รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

วลัยพร รัตนเศรษฐ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะมาตรา ๑๖ และระบุว่า มาตรา ๑๕ มีผลต่อมาตรา ๑๖ โดยเฉพาะเรื่องการมุ่งแสวงหากำไร และแบ่งปันกำไรที่เกิดขึ้น เธอเห็นด้วยกับมาตรา ๑๖ แต่ขอแก้ไขให้ชัดเจนและไม่จำกัดคุณภาพการศึกษา

นางวลัยพร รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานค่ะ วลัยพร รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตที่จะอภิปรายในมาตรา ๑๖ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ และอีกสถานะหนึ่งขออนุญาตที่จะพูดในฐานะที่อดีตเป็นบุคลากรทางการศึกษาด้วย แล้วก็ มาจากสถาบันการศึกษาเอกชนค่ะ ขอตั้งข้อสังเกตไว้ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็คือสืบเนื่องมาจากของมาตรา ๑๕ ด้วย แล้วก็ส่งผลต่อ มาตรา ๑๖ ในมาตรานี้ นั่นก็คือในเรื่องของที่เขียนว่าไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน อันนี้ ขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ๑. กำไร สถาบันการศึกษาเอกชนต้องมีกำไร ต้องมีแน่ ๆ แต่ทีนี้ มาแบ่งปันกัน นิยามตรงนี้ไม่ชัดเจนเลย อะไรคือคำว่า แบ่งปันกัน อยากที่จะเรียนนิดหนึ่ง แล้วก็สัมพันธ์กับมาตรา ๑๖ ด้วยว่า กำไรที่เกิดขึ้นของสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐหรือ ของเอกชนก็ตามมีขอบเขตที่ตอนนี้จริง ๆ แล้วรัฐก็ทำคล้ายเอกชนด้วยเหมือนกัน ในเรื่องของการมุ่งที่จะต้องมีรายได้เพื่อมาตอบโจทย์ของการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัย ของรัฐหรือว่าโรงเรียนของรัฐก็ตาม ซึ่งกำไรตัวนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็จะต้องถูกใช้ของ สถาบันการศึกษาทั้งหมด เอกชนดูแลตัวเองอยู่แล้ว เอามาใช้ในเรื่องอะไรคะ แล้วเป็นการ ลงทุนต่อค่ะ ลงทุนต่อในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ เรื่องเทคโนโลยีในเรื่องของการเรียน การสอน เรื่องของการพัฒนากำลังครูหรืออาจารย์ที่มีอยู่ทั้งหมด เราต้องยอมรับว่า ครู อาจารย์ เป็นเรื่องของต้นน้ำที่สำคัญ คุณภาพการศึกษาอยู่ที่ต้นน้ำ อยู่ที่ครู อาจารย์ ดังนั้นความสำคัญในการที่เราจะพัฒนาแล้วก็ให้กำลังใจ ทั้งเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน วิทยฐานะ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษา แล้วผลลัพธ์ก็คือเราสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือเยาวชนของชาติต่อไป ในอนาคตที่เป็นกำลังคนเป็นพลังของชาติที่สำคัญค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วยกับมาตรา ๑๖ เป็นอย่างยิ่งในการที่เราจะสร้างเสริมสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับบุคลากรครูทั้งหมด ในสถาบันการศึกษาเอกชน แต่ก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่คิดว่ามันอาจจะต้อง ใช้คำว่า อาจจะ อันสืบเนื่องมาจากการที่เรามีประเภทของสถาบันการศึกษาที่แตกต่างกัน ถ้าในกรอบการจัดโครงสร้างแบบเดิมและจัดโครงสร้างแบบของรัฐกับของเอกชน แต่ในของ เอกชนมีรายละเอียดที่เป็นทั้งของมูลนิธิ มีของสถานสงเคราะห์ มีของศาสนา มีของวิชาชีพ ต่าง ๆ มีทั้งในระบบ มีทั้งนอกระบบ ซึ่งนอกระบบมากกว่าในระบบเสียอีก ดังนั้นการย่อย ตรงนี้ลงมาถ้าเรามองในเรื่องของภาพใหญ่ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนของรัฐ สถาบันการศึกษา เอกชน สถาบันของรัฐ ต่างก็ทำหน้าที่เดียวกันในการสร้างกำลังคนให้กับประเทศชาติ ดังนั้น ความชัดเจนแล้วก็ความละเอียดตรงนี้ต้องเกิดขึ้นค่ะ ดังนั้นถ้ามีความไม่ชัดเจน การไป ดำเนินการในทางปฏิบัติก็ยิ่งยากมากยิ่งขึ้น และยิ่งในโลกอนาคตมันเป็นโลกของการ ที่การศึกษาการเรียนรู้มันไม่มีข้อจำกัด แต่ว่าเราจัดโครงสร้างแบบเดิมอยู่ แบ่งเป็น ๒ อย่าง แต่รายละเอียดแตกต่างกันทั้งสิ้น เราจะไม่ตอบโจทย์ในอนาคตเลยว่าการศึกษา การเรียนรู้ ในอนาคตที่มันเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วอยู่เหนือพื้นที่ เหนือกาลเวลาด้วยซ้ำไป ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่ดิฉันคิดว่าทางกรรมาธิการอาจจะต้องเพิ่มเติมหรือว่าอาจจะเป็น ข้อสังเกตที่ดิฉันให้ความเห็นส่วนตัวเอาไว้ แต่ก็เชื่อว่ากรรมาธิการศึกษามาค่อนข้างดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ดิฉันคาดหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิด การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นและเป็นกำลังสำคัญ ในการที่เราจะผลิตกำลังคนที่สำคัญของประเทศชาติป้อนเข้าสู่การทำงานให้กับ ประเทศชาติที่ดียิ่งขึ้น คำถามที่ดิฉันอยากที่จะตั้งเป็นข้อสังเกตสุดท้ายก็คือ แล้วบทบาท ของรัฐคืออะไร ไม่ว่าสถาบันแบบไหนก็ตามต่างก็ผลิตกำลังคนให้กับประเทศชาติ แล้วบทบาทของรัฐในการที่จะทำหน้าที่วางแผน แล้วก็ปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้มี ความชัดเจนและเกิดประโยชน์ แล้วสามารถที่จะยืดหยุ่นได้ในระดับหนึ่ง อย่าลืมนะคะยังมี การศึกษาเชิงพื้นที่อีกมากมาย ดังนั้นขอให้เป็นข้อสังเกตว่าเราไม่ควรที่จะสร้างกฎระเบียบ มาผูกมัดคุณภาพของการศึกษาที่เกิดขึ้น ดังนั้นอันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัวนะคะ อยากให้มี ความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ดังนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะต้องใช้คำว่า อาจ แทนคำว่า ต้อง ในมาตรา ๑๖ ขอบพระคุณค่ะ