เสรี สุวรรณภานนท์ เสนอความกังวลเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย โดยมีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนคดีที่จะลดลงหรือไม่ และความสอดคล้องกับหลักการของกฎหมายเดิม นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการปรับและเงินรางวัลที่อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เข้ามานี้ จริง ๆ แล้วดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากกว่า กฎหมายเดิมที่มีอยู่ แต่ในอันดับแรก ในการใช้ชื่อกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย มันก็เป็น ภาษาซ้ำซ้อนกัน เพราะพินัยมันก็เป็นค่าปรับอยู่แล้ว มันเป็นการปรับให้กับภาคหลวง หรือราชการ หรือภาครัฐ ก็เลยคิดว่าชื่อนี้จะสื่อความหมายอย่างไรให้สามารถสอดคล้องกับ เนื้อหาสาระของเจตนารมณ์ที่ออกกฎหมายฉบับนี้
ท่านประธานครับ ในการที่จะให้มีการปรับเป็นพินัยก็ถือว่าทำให้จำนวนคดีนี้ ลดลง แต่ในส่วนของร่างกฎหมายที่เสนอมานี้ก็ยังงง ๆ แล้วก็อาจจะเข้าใจยาก เพราะว่า เป็นเรื่องใหม่อย่างที่ว่า เนื่องจากเนื้อหาสาระในหลักการ ถ้าหากดูหลักการนี้บอกว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัยและให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว และความผิดที่มีโทษทางปกครองที่บัญญัติไว้ในกฎหมายบางฉบับ เป็นความผิดทางพินัย ก็คืออ่านหลักการเหมือนกับบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทษปรับสถานเดียว แต่ในเหตุผลก็มี เหตุผลที่ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นไปได้ว่า ในเหตุผลเนื้อหาที่ออกกฎหมายฉบับนี้มานี้ ถ้าอ่าน มาตรงกลาง ๆ ของหน้าที่เสนอมานี้ จะเห็นได้ว่ามีเหตุผลทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำ ความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนข้นแค้น และเมื่อได้ กระทำความผิดแล้วก็ต้องถูกนำตัวไปสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม ถูกคุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงโทษ บันทึกประวัติอาชญากรรม เป็นประวัติติดตัวตลอดไป คือเหตุผลนี้มันเหมือนกับว่ากฎหมายเดิม เป็นกฎหมายที่เอาผิด เอาโทษคนที่อาจจะเกิดจาก ความจำเป็น อย่างเช่น แม่ไปขโมยทรัพย์ ไปลักทรัพย์ สอบสวนแล้วได้ความว่าลักเพื่อเอาไป ให้ลูก ให้ทารกดื่มกิน มันก็เหมือนกับว่าลักทรัพย์เป็นเรื่องของโทษที่ร้ายแรง เป็นอุกฉกรรจ์ แต่แม่ไปทำความผิดก็เลยเกิดความจำเป็นต้องขโมยของมาให้ลูกกินเพื่อให้ลูกมีชีวิตต่อไปได้ คือเหตุผลมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่ประชาชนนี้กระทบอย่างรุนแรง แต่พอหลักการบอกเป็น เรื่องโทษปรับสถานเดียว มันไม่ค่อยสอดรับกันเสียเท่าไร แล้วในเนื้อหานี้ เดี๋ยวก็คงต้อง ขออนุญาตให้ทางรัฐมนตรี หรือทางกฤษฎีกาช่วยให้ข้อมูลให้ชัดเจน เพราะก็พยายามอ่านอยู่ หลายรอบว่า ในการปรับเป็นพินัยนี้มันครอบคลุมในกระบวนการทางกฎหมายนี้อย่างไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎหมายฉบับนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้น ในส่วนราชการ ในส่วนหน่วยงานที่จะต้องดำเนินคดี แล้วก็ปรับเปลี่ยนการกระทำความผิด ที่มีโทษทางอาญาเฉพาะที่เป็นค่าปรับสถานเดียว ก็เลยเป็นห่วงว่าสิ่งที่เราต้องการจะได้รับ มันอาจจะน้อยเกินไปหรือเปล่า แม้จะบอกว่าการที่จะให้เป็นโทษการปรับทางพินัยนั้นไม่เป็น ความผิดทางอาญา ไม่มีโทษทางอาญา หรือไม่เป็นโทษทางอาญา เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ที่ต้องการจะให้ลดจำนวนคดีลง มันก็คงจะได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ตามศาลก็ใช้ดุลยพินิจในการที่จะลงโทษ แล้วก็ลงโทษเบาคือโทษปรับ แต่สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันก็คือปรับแล้วคนไม่มีเงินค่าปรับก็อาจจะถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ในกรณีดังกล่าวร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ให้ไปทำงานบริการสาธารณะอะไรได้ ก็คงได้เท่านั้น ซึ่งจริง ๆ ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ส่วนอัตราโทษที่ปรับสถานเดียวก็เห็นว่ามีกฎหมาย เดิมที่มีการเปรียบเทียบปรับกันอยู่ เพราะฉะนั้นความแตกต่างของกฎหมายเดิมกับกฎหมาย ที่กำลังจะยกร่างขึ้นใหม่นี้เนื้อหาก็ใกล้เคียงกัน ไม่ต่างกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเป็น คำถามว่า การใช้ดุลยพินิจในการปรับเป็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ แล้วการปรับ อย่างนี้ยังมีเงินรางวัลอีกไหม เพราะตัวเงินรางวัลจากการปรับมันทำให้ชาวบ้าน ประชาชน เดือดร้อน เพราะคดีที่อาจจะไม่ได้กระทำความผิดแต่ก็ถูกตั้งข้อหาไปก็เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะต้องการจะได้ค่าปรับและจะได้เงินรางวัลตามมา นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น เพราะผม อ่านดูแล้วก็ยังไม่เห็นว่าสิ่งที่เป็นปัญหาปัจจุบันก็คือ เงินรางวัลจากการที่ปรับมันยังอยู่ในนี้อยู่ หรือเปล่า จะได้ตัดสินใจถูกในการจะรับร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ