นิคม ชี้ร่างกฎหมายกำหนดเวลากระบวนการยุติธรรมดี แต่กังวลกระทบอิสระ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

นิคม บุญวิเศษ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม โดยสนับสนุนแนวคิดการกำหนดเวลาเพื่อความรวดเร็วและลดความล่าช้า แต่แสดงความกังวลว่าการให้แต่ละหน่วยงานใช้ดุลยพินิจในการตั้งกรอบเวลาอาจทำให้เกิดความล่าช้าซ้ำเดิม จึงเสนอให้มีการกำหนดกรอบเวลาสูงสุดและต่ำสุดอย่างชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมและตรวจสอบได้

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ ผมได้อ่านทั้งหมด ๑๒ มาตรา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้สังคมแตกแยก ส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากกระบวนการยุติธรรม อาจจะไม่ยุติธรรมกับบางกลุ่มบางคน เท่าใดนัก ประชาชนเขาทราบดี ในสิ่งที่ผมด้วยคือระยะเวลา มีการกำหนดระยะเวลา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่ในส่วนที่ผมได้อ่าน โดยเฉพาะในมาตรา ๔ ที่บอกว่า พระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ ชัดเจน อันนี้ดีครับ เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ดีครับ และให้ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องทราบได้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ระหว่าง การดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด อันนี้ก็ดีครับ รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าโดยผ่านช่องทางที่ หลากหลาย ดีครับ แต่ในข้อความถัดไปนะครับ แต่ทั้งนี้จะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้ เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม หรือการดำเนินงานโดยสุจริต ของบุคคลไม่ได้ ในประเด็นนี้ที่ผมเป็นห่วงว่าจะกำหนดโดยกระทบความเป็นอิสระในการ ดำเนินงานไม่ได้ ผมคิดว่าการให้ความเป็นอิสระบางครั้งอาจจะให้มากเกินไป อาจจะเกิด ความล่าช้า ความเคยชิน ซึ่งบางครั้งอาจจะให้เหตุผลว่ามีจำนวนงานเยอะ ซึ่งเวลาไม่ว่างบ้าง ก็อาจจะเลื่อนไป ๓ เดือน ๕ เดือน ๑ ปีก็มีนะครับ ก็เลยทำให้กระบวนการนี้มันล่าช้า เพราะอาจจะใช้ดุลยพินิจ ซึ่งผมคิดว่าการกำหนดระยะเวลาอย่างไรก็ตามมันก็ต้องไปกระทบ ความมีอิสระในการใช้ดุลพินิจแน่นอน ซึ่งข้อความนี้ผมอาจจะเห็นต่างนะครับ ส่วนใน มาตราอื่นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แต่ในส่วนที่ผมคิดว่าการที่ทำให้เวลามันเร็วขึ้นบางครั้ง มันก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่บางครั้งถ้ามันเร็วมากเกินไปมันก็เป็นโทษ เป็นความไม่ยุติธรรมเช่นกัน เช่นการยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง ในฝ่ายที่อาจจะ เป็นฝ่ายตรงกันข้ามหรือฝ่ายใดก็ตาม เท่าที่เราทราบมานะครับ แต่การกำหนดของ ๑๐ หน่วยงาน ผมขออภิปรายเพื่อให้ประชาชนที่ฟังวิทยุทราบครับ ก็มีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมพระธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาล องค์กรอัยการ และหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ๑๐ หน่วยงานนี้ถ้าใช้เวลาในการกำหนดเวลาที่ชัดเจน ผมคิดว่า ประโยชน์ในการตรวจสอบ ในการประเมินเวลา หรือการคาดล่วงหน้าของประชาชนว่า จะแล้วเสร็จเมื่อใด อันนี้คือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับเวลาหรือค่าใช้จ่าย คือเวลามากค่าใช้จ่ายมันสูงท่านประธานครับ และความสะดวกสบายมันไม่เกิด มันจะเกิด ความลำบากกับพี่น้องประชาชน บางทีเขาอยู่ห่างไกล ต้องเดินทางไปศาลซึ่งใช้เวลา จำนวนมาก และเกิดความลำบากเกิดค่าใช้จ่าย และมันเป็นเหตุทำให้หลักฐานต่าง ๆ ถ้ามัน เนิ่นนานไปหลักฐานต่าง ๆ อาจสูญหายได้ ผู้ต้องหาอาจจะหลบหนีได้ หรืออาจจะมีการ โยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้ ทำลายหลักฐานได้ หรืออาจจะมีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นได้ เวลาเปลี่ยนนะครับท่านประธาน อะไรมันก็เปลี่ยนแปลงได้ เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน พยานหลักฐานเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน กฎหมาย ก็เปลี่ยนตาม เวลาเปลี่ยน กระบวนการยุติธรรมก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้น การกำหนดระยะเวลาสิ่งที่ผมคิดว่าดีไม่ดี แต่ในส่วนที่ผมเห็นต่างก็คือว่าควรจะไม่ให้เป็น ดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ควรจะมีการกำหนดกรอบไว้ว่าการกำหนดเวลาควรจะมีขั้น สูงสุดเท่าใด ไม่ใช่ว่าให้แต่ละหน่วยงานไปใช้ดุลยพินิจของหน่วยงานเองว่าจะต้อง กำหนดเวลาเท่าไร ผมคิดว่าถ้าพูดอย่างนี้ก็ยังทำให้ทำงานของแต่ละหน่วยงานล่าช้า อยู่เหมือนเดิม เพราะคงไม่มีหน่วยงานใดท่านประธานครับ ที่จะไปกำหนดเวลาให้ตัวเองเร็วขึ้น ให้ตัวเอง ทำงานยากขึ้น ผมว่าไม่มีหรอกครับ เขาก็ต้องกำหนดเวลายาวขึ้น ยาวขึ้น ยาวขึ้น ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ควรจะมีการกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนว่า อย่างช้าควรจะไม่เกินเท่าใด อย่างเร็วประมาณเท่าใด เพื่อให้ประชาชนเขารู้ล่วงหน้าว่าถ้าเป็นคดีแบบนี้ ถ้าเป็นลักษณะนี้ ควรจะใช้เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี เขาจะรู้ล่วงหน้าเลยครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าให้หน่วยงานไปใช้ ดุลยพินิจ ไปกำหนดตัวเอง ตรงนี้ละครับที่ผมไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามหน่วยงานต่าง ๆ ก็คง ไม่มากำหนดให้มาบีบตัวเองหรอกครับ เพราะว่าตอนนี้เท่าที่ทราบคดีต่าง ๆ อยู่ในศาล มันมากมายเป็นหมื่น ๆ คดี ท่านประธานครับ ก็ไม่รู้ว่าจะเคลียร์ (Clear) กันอย่างไร ผมก็ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถกำหนดเวลาได้ ตรงใจประชาชนหรือไม่ ทันเวลาหรือไม่ ผมก็เลยคิดว่าควรจะมีการกำหนดกรอบเวลาให้ ชัดเจนว่าไม่ควรเกินเท่าใด กราบขอบพระคุณมากครับ