ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชี้แจงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปลดล็อกท้องถิ่น โดยย้ำว่าเป็นการกระจายอำนาจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน พร้อมเรียกร้องให้เลิกหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงและเร่งแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง รวมถึงตั้งคำถามต่อความล่าช้าของรัฐและเจตนาของผู้คัดค้านร่างดังกล่าวในบริบทการกระจายอำนาจและการพัฒนาประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนประชาชนกว่า ๘๐,๐๐๐ รายชื่อ ผู้เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ฉบับปลดล็อกท้องถิ่น ก่อนอื่นผมขอเริ่มการกล่าวสรุปด้วยคำขอบคุณครับ ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณวุฒิสภาทุกท่าน ที่กล่าวคำสนับสนุนพวกเรา บางท่านอาจจะเห็นด้วยเยอะหน่อย บางท่านอาจจะเห็นด้วยบางส่วน ไม่เป็นไร การกล่าว สนับสนุนถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกำลังใจให้กับพวกเราในการทำงานต่อไป ผมขอขอบคุณ ทุกท่านจริง ๆ ไม่ว่าท่านจะสนับสนุนมาก สนับสนุนน้อย ขอขอบคุณจริง ๆ ครับ และต่อไป ผมขอตอบชี้แจงประเด็นซักถามข้อสงสัยและความเคลือบแคลงใจของท่านสมาชิกรัฐสภา ที่ใช้เวลาทั้งวันนี้อภิปรายถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ ร่างนี้จะนำมาสู่การ แยกประเทศหรือไม่ แก้แล้วจะมีการร่วมมือระหว่างการปกครองในชั้นต่าง ๆ อย่างไร ข้อที่ ๒ สิ่งที่เราเสนอนั้นเป็นการปฏิวัติหรือไม่ แรงเกินไปหรือเปล่า มันสุดโต่งเกินไปไหม มันเร็ว เกินไปหรือไม่ และข้อที่ ๓ ก็คือความเคลือบแคลงสงสัยที่ท่านมีต่อตัวผมและเพื่อนผู้นำเสนอ ร่างฉบับนี้
ข้อแรกครับ ผมยืนยันอีกครั้งว่าร่างนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการแบ่งแยกดินแดน ไม่เกี่ยวอะไรกับสาธารณรัฐหรือสหพันธรัฐใด ๆ ทั้งสิ้น ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้เป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพรัฐ ปลดปล่อยพลังของคนทั้งประเทศ ที่ปัจจุบันคอขวดอยู่ที่รัฐราชการ รวมศูนย์ ทุกองค์กรต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา โลกทุกวันนี้มีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน องค์กรที่มีประสิทธิภาพคือองค์กรที่แก้ไขปัญหาปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และพร้อมสำหรับการรับมือกับความท้าทายกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน องค์กรที่ ปรับเปลี่ยนไม่ทันย่อมถดถอยเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น โครงสร้างการบริหารงาน โครงสร้างการบริหารประเทศไทยปัจจุบันพร้อมไหมกับความท้าทายใหม่ ๆ ผมคิดว่าโครงสร้าง การบริหารประเทศไทยปัจจุบันพาประเทศไทยมาได้ไกลเท่านี้ ถ้าโครงสร้างบริหารแบบนี้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ คงได้รับการแก้ไขไปนานแล้ว ถ้ารัฐส่วนกลางต้องมาแก้ปัญหาให้ทุก ตำบล ต้องรับผิดชอบปัญหาเชิงพื้นที่ให้กับพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้บริหารประเทศจะเอาเวลา ที่ไหนมาผลักดันเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเอาเวลาที่ไหนมาพัฒนา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่จะทำให้ประเทศไทยทัดเทียมกับโลกได้ ร่างฉบับนี้ปรับให้มีการแบ่ง ภาระความรับผิดชอบจากราชการส่วนกลาง จัดสัดส่วนความรับผิดชอบให้ชัดเจนระหว่าง การบริหารประเทศ การบริหารจังหวัด และการบริหารตำบล อบต. หรือท้องถิ่นพื้นฐาน ที่สู่ระดับเทศบาลดูแลบริการสาธารณะทั้งหมดในพื้นที่ใกล้ตัวประชาชน อบจ. หรือการ บริหารในระดับจังหวัดเชื่อมโยงตำบลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เชื่อมโยงระดับประเทศเข้ากับระดับ ท้องถิ่นพื้นฐาน ดูแลทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน ดูแลบริการที่เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนถูกลง สนับสนุนสินค้าและผู้ประกอบการในจังหวัดให้แข่งขันกับโลกได้ เอาจังหวัดเข้าไปใน ตลาดโลก เอาโลกเข้ามาเที่ยวในจังหวัด ส่วนการบริหารประเทศดูแลเรื่องมาตรฐาน การให้บริการสาธารณะ ดูแลเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับระดับโลก ดูแลด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมบริษัทไทยให้ไปแย่งส่วนแบ่งจาก ตลาดโลกได้ แล้วดึงมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาแบ่งคนในประเทศ ดูแลเรื่องการค้า ระหว่างประเทศไม่ให้ไทยเสียเปรียบ ดูแลเรื่องการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกจังหวัดเข้าด้วยกัน และดูแลเรื่องการทหาร และความมั่นคงของประเทศ นี่คือการปรับโครงสร้างการบริหาร ประเทศเพื่อให้ไทยแข่งขันกับโลกได้ และเพื่อให้เราได้ใช้ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือคน งบประมาณ และเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และนั่นคือหน้าที่ของผู้นำ หน้าที่ที่จะต้อง สร้างโครงสร้างที่จะปลดปล่อยพลังของผู้คนในสังคมออกมาให้ได้ วันนี้ผมเห็นสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านเลย พูดถึงแต่ความหวาดกลัว กลัวว่าหากร่างฉบับนี้ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น กลัวนั่น กลัวนี่เต็มไปหมด บางอย่างสมเหตุสมผล บางอย่างเป็นความกลัวจากอคติ จากจินตนาการ ผมถามกลับ ท่านไม่กลัวหรือว่าถ้าร่างฉบับนี้ไม่ผ่านแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเสียโอกาสเท่าไร เราจะเชื่องช้าเท่าไร เราจะเหลื่อมล้ำอีกเท่าไร เราจะก้าวไม่ทันโลกอีกกี่ก้าว ท่านไม่กลัวหรือ ว่าเราจะทำได้ไม่ดีสักเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการบริการสาธารณะท้องถิ่น หรือว่าการ บริหารประเทศก็จะพ่ายแพ้ต่อโลกาภิวัตน์ ท่านไม่กลัวหรือครับ ท่านเห็นไต้หวันไหมครับ ท่านเห็นอินโดนีเซียไหมครับ ท่านเห็นประเทศอื่น ๆ ไหมครับ เขาเดินไปถึงไหนกันแล้ว ผมใช้ชีวิตด้วยความหวังและการพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและอนาคต
ประเด็นที่ ๒ หลายท่านถามและสงสัยว่าสิ่งที่เรานำเสนอเร็วเกินไปหรือไม่ สุดโต่งเกินไปหรือไม่ แรงเกินไปหรือไม่ ผมขอถามกลับว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ช้าเกินไป หรือไม่ น้อยเกินไปหรือไม่ ท่านกล้าสบตาครูและนักเรียนในจังหวัดจันทบุรีแล้วบอกเขาว่า สะพานลอยข้ามถนน ๔ เลน (Lane) ใช้เวลา ๘๓๔ วันนับตั้งแต่ ส.ส. ในพื้นที่เข้ามาอภิปราย ปรึกษาหารือในสภาแห่งนี้เหมาะสมแล้ว เป็นการแก้ปัญหาที่เร็วพอแล้วหรือเปล่าครับ ท่านกล้าสบตาชาวนาทั่วประเทศแล้วบอกพวกเขาว่าการจัดการชลประทานโดยส่วนกลาง ปัจจุบันดีพอแล้ว แผนที่จะสร้างระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกจำนวน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๑๕ ปีข้างหน้าเร็วพอแล้วเหมาะพอแล้ว และจะครอบคลุมพื้นที่ เพาะปลูกทั้งหมดทั่วประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๘๓ ปีข้างหน้า เร็วพอแล้ว เหมาะสมแล้ว ท่านกล้าสบตาชาวบ้านที่ดงสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วบอกเขาไหมว่าให้เขียนโครงการแล้วรอ ต่อไป รอมา ๑๐ ปีแล้ว แล้วก็เขียนให้รอต่อไปอย่างนี้เร็วพอแล้วเหมาะสมแล้ว ท่านกล้า สบตาชาวบ้านที่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพรหรือเปล่าว่าน้ำประปาที่ขุ่นข้นที่พวกเขาใช้ มานานหลายสิบปีทนมาอย่างไรก็ทนอยู่อย่างนั้น ทนต่อไป อบต. มีงบประมาณเท่านี้ เหมาะสมแล้ว สำหรับผมการปล่อยให้ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ปัญหาที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยี หรือวิศวกรรมชั้นสูงในการแก้ปัญหาเรื้อรังมาเป็นสิบ ๆ ปี นั่นต่างหากคือความสุดโต่ง ผมขอยกตัวอย่างการจัดสรรงบประมาณมาให้ท่านดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยเกินไปหรือช้าเกินไป หรือไม่ ผมขออนุญาตท่านประธานนำฉายแผนภูมิผมมีเพียงแผ่นเดียว ขอเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสต นำเสนอด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ตามแผนภาพคือจำนวนร้อยละ ของรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นที่ปี ๒๕๕๗ ท้องถิ่น ได้รับงบประมาณจัดสรรเป็นสัดส่วน ๒๗.๓๗ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศ ผ่านมา ๑๐ ปี ปี ๒๕๖๖ ท้องถิ่นได้รับงบประมาณเป็นสัดส่วน ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศ หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าในรอบ ๑๐ ปี ถ้าอัตราส่วนระหว่างส่วนกลาง และท้องถิ่นเพิ่มขึ้นในอัตรานี้หรือตีตัวเลขกลม ๆ ๑๐ ปีเพิ่มขึ้น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๗๖ ท้องถิ่นจะได้ส่วนแบ่ง ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๘๖ ท้องถิ่นจะได้ ส่วนแบ่ง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๙๖ ท้องถิ่นจะได้ส่วนแบ่ง ๓๗.๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๔๐ ปีจากนี้ ปี ๒๖๐๖ ท้องถิ่นจะได้รับส่วนแบ่ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยของเพื่อน ผู้ชี้แจงร่วมกับผม อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ชัดเจนว่าท้องถิ่นจัดทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์แบบได้จำเป็นจะต้องมี ส่วนแบ่งรายได้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๔๐ ปีข้างหน้าขึ้นพุทธศตวรรษใหม่ พ.ศ. ๒๖๐๖ ยังทำ ไม่ได้ถึงเกณฑ์นี้เลย บอกผมสิว่าสิ่งที่เราทำอยู่วันนี้ไม่น้อยเกินไป เหมาะสมแล้ว บอกผมสิว่า ทำเท่านี้ไม่ช้าเกินไป เหมาะสมแล้ว ผมใช้แผนภูมิเสร็จแล้วขอเจ้าหน้าที่นำลงด้วย ในด้าน อำนาจก็เช่นกัน ผมเห็นว่าปัญหาท้องถิ่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณ จัดสรรเถอะ ท้องถิ่นยังต้องขออนุญาต ขออนุมัติจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอีกเยอะแยะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นข้อบัญญัติงบประมาณนายกท้องถิ่นเป็นคนทำ ผ่านสภาท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยังต้องผ่านให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติอีก เส้นทางการ ขนส่งสาธารณะท้องถิ่นไม่มีอำนาจอนุมัติ ต้องอนุมัติจากกรมขนส่งทางบก การใช้พื้นที่ สาธารณะยังต้องขอกระทรวงมหาดไทย ยังต้องขอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ผมเห็นว่าท้องถิ่นมีอำนาจน้อยเกินไป หลายท่านอภิปรายว่าท้องถิ่นมีอำนาจ ในการทำบริการต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว ใช่ครับ กฎหมายเขียนให้อำนาจไว้ แต่ต้องถามให้สุด ว่าอำนาจคืออะไร ในทางปฏิบัติอำนาจคือใครเป็นคนอนุมัติคนสุดท้าย วันนี้เขียนว่าให้ท้องถิ่น ทำได้ แต่ยังต้องขออนุมัติอยู่ พูดง่าย ๆ ว่าทำไม่ได้ ถ้าอยากได้ให้มาขอคนอนุมัติคนสุดท้าย ไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่ใช่คนที่เข้าใจปัญหา ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหา ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับคนในพื้นที่ คนอนุมัติสุดท้ายยังอยู่ที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แต่ประเด็นนี้คนที่ตอบได้ดีที่สุดว่าอำนาจมีเพียงพอหรือยังอาจจะไม่ใช่ผม หรืออาจจะไม่ใช่ ท่านสมาชิก คนที่จะตอบได้ดีที่สุดอาจจะเป็นคนท้องถิ่นเอง เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาล แห่งประเทศไทยและสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกัน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า ๗,๐๐๐ แห่ง ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แถลงการณ์ฉบับนี้ลงนามโดยนายกของทั้ง ๓ สมาคม ผมเรียนท่าน ประธานอย่างนี้ว่าผมไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายกทั้ง ๓ ท่านเลย ถ้าท้องถิ่นมีอำนาจ ถ้าท้องถิ่นมีอิสระจริง ทำไมนายกทั้ง ๓ ท่านจึงลงชื่อในแถลงการณ์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อีก แล้วนั่นนำมาสู่ประเด็นสุดท้ายของผม นั่นก็คือคำถามถึงเจตนาของผม นั่นก็คือ คำถามที่ท่านมีต่อเจตนาของผม หลายท่านเหลือเกินที่ตั้งคำถามถึงเจตนาของผมหรือ เคลือบแคลงเป้าหมายทางการเมืองของผม ถึงขนาดต้องใช้คำว่าระแวดระวัง ถ้าท่านคิดแบบนี้ ผมมีสิทธิใช้หลักการเดียวกับท่าน ผมสามารถเคลือบแคลงเจตนาของหลายท่านได้หรือไม่ เพราะหลายท่านเคยทำการสนับสนุนการทำรัฐประหารอย่างออกหน้าออกตา หลายท่าน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี้ผมคงต้องสงสัยว่าท่านเชื่อในประชาธิปไตย จริงหรือไม่ ท่านเชื่อในอำนาจประชาชน ท่านเชื่อในการกระจายอำนาจจริงหรือไม่ที่ท่าน ไม่สนับสนุนร่างนี้เป็นเพราะท่านกลัวอำนาจของประชาชนหรือไม่ เป็นเพราะอำนาจของ ประชาชนสวนทางกับที่มาของอำนาจของท่านหรือไม่ แน่นอนวันนี้มีช่องว่าง วันนี้มีช่องว่าง ในความเคลือบแคลงสงสัยกันอยู่ คำถามคือเราจะปิดช่องว่างแห่งความเคลือบแคลงสงสัยนี้ ได้อย่างไร ก่อนมาทำงานการเมืองผมบริหารองค์กรธุรกิจที่มียอดธุรกิจกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีพนักงาน ๒๐,๐๐๐ คน บริหารฐานการผลิตใน ๖ ประเทศทั่วโลก ผมบริหารคนอเมริกา ผมบริหารคนจีน ผมเจรจากับลูกค้าญี่ปุ่น ผมเจรจากับลูกค้ายุโรป ผมซื้อของจาก ซัปพลายเออร์ (Supplier) เกาหลี ผมซื้อของจากซัปพลายเออร์ (Supplier) ไต้หวัน ผมเข้าใจดีถึงเรื่องอำนาจ ผมเข้าใจดีถึงเรื่องการเจรจาต่อรอง ผมเข้าใจดีถึงเรื่องการ ประนีประนอม ถ้าผมไม่เข้าใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมพาองค์กรของผมมาถึงตรงนี้ไม่ได้หรอก เราเห็นต่างกัน ท่านเคลือบแคลงผม ผมไม่เข้าใจท่าน เราจะปิดช่องว่างแห่งความไม่เข้าใจกันนี้ ได้อย่างไร คำตอบมีอยู่ทางเดียวก็คือต้องคุยกัน ก็คือต้องทำงานร่วมกัน ถ้าท่านรับหลักการ เข้าสู่วาระสอง ผมจะขอเสนอตัวเองกับพรรคก้าวไกล ผมจะขอสัดส่วนเข้ามาเป็นกรรมาธิการ ด้วยตัวเอง และขอให้ท่านที่เคลือบแคลงสงสัยในตัวผมเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่วมกันจะได้ ร่วมงานกัน จะได้ทำงานร่วมกัน จะได้รับฟังกันเราจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ท่านจะได้สัมผัส ตัวผมด้วยตัวท่านเอง ไม่ต้องไปสัมผัสตัวผมจากคำบอกเล่าของคนอื่น ท่านจะได้เข้าใจว่า ผมไม่ใช่คนที่น่ากลัวเหมือนที่สื่อบางสำนักพยายามบอกให้ทุกท่านเข้าใจว่าผมไม่ได้สุดโต่ง อย่างที่ไอโอ (IO) สายกองทัพพยายามปั้นภาพขึ้นมา ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับทุกท่าน ผมพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ถ้าท่านเห็นว่าการแบ่งรายได้ ๕๐ : ๕๐ ภายใน ๓ ปี สุดโต่งเกินไป ผมเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ถ้าอย่างนั้นอะไรที่เรายอมรับกันได้ แบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ ๔๕ ใน ๕ ปี เหมาะสมไหม รับกันได้ไหม หรือว่าจะแบ่ง ๕๐ : ๕๐ ภายใน ๗ ปี รับกันได้ไหม ไม่แน่นะครับถ้าเราได้ทำงานร่วมกัน เราอาจจะหาข้อสรุปที่ทุกฝัก ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ เห็นตรงกันและพาประเทศไปข้างหน้าได้ก็ได้ และเมื่อเราทำอย่างนั้นได้ พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดครับ วันนี้ผมหยิบยื่นมือของผมให้กับท่าน ผมหวังว่า ท่านจะจับมัน ขอบคุณท่านประธานครับ