รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งที่อาจทำให้พรรคใหญ่ครอบงำ และเสนอแนวคิดที่จะผสมผสานข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2560 เพื่อให้มีความเป็นธรรมและเสรีภาพในการเลือกตั้ง

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ตัดไปนั้น เมื่อจะอภิปรายนั้นคงต้องลงในรายละเอียดเหตุผล ข้อเท็จจริงประกอบ เพราะถ้าจะพูดเฉพาะเนื้อหาตามที่คณะกรรมาธิการเติมหรือตัดออกไป เพียงเท่านั้นไม่น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน อาจจะเลยตามสิ่งที่ ท่านประธานแจ้งเมื่อสักครู่ ก็หวังว่าท่านประธานคงจะกรุณา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะสมาชิกที่ฟังจากการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกผู้ขอแปรญัตติแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนว่าฟังมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่ง ขออภัย เอ่ยชื่อท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะต่อคำอธิบายของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้ การแก้ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ผมได้กราบเรียนไว้ โดยอภิปรายในชั้นวาระรับหลักการว่าระบบ ๒ ใบ ตามร่างนี้พรรคใหญ่จะกินรวบ พรรคใหญ่จะผงาดปิดโอกาสพรรคเล็ก จะมีคะแนน แบบเบ็ดเสร็จสุดโต่ง พรรคใหญ่จะได้ ส.ส. แบบก้าวกระโดด ได้ ส.ส. พึงมีเกินจริงครับ ท่านประธาน เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้ในปี ๒๕๔๐ ระบบเลือกตั้งดังกล่าวนั้นมีข้อบกพร่อง เขาจึงแก้ครับท่านประธาน เรากำลังเอาสิ่งที่บกพร่องนั้นย้อนรอยถอยกลับไปใช้ ระบบบัตรใบเดียวก็มีข้อบกพร่องครับท่านประธาน เป็นระบบที่เขาเรียกกันว่ามัดมือชก ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน บางคนเล่นคำแรง ใช้ถึงพลาสติกคลุมหัวเลยครับ ลักษณะอย่างนี้เขาบอกว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ผมจึงกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าทั้ง ๒ ระบบใช้มาแล้ว ท่านสมาชิกเห็นต่อหน้าต่อตาว่าแต่ละระบบนั้น มีข้อบกพร่อง ผมจึงขอกราบเรียนว่าการแก้ในครั้งนี้น่าจะแก้แล้วดีขึ้น เป็นธรรม แก้ข้อบกพร่องของปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๔๐ แต่นี่ไม่ใช่นะครับท่านประธาน ขออนุญาต กราบเรียนว่าโดยหลักแล้วพรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี ส.ส. จริง ๆ ทั้งเขตและ บัญชีรายชื่อที่เราเรียกกันว่า ส.ส. พึงมีนั้นเท่าใด เขาดูจากอะไรครับท่านประธาน เขาดูจาก ว่าประชาชนไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้น ๆ เท่าไร กี่เสียง กี่แสน กี่ล้านเสียงและเอามา คำนวณเป็น ส.ส. พึงมีของพรรคการเมืองนั้น ๆ ส.ส. เขตนี้ได้อยู่แล้วครับท่านประธาน โดยหลักที่เขาปฏิบัติที่ ส.ส. พึงมีจริง ๆ นั้นอย่างที่พูดกัน ยกตัวอย่างว่ามีประชาชนคนไทย มาลงคะแนน ๔๐ ล้านเสียง จะได้ ส.ส. ทั้งประเทศ ๕๐๐ คน ถ้าพรรคเอ (A) หรือพรรคใด พรรคหนึ่งนี้เกิดได้คะแนนทั้งหมด ๔๐ ล้านเสียง แปลว่าพรรคนั้นได้ ส.ส. เขตไป ๔๐๐ คน ได้บัญชีรายชื่อไปอีก ๑๐๐ คน อย่างนี้เรียกว่า ส.ส. พึงมี ขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อให้เห็น เป็นประจักษ์ครับท่านประธาน สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐได้ ๑๕ ล้านเสียง คำนวณแล้วก็คือเอา ๕๐๐ คูณ ๑๕ หารด้วย ๔๐ ล้านเสียง ก็จะได้ ส.ส. พึงมี ๑๘๗ คน ถ้าเลือกตั้งเขตได้มา ๑๕๐ คน ก็เอาจากบัญชีรายชื่อมาบวกให้อีก ๓๗ คน ก็เป็น ๑๘๗ คน ที่เราเรียกกันว่าระบบสัดส่วนผสม แต่ระบบแบบปี ๒๕๔๐ ที่คณะกรรมาธิการกำลังแก้นี้ เป็นการได้คะแนนแล้วได้อีก ได้แบบก้าวกระโดด ได้เกินจริงครับท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่า ถ้าเราแก้แล้วเป็นไปตามร่างแบบปี ๒๕๔๐ พรรคใหญ่ ๆ ไม่กี่พรรคในสภานี้ ที่มีสรรพกำลังมีความพร้อมมากกว่าพรรคอื่น ๆ จะกินรวบนะครับ ท่านประธาน แล้วดูเถอะ พรรคใหญ่ ๆ ไม่กี่พรรคจะมีเสียงมากในสภา เหมือนที่เคยเป็น มาแล้ว แล้วจะเป็นแบบก้าวกระโดด

ผมถึงบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว ขออนุญาตกราบเรียนว่า การแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้เพื่อพรรคการเมือง แล้วก็อำนาจทางการเมืองจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่าถ้าแก้แล้วมันก่อให้เกิด ความเป็นธรรม มันก่อให้ผลประโยชน์กับทุกพรรคการเมือง ผมว่าเอาข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาผสมผสานกัน ขออนุญาตนะครับ แบบที่ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดไว้ แปลว่าเอาทั้ง ๒ ส่วนนั้นมาผนวกกัน ประการที่ ๑ จะเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ประการที่ ๒ เราสามารถ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบได้โดยเสรี ประการที่ ๓ มีความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง เลิกระบบมัดมือชก เลิกระบบกินรวบ พรรคใหญ่กินรวบ และประการสุดท้ายครับ ท่านประธาน เป็นการคำนวณคะแนนของพรรคที่ประชาชนลงคะแนนให้ เอามาจัดสรร ปันส่วนจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคอย่างแท้จริง ไม่ก้าวกระโดด ไม่มีคะแนนเขย่ง ไม่มี ส.ส. ปัดเศษอย่างที่ปรากฏ