติว่าด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาค เราสามารถโน้มตัวและเอื้อมลงไปถึงผู้คนที่อยู่ตามซอกหลืบของสังคม ที่อยู่ตามเกาะแก่ง ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยที่ผู้คนลืมเขา กลับมาที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านประธาน ที่เคารพ ผมและกรรมาธิการยังคงยืนยันว่า ถ้าเรามีกฎหมายสักฉบับเป็นเครื่องมือในการที่ จะก้าวนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปประเทศนั้นควรอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้จะต้องให้ความ เมตตาลองพิจารณา ความจริงแก่นของกฎหมายฉบับนี้ท่านทั้งหลายทราบแล้วละครับ ผมไม่อยากจะมากล่าวเพิ่มเติม เป็นครั้งแรกที่เราเขียนกฎหมายที่ไม่ได้เขียนโครงสร้างครับ ปี ๒๕๒๓ ท่านจำได้ไหมครับ เราเขียนโครงสร้างคนที่อยู่ข้างบน คนที่อยู่กระทรวงให้มี ตำแหน่งมีซี ปี ๒๕๔๒ เราเขียนยุบ ๑๔ กรม ๑๒ สำนักงาน มี ๒๘๕ เขตให้คนได้ซี ๘ ซี ๙ ให้คนได้ซี ๑๑ ๕ แท่ง แต่คราวนี้ในกฎหมายฉบับนี้กรรมการอิสระที่เป็นคนยกร่าง คณะกรรมการกฤษฎีกาและรัฐบาลก็ยืนยันว่าเราจะไม่แตะโครงสร้างเหล่านี้เลย แล้วก็ไม่ แตะ พูด ๓ ส่วน ๔ ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปก็คือพูดถึงเรื่องผู้เรียน เขาอยาก เรียนอะไรเขาต้องได้เรียน พูดถึงเรื่องห้องเรียนที่จะต้องเป็นห้องเรียนในโลกไซเบอร์สมัยใหม่ พูดถึงเรื่องครูใหม่ที่จะต้องมีการผลิตและพัฒนาครูใหม่ พูดถึงเรื่องสถานศึกษาแบบใหม่ที่ ไม่ใช่สถานศึกษาแบบเดิมที่จะต้องอาศัยความร่วมมือ ผมว่า ๔ อย่างนี้เป็นหัวใจสำคัญ ของกฎหมายฉบับนี้
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะบอกพี่ ๆ ทุกคนว่าพวกผมกรรมาธิการตระหนักดีว่าการเขียนกฎหมายที่ไปทำให้ไม่สบายใจนั้น เช่น ท่านเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้อำนาจที่ท่านมีนั้นลด ไม่ใช่ครับ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ไปละเมิด ผอ. เขต ผอ. โรงเรียน หรืออธิบดี หรือปลัดกระทรวง กฎหมายฉบับนี้พูด ๓-๔ เรื่องนี้ เพื่อให้กลไกมันขับเคลื่อนไปข้างหน้า ขอบพระคุณครับ