ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้แจงหลักการร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ยกเลิกหมวดการปกครองท้องถิ่นและบัญญัติใหม่ โดยย้ำว่าประเด็นที่กังวลอยู่ในรายละเอียดมาตรา ซึ่งสามารถถกเถียงต่อได้ในวาระพิจารณาต่อไป พร้อมยืนยันความเป็นไปได้ของสัดส่วนงบประมาณ 50 : 50 ที่สามารถทำได้จริงจากการถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปยังท้องถิ่น ยกเว้นด้านความมั่นคง การเงิน และการต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณารับหลักการโดยไม่ต้องกังวล และเปิดทางให้ปรับสัดส่วนในวาระถัดไป ขณะเดียวกันก็โต้แย้งข้อกังวลที่ว่าการกระจายอำนาจจะนำไปสู่การกระจายการทุจริต โดยชี้ข้อมูลจาก สตง. และ ป.ป.ช. ว่าการทุจริตในรัฐส่วนกลางสูงกว่าท้องถิ่นหลายเท่า จึงเสนอให้แก้ปัญหาด้วยความโปร่งใสในงบประมาณ โดยเฉพาะการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบ OCDS และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำงบประมาณ เพื่อป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายโสตถ้าพร้อมแล้ว สามารถนำสไลด์ (Slide) ขึ้นได้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ ก่อนอื่นเท่าที่ผมได้ฟังคำอภิปรายจากเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ไม่ว่าจะมี ข้อกังวลเกี่ยวข้องกับเรื่องของการตราเป็นพระราชบัญญัติแทนร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เรื่องของการจัดทำประชามติดีไหม หรือว่าจะเป็นเรื่องของการยุบราชการส่วนภูมิภาค เพื่อเข้าไปควบรวมกับส่วนท้องถิ่นจะทำหรือไม่ทำดีนะครับ ผมอยากชี้แจงเบื้องต้นอย่างนี้ แล้วก็จริง ๆ จะไปกล่าวเนื้อหารายละเอียดในตอนสรุปตอนท้าย อยากให้ดูที่หลักการครับ หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอมาทุกอย่างที่ทุกท่านเป็นข้อกังวลห่วงใยนั้น อยู่ในเรื่องของรายละเอียดรายมาตราครับ หลักการเขียนใบสั้น ๆ แค่ว่าต้องการยกเลิก หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นและบัญญัติขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นในเนื้อหา รายละเอียดรายมาตราผมเชื่อว่าเรายังถกเถียงกันได้ในชั้นวาระที่สอง ทีนี้เข้าสู่เนื้อหาสาระ ที่ผมอยากจะนำมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
ประการแรกก็คือในเรื่องของสัดส่วนงบประมาณรายได้ ๕๐ : ๕๐ เมื่อวาน ที่ผมได้มีประสบการณ์ด้วยตนเองจากการนำแผ่นพับไปนำเสนอไปแจกให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่าน หลาย ๆ ท่านมีข้อกังวลว่าจะทำได้จริงไหม สิ่งที่พวกเรานำเสนอนั้นเป็นอุดมคติ เกินไปหรือเปล่า ในเรื่องของสัดส่วนงบประมาณ ๕๐ : ๕๐ ผมขอชี้แจงอย่างนี้พวกเราเคาะ ตัวเลขกันมาแล้ว และมั่นใจได้ว่าทำได้จริง ตามบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ บอกว่าสัดส่วน ๕๐ : ๕๐ นั้นเราจะต้องไปหาเพิ่ม แต่ว่าแค่ถ่ายโอนภารกิจเดิมที่เคยอยู่กับ ส่วนกลางไปอยู่กับท้องถิ่น นั่นก็คือตามที่ตัวแทนผู้เสนอได้ชี้แจงไปแล้วครับ ยกเว้นแค่เรื่อง ของหน่วยงานความมั่นคง เงินตรา การต่างประเทศและภารกิจอย่างอื่นที่ส่วนกลาง ควรจะต้องเป็นผู้ทำคงไว้ที่ส่วนกลาง ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข และอื่น ๆ ให้โยกไปท้องถิ่นทั้งหมด ถ้าภารกิจเหล่านี้โยกไปท้องถิ่นหมดถึงแน่นอน ๕๐ : ๕๐ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกถ้าท่านใดมีข้อกังวลในส่วนนี้ แล้วอาจจะทำให้เป็นเหตุในการตีตก ในชั้นรับหลักการ ผมขอชี้แจงอีกครั้งไม่ต้องเป็นห่วงตัวเลขถึงแน่นอน และถ้าท่านคิดว่า ๕๐ : ๕๐ อยากปรับขึ้นไปปรับลงไปว่ากันในวาระที่สอง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ
อีกส่วนหนึ่งครับ ตามที่ผมได้รับฟังเสียงสะท้อนมาก็พบว่าหลาย ๆ ท่าน มีข้อกังวลห่วงใยเกี่ยวข้องกับการที่ว่ากระจายงบประมาณไปแล้วเท่ากับการกระจายโกง หรือเปล่า ผมขอยกตัวอย่างตัวเลขข้อเท็จจริงจาก สตง. และ ป.ป.ช. ๒ ตัวเลขด้วยกันครับ ตัวเลขแรกจาก สตง. มีการศึกษาย้อนหลังไป ๑๕ ปี ๑๕ ปีล่าสุดนี้เองครับ ผลการศึกษา ล่าสุดออกมาเมื่อประมาณสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ จากวันโอวันผับ (101 PUB) เป็น ทิงก์แทงก์ (Think Tank) จากสื่อสร้างสรรค์ออนไลน์ (Online) ของวันโอวันเวิลด์ (101 Word) มีตัวเลขชี้แจงออกมาว่ามูลค่าความเสียหายที่ สตง. ตรวจสอบแล้วพบว่าน่าจะเกิด จากการทุจริตในการใช้งบประมาณรัฐส่วนกลางสูงถึง ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ ปี ท้องถิ่น แค่ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเอง ต่างกันถึง ๙ เท่านะครับ และถ้าท่านคิดว่าเป็นเพราะรัฐส่วนกลาง มีเม็ดเงินงบประมาณสูงเลยทำให้ตัวเลขต่างกัน ๙ เท่านั้น ลองมาดูสัดส่วนมูลค่าความ เสียหายเทียบต่อรายได้ รัฐส่วนกลางก็ยังสูงกว่าท้องถิ่นอยู่หลายเท่าอยู่ดี อีกตัวเลขหนึ่ง ของ ป.ป.ช. ก็คือในเรื่องของหากดูตามสถิติเรื่องร้องเรียน เปรียบเทียบระหว่างรัฐส่วนกลาง กับท้องถิ่นก็ยังมีจำนวนสูงกว่าท้องถิ่นหลายเท่าอยู่ดี ๒ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นอะไร ชี้ให้เห็นว่า บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแล้วทั้งจำนวนเคส (Case) เรื่องร้องเรียนและมูลค่าความเสียหาย รัฐส่วนกลางไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันน้อยกว่าท้องถิ่นแต่อย่างใดแถมจะสูงกว่าด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจที่บอกว่าเท่ากับการกระจายโกงนั้น ผมว่าเป็นเพียงมายาคติ ที่ไม่ได้มีอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ผมคิดว่าการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่า จะอยู่ในหน่วยงานองค์กรของรัฐใดควรจะแก้ไขด้วยเรื่องของรัฐโปร่งใสตามแนวทาง บัดเจต ทรานส์พาเรนซี ทูลคิต (Budget Transparency Toolkit) ที่ออกมาโดยโออีซีดี (OECD) เขาก็ให้ไว้ ๕ แนวทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ มีความชัดเจน มีกระบวนการสอบการอนุมัติงบประมาณผ่านรัฐสภา มีหน่วยงานอิสระ ที่อิสระจริง ๆ ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ รวมไปถึงการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อป้องกันการผูกขาด และสุดท้ายสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต่างหากที่จะทำให้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นหมดสิ้นไป ๓ ข้อแรกผมไม่ขอพูดถึงเพราะว่าอาจจะอยู่นอก เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมอยากจะขอนำเสนอในส่วนของ ๒ ข้อ นั่นก็คือ ในเรื่องของการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อป้องกันการผูกขาด แล้วก็ในเรื่องของการ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกท่านครับ ในเรื่องของการปราบการทุจริตหรือปราบ คนโกงด้วยรัฐโปร่งใสนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีบทบัญญัติเอาไว้ในส่วนของมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหลักการที่บอกว่าเปิดเผย เป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้นก็ดังที่เราเห็นกันอยู่ว่าการปกปิดสัญญาจัดซื้อจัดจ้างในรัฐ ส่วนกลางปัจจุบันทำให้เกิดปัญหาอะไรกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟฟ้าต่าง ๆ นานา หรือเรื่องของไลฟ์ (Live) สดการประชุม อย่างเช่นกรณีของ กสทช. ที่ออกมาประชุมกันเงียบ ๆ แล้วก็บอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจ เราก็จะเห็นแล้วว่าไม่ได้เกิดความโปร่งใสแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ พวกเราอยากนำเสนอก็คือในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจะจัดจ้างในรูปแบบ โอซีดีเอส (OCDS) ครับ โอซีดีเอส (OCDS) เป็นรูปแบบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่พัฒนา โดยธนาคารโลก ถามว่าเปิดเผยในรูปแบบนี้แล้วจะได้อะไรครับ ผมขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ (Website) แห่งหนึ่งชื่อเว็บไซต์ (Website) โอเพนเทนเดอร์ดอตเน็ต (Opentender.net) เป็นเว็บไซต์ (Website) ภาคประชาสังคมของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งภาครัฐของเขาเปิดเผย ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างออกมาในรูปแบบโอซีดีเอส (OCDS) เว็บไซต์ (Website) แห่งนี้ สามารถช่วยติดธงแดงให้กับประชาชนได้ดูว่าโครงการไหนที่มีช่วงเวลาเปิดประมูลสั้น เหลือเกิน ราคาชนะประมูลสูงกว่าราคากลาง หรือมีผู้เข้าร่วมประมูลแค่รายเดียวนะครับ ข้อสังเกตหลักต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะทำให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้โดยง่ายมากกว่า การเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบของเอ็กเซล (Excel) อย่างเดียว นอกจากการเปิดเผยข้อมูล ให้โปร่งใสแล้วเรายังสามารถปราบการทุจริตปราบกลโกงด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นก็คือการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมโดยภาคประชาชน ต้นแบบของการทำพีบี (PB) หรือการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมนั้นมาจากเมืองปอร์ตูอะเลกรีของประเทศบราซิล เมื่อทศวรรษ ปี ๑๙๘๐ ผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำให้พวกเราเห็นได้ว่า คุณภาพของชีวิตประชาชนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนพื้นที่ที่เข้าถึงน้ำประปา เพิ่มจาก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องของการใช้งบประมาณไปกับระบบ สาธารณสุขและการศึกษาสูงขึ้นเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และจำนวน โรงเรียนของรัฐเพิ่มขึ้นถึง ๔ เท่าในช่วงทศวรรษเดียว อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือบริเวณ ย่านฟรายแฮมของเมืองมิวนิค อันนี้กลับมาในปัจจุบันครับเมื่อสักครู่ยกตัวอย่างประเทศ บราซิลอาจจะถอยไปไกล ถ้าทุกท่านไปเปิดดูเว็บไซต์ (Website) แห่งนี้มีการเปิดให้ ประชาชนเข้ามาโหวตว่าต้องการใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาโหมดการขนส่งในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถราง เรื่องของถนนหรือว่าถนนหนทางและการใช้รถจักรยาน เมื่อวาน ผมเข้าไปดูข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ (Website) แห่งนี้ซึ่งเขายังเปิดให้โหวตกันอยู่เลยนะครับ พบว่าแนวโน้มของประชาชนอยากจะได้ทางเท้าที่ดีและทางจักรยานที่ดีขึ้นมากกว่าโหมด การขนส่งอื่น ๆ เนื่องจากว่าเวลาเกินมาเล็กน้อยแล้ว ผมขอสรุปการอภิปรายดังนี้ เนื่องจากว่าตัวผมเองเมื่อสักครู่อาจจะได้รับการพาดพิงจากคุณจเด็จ อินสว่าง ขออนุญาต เอ่ยนาม เนื่องจากผมเป็นผู้เสนอญัตติให้มีการจัดทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ จริง ๆ แล้วผมอยากจะขอทำความชี้แจงเพื่อให้ท่านเข้าใจว่าพวกเราไม่ได้มีเจตนา ที่จะบอกว่าจะไปแตะหมวดใด ไม่แตะหมวดใด พวกเรายังยืนยันว่าจะต้องถามประชาชนก่อน ให้ประชาชนมาออกเสียงประชามติ เช่นเดียวกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การยุบราชการ ส่วนภูมิภาคเพื่อไปควบรวมกับท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่ แล้วเราก็ไม่สามารถตัดสินได้ด้วย ตัวเอง ผมหรือเพื่อนสมาชิกทุกท่านไม่สามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง เราถึงเสนอมาเป็น แพ็กเกจ (Package) ว่า ๕๐ : ๕๐ ที่จะต้องโยกราชการภูมิภาคไปท้องถิ่นนั้นจะต้องถาม ประชาชนก่อน แล้วผมก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝั่งวุฒิสภาหลายท่านที่การลงมติในญัตติ ประชามตินั้น ๒๐ กว่าท่านเท่าที่ผมติดตามการลงมติมา ทุกท่านใช้หลักเหตุและผลไตร่ตรอง อย่างถูกต้อง ญัตติประชามติในวันนั้นพวกเราไม่ได้โหวตกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญไปแบบใด จะยกเลิกโหมดใดหรือเปล่า เราแค่บอกว่าให้ไปถามประชาชนก่อนและไม่ใช่หน้าที่ของ พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะไปขัดขวางการใช้อำนาจของประชาชน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ