มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อภิปรายเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอำนาจและสัดส่วนรายได้แก่องค์กรท้องถิ่นให้มากขึ้น พร้อมเสนอแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคและผลักดันการประชามติในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมจะขอ อภิปรายข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ของท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ โดยเสนอยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ และเพิ่มบทบัญญัติ ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นมาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔/๖ ตามมาตรา ๒๕๒ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นั้น เมื่อการดำเนินการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างต่อเนื่อง ให้มีแผนกฎหมายขั้นตอนการกระจายอำนาจอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างใน (๓) การจัดสรรรายได้ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและราชการ ส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนรายได้ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ภายใน ๓ ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ แล้วมาดูมาตรา ๒๕๔/๖ มาตรา ๔ ภายใน ๒ ปีนับจาก ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้คณะรัฐมนตรีทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และภายใน ๕ ปี นับจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องการ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ก่อนอื่นผมต้องอธิบายเพิ่มเติมว่ารัฐบาลปัจจุบันมีการโอน งบประมาณให้กับราชการส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีล่าสุด เท่าที่มีตัวเลขก็คือประมาณ ๗๓๗,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน คิดเป็น ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินที่เก็บภาษีได้ ซึ่งไม่รวมกับงบเงินกู้ เพราะโดยปกติแล้วในการ ประมาณการในการจัดเก็บภาษีรายปี ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาทด้วยกัน ซึ่งใน ๒.๕ ล้านบาทนี้เราตั้งงบประมาณแผ่นดินไว้ต่อปีประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ด้วยกัน เรามีการจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะปีละประมาณล่าสุดประมาณ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี จากหนี้สาธารณะที่เราออกพันธบัตรไป ๑๐.๔ ล้านล้านบาทด้วยกัน ส่วนรายจ่ายประจำที่จำนวนมากพอสมควรทั้งเงินเดือนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง บำเหน็จบำนาญ เงินเพิ่มค่ารักษาพยาบาลกว่าปีละ ๑.๓ ล้านล้านบาทด้วยกัน ซึ่งรวม ข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย ส่วนอีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลปัจจุบันทยอยกู้โดยที่รัฐบาลออกพันธบัตรกู้ให้เอกชนมาซื้อพันธบัตรอยู่ราว ๆ ปีละ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ ถึง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีด้วยกัน ซึ่งยิ่งสถานการณ์โควิด (COVID) ก็จะทำให้เราขาดดุลงบประมาณรายรับไม่พอรายจ่าย กว่าปีละประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็จะทำให้การจัดเก็บรายได้ ส่วนท้องถิ่นลดลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันการให้อำนาจท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ เราใช้เวลากว่า ๒๓ ปีด้วยกัน ได้มีการถ่ายโอนภารกิจจำนวนมากให้กับท้องถิ่นในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง เมื่อพร้อมก็สามารถขับเคลื่อนทำแบบพัทยา หรือ กทม. ก็เป็นไปได้ เพราะว่า ทั้ง ๒ ส่วนนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ฉะนั้นการจะโอนงบประมาณให้ถึงร้อยละ ๕๐ เป็นไปตาม มาตรา ๒๕๒ (๓) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายได้ประจำปีก็คือประมาณ ๑.๒๕ ล้านล้านบาทต่อปี ภายใน ๓ ปีซึ่งต้องเพิ่มจากเดิมประมาณ ๓.๗๕-๖.๒๕ แสนล้านบาทต่อปี สามารถทำได้ไหม ต้องตอบว่าทำได้โดยโอนเงินเดือนอัตราข้าราชการ พนักงานส่วนภูมิภาค ไปสังกัดราชการส่วนท้องถิ่นและดึงงบประมาณส่วนกลางที่พัฒนาลงไปให้ท้องถิ่นตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์เรื่องการเปรียบเทียบการทุจริต โดยส่วนใหญ่ แล้วรัฐบาลส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการทุจริตอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ถ้าเทียบ อัตราส่วนเปอร์เซ็นต์แล้วโครงการทุกโครงการของท้องถิ่นจะมีการเก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) ๒๕ เปอร์เซ็นต์ตายตัว แต่ใครจะรับไปอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนราชการส่วนกลาง จะอยู่ที่ประมาณ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ จากประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านการตรวจสอบ การทุจริตมาอย่างยาวนาน ๑๒ ปี การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคแล้วทำให้ท้องถิ่นเป็นอิสระ หรือเป็นรัฐอิสระมากขึ้น มีงบประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของประเทศไทย ทั้งประเทศ อำนาจในการยับยั้งโครงการ การถอดถอนจากราชการส่วนกลางไม่มี มีเฉพาะ อำนาจศาลสถิตยุติธรรมที่ต้องตัดสินถึงที่สุดถึงจะเปลี่ยนแปลงอำนาจในท้องถิ่นนั้นได้ ต้องใช้เวลาหลายปีด้วยกัน หรือการใช้ประชาชนยื่นถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นจะใช้เสียง ๒ ใน ๓ หรืออะไรก็แล้วแต่ ข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปลดล็อกท้องถิ่น หรือปลดล็อกความเป็นอิสระในการสร้างบ้านใหญ่ ถาวรในแต่ละท้องถิ่นแบบผูกขาดมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งขนาดปัจจุบันยังไม่ปลดล็อกก็ยังมี บ้านใหญ่ท้องถิ่นแบบถาวร แบบเครือญาติควบคุมกลไกธุรกิจทั้งบนดิน ใต้ดิน อาทิไม่ว่าจะเป็น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชุมพรจังหวัดนครปฐม จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น เป็นระบบผูกขาดอำนาจ แบบเครือญาติ มันอาจจะเป็นการสร้างระบบสาธารณรัฐทั้งหมด ๗๗ รัฐใหญ่หรือไม่ หรืออาจจะเป็นรัฐย่อยอีกประมาณ ๗,๒๒๕ แห่งก็เป็นไปได้ แต่ละรัฐสามารถกู้เงินได้ เพิ่มภาษีได้ ออกพันธบัตรเองได้ เป็นอิสระโดยรัฐส่วนกลางไม่สามารถยับยั้งได้นอกจาก ศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นการกระทำดังกล่าวมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่มากพอสมควร เราต้องฟังความรอบด้าน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้น ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. และประชาชนที่ฟังทางบ้านก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคก็คือการยกเลิกนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการเขตใน กทม. และสุดท้ายก็จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดภายใน ๕ ปี ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคุณธนาธรและคณะ สิ่งสำคัญที่ต้องคิดคือเราต้อง เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็น ราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ เฉกเช่นเดียวกับการแยกอำนาจ การแบ่งแยกดินแดน การแบ่งแยกพื้นที่ การแบ่งแยกการปกครอง การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามฉบับคุณธนาธรได้บางทีเราอาจจะต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ก่อนหรือไม่ถึงจะทำ ตามแนวคิดนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นความคิดที่ก้าวหน้าแบบคุณธนาธรและคณะ เป็นความคิดที่ดีแบบติดสปีด ๙ จี (Speed 9G) เพราะเป้าหมายก็คือต้องการให้ท้องถิ่น เข้มแข็งสามารถดูแลตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ ณ ปัจจุบันเราต้องดูว่าศักยภาพ ภายใน ๕ ปี มีท้องถิ่นที่เป็นไปได้ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของท้องถิ่นทั้งหมดหรือไม่ เพราะต้อง มีรายรับพอรายจ่ายเพื่อจะดูแลตัวเองและบริการสาธารณะหลาย ๆ อย่างให้กับพี่น้อง ประชาชนในท้องถิ่นตัวเองโดยรัฐส่วนกลางไม่ต้องช่วยเหลือ ผมอยากให้ทางคณะที่ผู้เสนอทำการบ้านเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าอยากให้นำผังความพร้อม ของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นว่าแต่ละท้องถิ่นที่พร้อมมีตัวอย่างสัก ๑๐ ท้องถิ่น ๒๐ ท้องถิ่น ว่ามีรายรับ รายจ่าย มีธุรกิจในการบริการสาธารณะหรือธุรกิจที่จะต้องทำหลังจากที่ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วและประเมินศักยภาพว่าสามารถทำได้ไหม แยกเป็นราย ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นแล้วผมเชื่อว่าถ้าเอาตรงจุดนี้มาชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ๗๐๐ กว่าคน ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ไขในอนาคต เพราะฉะนั้นการแก้ไขดังกล่าว มันสามารถเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่เราต้องมีเงื่อนไขขั้นตอนแล้วก็ความพร้อมของ แต่ละท้องถิ่น เป็นไปได้ไหมหลังจากผ่านการประชามติถ้ามันผ่านไปได้ ปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๕ ท้องถิ่น ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถทำได้ ปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๐ ท้องถิ่นที่สามารถทำได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๑๑ ถึงปีที่ ๑๕ ท้องถิ่นที่สามารถทำได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และปีที่ ๑๖ ถึง ปีที่ ๒๐ ก็สามารถทำได้ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อความรอบคอบในการปลดล็อกท้องถิ่น ที่จะทำให้ไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนให้คณะผู้เสนอช่วยชี้แจง รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อความรอบคอบในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณครับ