ธนาธร ชี้ปัญหาน้ำประปาตำบลค้อใหญ่ สะท้อนความเหลื่อมล้ำท้องถิ่น

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปลดล็อกท้องถิ่น โดยชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำประปาและระบบชลประทานในต่างจังหวัด พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของโครงสร้างการปกครองที่ไม่สามารถแก้ปัญหาชุมชนได้อย่างทันท่วงที และเรียกร้องการกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานรัฐสภา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนประชาชน ๘๐,๗๗๒ คน ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้ผมขออภิปรายชี้แจงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือที่เรียกเป็นภาษาทั่วไปว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปลดล็อกท้องถิ่น การนำเสนอ ของผมจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ที่มาหลักการและเหตุผล ส่วนที่ ๒ เนื้อหา สาระ และส่วนที่ ๓ กล่าวสรุป โดยในรายละเอียดเนื้อหาของร่างแก้ไขนี้ เพื่อนร่วมงาน ของผมครับ ปิยบุตร แสงกนกกุล จะนำเสนอต่อไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มต้นพูดถึงที่มาและหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่การยกตัวอย่างจากจังหวัดร้อยเอ็ดครับ จังหวัดร้อยเอ็ดน่าจะเป็นตัวแทนจังหวัดทั่วไป ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี คนร้อยเอ็ดมีรายได้ต่ำลำดับที่ ๖๒ จาก ๗๗ จังหวัดในประเทศไทย เกือบท้ายที่สุดของประเทศครับ รายได้เฉลี่ยของคนร้อยเอ็ดอยู่ที่ ๖,๓๐๐ บาทต่อเดือน ที่นี่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่างน้ำประปา ที่ตำบลค้อใหญ่ นี่คือประเทศไทยศตวรรษที่ ๒๑ ที่ตำบลค้อใหญ่เป็นเหมือนอีกหลายตำบล หลายแห่งในประเทศไทยที่ปัญหาพื้นฐาน อย่างเช่นปัญหาน้ำประปาไม่ได้รับการแก้ไข น้ำประปายังขุ่นข้น บางแห่งกำหนดเวลาเปิดปิดในแต่ละวัน ประชาชนต้องดิ้นรนหา น้ำสะอาดด้วยตัวเอง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและเป็นต้นทุนเวลาในชีวิตที่มากขึ้น ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลังไม่เหมือนอย่างที่โฆษณาครับ ตัวผมเองเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ น้ำก๊อกที่บ้านผมเปิดเมื่อไรใสสะอาด ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน ๓๖๕ วันต่อปี คำถามคือทำไม คนกรุงเทพฯ ถึงมีสิทธิในการเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาดมากกว่าคนต่างจังหวัด ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่อยู่ที่นี่น่าจะเห็นด้วยกับผมว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ เราเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ เราเลือก เกิดที่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพรไม่ได้ แต่คนไทย ๖๖ ล้านคน ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนควรจะ เข้าถึงน้ำประปาที่สะอาดเสมอภาคกันหรือไม่ครับ คุณภาพชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับโชคชะตา บุญกรรมหรือสถานที่เกิดมันควรจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับ จากการสำรวจเบื้องต้นครับ ท่านประธาน ถ้าเกิดว่าเราอยากจะลงทุนในโรงผลิตน้ำประปาทั้งระบบในตำบลค้อใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาให้น้ำประปาสะอาดมีคุณภาพได้ต้องใช้เงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท ซึ่ง อบต. ทั่วไปในประเทศไทยมีงบลงทุนเพียง ๒-๓ ล้านบาทต่อปีเท่านั้นครับท่านประธาน ซึ่งเงิน จำนวนนี้ต้องเอาไปใช้ทั้งซ่อมถนน ต้องลงทุนในศูนย์เด็กเล็กและแก้ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย หมายความว่าถ้า อบต. ค้อใหญ่ต้องการลงทุนในระบบน้ำประปาด้วยตัวเอง อบต. ค้อใหญ่ ต้องหยุดลงทุนในกิจการอื่นทั้งหมดเก็บเงินไว้เป็นเวลา ๔ ปี จึงจะเพียงพอในการลงทุน ระบบน้ำประปาได้ด้วยตัวเอง มีวิธีอื่นไหมครับ มี นั่นก็คือการเขียนโครงการขอสนับสนุนจาก หน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากจะได้งบก็ต้องมีการวิ่งเต้น หรือเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์แลกด้วยความเป็นอิสระทางการเมืองเพื่อให้ได้งบประมาณมาพัฒนา พื้นที่ ถ้าหากไม่วิ่งเต้นก็ยากมากที่โครงการเหล่านี้จะได้รับการเหลียวแลหรือการพิจารณา ตามความเร่งด่วน หรือตามความเดือดร้อนของประชาชน ตัวอย่างครับ เทศบาลดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ชาวนาที่นี่ต้องทำนาปรังเพราะเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง การชลประทานจึงมีความสำคัญมาก เทศบาลดงสิงห์ได้รับการถ่ายโอนระบบชลประทานจาก กรมชลประทานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่เทศบาลดงสิงห์ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอที่จะ ลงทุนระบบชลประทานเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด อีกทั้ง เมื่อกาลเวลาผ่านไประบบผุพังไปตามกาลเวลา ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลซ่อมแซม ระบบนั้น นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันและคนก่อนหน้าก็เขียนของบส่วนกลางมาหลายปี ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้วครับ ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ จากกรณีตำบลดงสิงห์ จากกรณี ตำบลข้อใหญ่ครับท่านประธาน จึงนำมาสู่คำถามว่าเราต้องการสังคมแบบไหน เราอยากเห็น โครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศไทยเป็นอย่างไร โครงสร้างการเมืองการปกครอง ในประเทศไทยปัจจุบันตอบโจทย์ สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ไม่ว่าจะเป็นปัญหาช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหางานในต่างจังหวัดไม่มี คนหนุ่มสาวต้องเดินทางออกมา หางาน ออกมาหาโอกาสในเมืองใหญ่ การแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกลุ่มทุนกับชาวบ้าน โครงการพัฒนาที่ออกแบบจากส่วนกลาง แต่ไม่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ ปัญหาขาดแคลนถนนเป็นปัญหาเรื้อรังเจ็บป่วยเพียงแค่เล็กน้อยอาจจะสูญเสียชีวิตได้ เพราะไปหาหมอไม่ทัน เด็ก ๆ หลายพื้นที่ยังต้องเดินทาง ๒ ๓ ๔ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อไปโรงเรียน โดยเฉพาะในเขตภูเขา ซึ่งเป็นที่อยู่ของพี่น้องชาติพันธุ์ ปัญหาน้ำประปาขุ่นข้นสกปรก ไหลอ่อนที่ว่าอย่าแต่จะใช้ดื่มได้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แค่ซักผ้า ล้างหน้า แปรงฟัน ยังไม่ได้ ปัญหาการชลประทานที่ระบบชลประทานปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เพียงแค่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูก อีก ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ถูกปล่อยให้ทำการเกษตร ตามยถากรรม ท่านทราบหรือไม่ครับ ภายใต้การบริหารของรัฐรวมศูนย์ กรมชลประทาน ตั้งเป้าหมายจะขยายระบบชลประทานให้ครอบคลุม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตร ให้ได้ภายในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ใช่ครับ ท่านฟังไม่ผิดครับ ปี ๒๕๘๐ หรืออีก ๑๕ ปีหลังจากนี้ สำหรับการชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราเดินตามอัตรานี้ เราจะมีระบบชลประทานที่ครอบคลุม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรในปี ๒๖๔๘ หรืออีก ๘๓ ปีจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครับ ตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น ตั้งแต่ผมเรียน มหาวิทยาลัยไปค่ายอาสาพัฒนาชนบทก็เจอปัญหานี้ โตมาทำธุรกิจก็เจอปัญหานี้ ปัจจุบัน มาทำงานการเมืองก็ยังเจอปัญหานี้อีก ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างปัญหาเหล่านี้ ก็จะอยู่กับผมไปจนแก่ ไปจนตายและส่งต่อไปถึงลูกหลานของพวกเราด้วย จากจังหวัด ร้อยเอ็ดครับท่านประธาน นั่นคือเหตุผล นั่นคือที่มาที่เราต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปลดล็อกท้องถิ่นนี้ เพื่อที่จะทำให้ท่านเห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำให้ท่าน เห็นถึงภาพอนาคตที่เป็นไปได้แบบอื่น เพื่อที่จะลงรายละเอียดถึงเนื้อหาของร่างฉบับนี้ ผมขอพาท่านไปที่ประเทศญี่ปุ่นครับ ประเทศญี่ปุ่นมีระบบการปกครองใกล้เคียงกับเรา มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปกครอง ๓ ระดับ ก็คือระดับชาติ ระดับจังหวัด หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าพรีเฟกเจอร์ (Prefecture) และระดับเมือง หรือที่ใกล้เคียงกับ ประเทศไทยก็คือระดับตำบล ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นมีหลายขั้น หลายตอน ในอดีตการปฏิรูปที่ดินเคยช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ลืมตาอ้าปากได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคต่อมาสร้างบริษัทญี่ปุ่นให้มีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยไม่แพ้ชาติตะวันตก ต่อมาในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ครับท่านประธาน เกิดสภาวะ ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ญี่ปุ่นจำเป็นต้องหาเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปข้างหน้า ญี่ปุ่นค้นพบว่าคำตอบอยู่ที่การ กระจายอำนาจ จึงเริ่มปรับโครงสร้างรัฐ โครงสร้างการบริหารประเทศครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง เพื่อเพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้กับท้องถิ่น ญี่ปุ่นปฏิรูปโครงสร้างบริหารประเทศหลายอย่าง ในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ที่ให้อำนาจกับท้องถิ่น ยกตัวอย่าง ซิตี แพลนนิง ลอว์ (City Planning Law) หรือกฎหมายผังเมือง แก้ไขในปี ๑๙๙๒ และในปี ๑๙๙๙ ที่ให้อำนาจเมืองในแต่ละเมือง กำหนดผังเมืองของตนเองได้ไม่ต้องขอส่วนกลาง กฎหมายโอมนิบัส ดีเซนทรัลไลเซชัน ลอว์ (Omnibus Decentralization Law) หรือประมวลกฎหมายกระจายอำนาจผ่านสภาไดเอต (Diet) ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ที่ยกเลิกคำสั่ง หรืออำนาจอนุมัติจากส่วนกลางในงานของท้องถิ่น จากกฎหมายฉบับนี้ ประกาศคำสั่งและอำนาจอนุมัติมากกว่า ๑๐๐ เรื่อง ถูกยกเลิกไป นี่คือการกิโยติน (Guillotine) กฎหมายเพื่อท้องถิ่นครั้งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น การระดมทุนโดยเมืองแต่ละเมือง โดยตำบลแต่ละตำบล ในรูปแบบของพันธบัตรท้องถิ่น หรือการออกบอนด์ (Bond) ท้องถิ่นที่ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากส่วนกลาง อนุญาตให้ท้องถิ่น สามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากการระดมทุนด้วยตัวเองได้ เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยครับ ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น เรากำลังถูกขนาบข้างด้วย ปัญหาทั้งในระดับโลกและในระดับท้องถิ่น ในขณะเดียวกันเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน ประเทศไทยมาในอดีต ปัจจุบันก็กำลังอ่อนล้าลง จำเป็นต้องหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ จากรายงานขีดความสามารถการแข่งขันของโลกประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๒ จาก เดอะ เวิลด์ คอมเพ็ตทิทิฟเนส เยียร์บุ๊ก (The World Competitiveness Yearbook) ท่านทราบไหมว่า ปัจจัยอะไรเป็นตัวฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ประสิทธิภาพรัฐครับ ท่านประธาน เพราะคะแนนประสิทธิภาพภาครัฐของไทยซึ่งในปีปกติก็ไม่สูงอยู่แล้ว ในปีที่ผ่านมาลดลงอีก ๑๑ อันดับ ประสิทธิภาพของรัฐส่งผลถึงอัตราการเรียนต่อ การเข้าถึง อินเทอร์เน็ต (Internet) ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในกรณีของไทยความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคลครับ แต่มีปัจจัยเรื่องพื้นที่ ในการเข้ามากำหนดคุณภาพชีวิตด้วย คุณภาพของโรงเรียนใกล้บ้านกลับกลายเป็น ตัวกำหนดชะตาชีวิตของคนไทยจำนวนไม่น้อย สถานที่ที่ท่านเกิดกลับกลายเป็นปัจจัย กำหนดอนาคตของคนจำนวนมาก แน่นอนครับ ไม่มีนโยบายใดเป็นยาวิเศษที่จะแก้ปัญหา ทุกเรื่องให้หมดไปได้ทันที แต่หากจะมีชุดนโยบายสักชุดหนึ่งที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ และในขณะเดียวกันยกระดับ บริการสาธารณะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ หากจะมีสักนโยบายหนึ่งที่ทำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้พร้อมกัน นั่นคือนโยบายกระจายอำนาจ นั่นคือนโยบายการลดการ รวมศูนย์ของส่วนกลางครับ นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากญี่ปุ่นและอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ผมและประชาชนจำนวน ๘๐,๗๗๒ คนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในด้าน การปกครองท้องถิ่น ร่างแก้ไขปลดล็อกท้องถิ่นที่เราเสนอนี้คือการเปิดตัวเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย หลักใหญ่ใจความของร่างปลดล็อกท้องถิ่นอยู่ที่ ๑. อำนาจ และอิสระในการบริหาร ๒. การจัดการงบประมาณที่เป็นธรรม เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับ และ ๓. การทำประชามติปรับโครงสร้างการบริหารประเทศครั้งใหญ่ ในด้านอำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดหลักการพื้นฐานว่าอำนาจเป็นของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ เลือกตัวแทนของพวกเขาเอง ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้ทำให้ชัดเจนโดยไม่ต้องมีการตีความอีก ว่าอำนาจในการให้บริการสาธารณะทุกอย่าง ท้องถิ่นพื้นฐานมีอำนาจเต็ม มีอิสระอย่างเต็มที่ ในการออกแบบพัฒนาชุมชนตัวเอง ในการออกแบบพัฒนาตำบลตัวเอง ในการพาจังหวัด ของตัวเองไปข้างหน้า สมมุติฐานคือไม่มีใครรู้ปัญหามากกว่าคนในพื้นที่ คนในพื้นที่ย่อมรู้ ปัญหามากกว่าคนนอกพื้นที่ที่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง คนในพื้นที่ย่อมรักบ้าน ของตัวเองมากกว่า คนในตำบลนั้นย่อมอยากเห็นบ้านของตัวเองพัฒนามากกว่า และคนที่มา จากการเลือกตั้งมีแรงจูงใจในการตอบสนองปัญหาของพี่น้องประชาชนมากกว่า ในด้าน งบประมาณครับ ร่างปลดล็อกท้องถิ่นเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมและ เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ จากปัจจุบันที่แบ่งรายได้ให้ท้องถิ่น ร้อยละ ๓๐ เป็นร้อยละ ๕๐ ในอนาคต การจัดสรรงบประมาณใหม่นี้จะเป็นการทำให้ไม่ต้อง มีการวิ่งเต้น จะเป็นการทำให้งบประมาณใกล้ประชาชนมากที่สุด ไม่ต้องมีเอเจนต์ (Agent) หรือตัวกลางวิ่งงบประมาณให้ ประชาชนจะเข้าถึงงบประมาณได้ผ่านตัวกลางเพียงตัวกลางเดียวนั่นก็คือบัตรเลือกตั้ง ถ้าจัดสัดส่วนงบประมาณใหม่ทำให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเพียงพอและมีอำนาจเต็มที่ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่เองได้ สามารถออกแบบจัดการบริการสาธารณะ แบบที่ประชาชน ต้องการได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเวลาของบประมาณที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ ลองจินตนาการ ตามผมดูครับ ประเทศไทยมี ๗,๒๕๕ ตำบล ลองจินตนาการตามผมดูว่าถ้าทุกตำบล มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับงานในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันก็สอนเรื่อง ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ไปพร้อม ๆ กันได้ มีสวนสาธารณะที่กว้างให้ประชาชนพักผ่อน หย่อนใจ มีพื้นที่สีเขียวเป็นปอดให้กับชุมชน มีสนามกีฬาที่ครบครันให้คนออกกำลังกาย มีสนามเด็กเล่นให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น มีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพให้เด็ก ๆ เติบโตได้อย่างสมวัย มีน้ำประปาที่ไม่เพียงแต่ใสสะอาด แต่มีคุณภาพถึงขั้นดื่มได้ มีระบบคมนาคมสาธารณะที่ดี ที่เชื่อมโยงชุมชน ตลาด เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ท่องเที่ยวเข้าหากันในราคา ที่เข้าถึงได้สะดวก ตรงเวลา มีห้องสมุดที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับประชาชน ได้ตลอดชีวิต มีการจัดเก็บขยะที่ดี คัดแยกขยะที่ต้นทาง มีบ่อขยะที่ได้มาตรฐานตาม กรมอนามัย ถ้าทุกตำบลมีบริการสาธารณะแบบนี้ละครับ นี่คือประเทศไทยที่คุณจินตนาการ ถึงหรือเปล่า นี่คือประเทศไทยที่ผมจินตนาการถึง ที่ ๗,๒๕๕ ตำบลมีบริการสาธารณะ แบบนี้ทุกตำบล เราอยากสร้างอนาคตแบบนี้ร่วมกันไหมครับ คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เรากล้าฝัน เรากล้าทะเยอทะยานที่จะสร้างสังคมแบบนี้ในประเทศไทยหรือไม่ ผมเชื่อว่า การแบ่งสรรอำนาจให้ท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมตามร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้ จะทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ภายใน ๑๐ ปี ๑๕ ปี ในด้านสุดท้ายของเนื้อหา ในด้าน โครงสร้างการบริหารการปกครองร่างปลดล็อกท้องถิ่นเราชักชวนให้สังคมไทยมาตั้งคำถาม และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงบทบาทและสถานะของราชการส่วนภูมิภาคว่าหากเรากระจาย อำนาจไปแล้ว หากเราจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับภารกิจให้เป็นธรรมแล้ว ราชการ ส่วนภูมิภาคจะมีบทบาทอย่างไร จำเป็นอีกหรือไม่ ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้เสนอให้มีการทำ ประชามติภายใน ๕ ปีถึงบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคว่าจะมีการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาค ควบรวมคน งาน งบ ภารกิจ เข้ากับท้องถิ่นหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ และเราตระหนักดีว่าเราไม่ควรตัดสินใจเรื่องนี้ลำพัง เราจึงเสนอให้สังคมไทยช่วยกันคิด หาทางออกว่าโครงสร้างการบริหารที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา เหมาะสมกับความท้าทาย ใหม่ ๆ จะเป็นอย่างไร เราจะมีเวลา ๕ ปี ในการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันเพื่อให้ตกผลึกว่า โครงสร้างบริหารประเทศแบบไหนกันที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมเริ่มจากที่มา ผมพาทุกท่านไปที่จังหวัดร้อยเอ็ด ผมเข้าสู่เนื้อหาโดยผมเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ผมขอจบ การอภิปรายของผมในรอบนี้ด้วยการพาทุกท่านกลับมาสถานที่แห่งนี้ครับ ที่รัฐสภา ไม่มี ตัวอย่างที่ไหนที่จะพูดถึงรัฐรวมศูนย์ได้ดีกว่าที่นี่อีกแล้วครับ ตัวอย่างที่ผมอยากจะยกมาให้ดู ก็คือข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราตั้งใจฟังข้อปรึกษาหารือเราจะเห็น ได้ว่าแทบจะทุกหัวข้อของข้อปรึกษาหารือเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ เป็นปัญหาแต่ละพื้นที่ ไล่ตั้งแต่น้ำประปาไม่สะอาด ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ซ่อมแซม น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ไม่ได้ รับการแก้ไข ประชาชนเข้าไม่ถึงการไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สะพานขาดไม่มีการดูแล ทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดีปัญหาจากเชียงรายถึงนราธิวาส ปัญหาจากตากถึงอุบลราชธานีล้วนวิ่ง เข้ามาที่นี่ที่สภาแห่งนี้ ผ่านการอภิปรายของ ส.ส. ๒ นาที เพื่อส่งให้ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ผู้มีอำนาจเข้าไปแก้ปัญหา จากข้อมูลสำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ ๖๕ ของข้อปรึกษาหารือเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เป็นปัญหาเชิงพื้นที่ที่สามารถ แก้ไขได้โดยท้องถิ่น หากได้รับงบประมาณและอำนาจเพียงพอ ยกตัวอย่างครับ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่สถานที่แห่งนี้ ส.ส. ญาณธิชาจากจังหวัดจันทบุรีต้องออกมาอภิปรายถึง สะพานลอยหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดที่ไฟจราจรเสีย เด็กนักเรียนต้องวิ่ง ข้ามถนน ๔ เลน (Lane) อย่างยากลำบากและอันตราย กว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ วันนี้ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านการปรึกษาหารือมาแล้ว ๘๓๔ วัน ย้ำนะครับ ๘๓๔ วัน สะพานลอยเพิ่งจะเริ่มสร้าง นี่คือตัวอย่างที่ดีของรัฐรวมศูนย์ครับ ถ้าถนนผุพัง สะพานลอยไม่มี ไฟจราจรเสีย ต้องให้ ส.ส. มาอภิปรายในสภาถึงจะแก้ปัญหาได้ อีกกี่ร้อยปี เราจะแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างนี้ได้หมดจากประเทศไทย วันนี้เราอยู่ที่รัฐสภาสถานที่แห่งนี้คือ สถานที่แห่งอำนาจ ที่แห่งนี้เราเลือกผู้นำฝ่ายบริหาร ที่แห่งนี้เราตรากฎหมายขึ้นเพื่อใช้ ในการบริหารประเทศยังมีความท้าทายอีกเยอะครับ ที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ในระดับประเทศที่ส่วนกลางควรจะมุ่งเน้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเท่าทันกับยุคสมัย ปัญหาเชิงพื้นที่เราสามารถแบ่ง ความรับผิดชอบออกไปให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการเพื่อให้มันรวดเร็วขึ้น ตอบสนองกับประชาชน ให้เร็วขึ้นได้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ ในการเป็นเจ้าของปัญหา ในการเป็นเจ้าของทรัพยากร ในการเป็นเจ้าของงบประมาณ ในการเป็นเจ้าของอำนาจ ในการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน วันนี้ผมขอความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาผ่านทางท่านประธาน ว่าวาระนี้เป็นวาระที่สำคัญ ของประเทศ ท่านอาจไม่ชอบผม ไม่เป็นไรผมไม่ว่ากัน แต่ผมขอให้ทุกท่านดูผลประโยชน์ ประชาชนเป็นหลัก เสนอร่างนี้เข้าไป ร่างปลดล็อกท้องถิ่น ถ้าหากผ่านผมไม่ได้อะไรเลย ผมไม่ได้อะไรจากประโยชน์ ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรจากร่างนี้เลย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศจะได้ประโยชน์ครับ ถ้าท่านเห็นด้วยในทิศทางและหลักการของการกระจาย อำนาจ แต่ยังไม่เห็นด้วยในรายละเอียดบางประเด็นของร่างแก้ไขนี้ ผมขอให้ทุกท่าน รับหลักการในวาระนี้ครับ เพื่อพูดคุยกันหาทางประนีประนอม หาข้อสรุปที่ทุกฝักทุกฝ่าย ยอมรับได้ด้วยกันหมดในวาระต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยเดินต่อไปข้างหน้าได้ เพื่อให้เรา เท่าทันกับปัญหาของประเทศ ผมขอจบการอภิปรายของผมเพียงเท่านี้และพร้อมตอบ ทุกคำถามในช่วงเวลาที่เหลือต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ