เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๙๑ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความเห็นว่าควรใช้ระบบการเลือกตั้งเอ็มเอ็มพี (MMP) และวิจารณ์ร่างแก้ไขที่ใช้บัตรใบเดียว ซึ่งไม่เหมาะสม และเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นในมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นมาตราที่อยู่ ในร่างแก้ไขของกรรมาธิการ มีการแก้ไขไม่มากนักนะครับ ประเด็นในมาตรา ๙๑ เขาบอก หลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ก็จะไปอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีผู้อภิปรายกัน หลายท่านก่อนหน้าผม พูดถึงข้อดี ข้อเสียของระบบ การเลือกตั้งปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ผู้ร่างเรียกกันว่าจัดสรรปันส่วน คือระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) แต่ใช้บัตรใบเดียว ระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ของจริงของเยอรมันและอีก ๑๐ ประเทศ ใช้บัตร ๒ ใบ และระบบ คู่ขนานเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ที่เราใช้มาในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๔ ในความเห็นของผมนี้ผมก็ชอบไปเอ็มเอ็มพี (MMP) ผมเดินทางไปเยอรมัน ตามคำเชิญของ สถานทูตเยอรมันเพื่อศึกษาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็เห็นว่ามันมีข้อดีที่จะทำให้การเลือกตั้งนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ว่าผู้ร่างกติกาการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้มาดัดแปลงเหลือบัตรใบเดียว ก็จึงทำให้เป็นที่มาของหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างแก้ไขฉบับนี้ว่าเป็นระบบที่เลือกตั้งไม่เป็นธรรม มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการคำนวณ ต่าง ๆ นี่เป็นตัวอย่างให้เราเห็นว่า ถ้าเราไม่ถนัดกับอะไรแล้วเราไปทดลองใช้ มันก็ไม่ใช่ จะของดีเสมอไป ระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ของแท้เขาใช้กันมา ๖๐ กว่าปี ใช้กันกว่า ๑๐ ประเทศ มีการขึ้นโรงขึ้นศาลกันมากมายจึงได้พัฒนาการมา
ในประเด็นเรื่องของระบบทั้ง ๒ ระบบ หรือทั้ง ๓ ระบบนี้ มีอยู่จุดหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ คือประเด็นเรื่องของ เกณฑ์ขั้นต่ำ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ คือใครจะมีเศษเท่าไร ถ้าชนะคนอื่น แล้วยังมีที่ว่างอยู่ก็ได้เป็น ส.ส. ได้ เราจึงมีพรรคเล็ก ๑-๒ คน กว่า ๑๐ พรรค การเลือกตั้ง เมื่อมีนาคม ๒๕๖๒ มีผู้สมัครประเภทแบ่งเขต ๑๑,๑๘๑ คน แบบบัญชีรายชื่อ ๒,๙๑๗ คน รวม ๑๔,๐๙๘ คน เป็นประวัติการณ์ เพราะทุกคนตั้งพรรคขึ้นมาหวังที่จะเอาเศษนี้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์นี้ ประชากร ๓๐,๐๐๐ คน ๒๐,๐๐๐ คนนี้ เพื่อจะได้เป็น ส.ส. ๑ คน แล้วก็สมหวังกัน สมหวังกัน ๑๐ กว่าพรรค โดยมีพรรคส่งผู้สมัครถึง ๘๑ พรรค ได้รับเลือกตั้ง ๒๖ พรรค เหลือเชื่อครับ ด้วยกติกาการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ นี้ได้พัฒนาการ ให้เรามีพรรคการเมืองส่งสมัครถึง ๘๑ พรรค อะไรเกิดขึ้น ความอ่อนแอในการจัดตั้งรัฐบาล มีการต่อรองกันอย่างต่อเนื่อง เกิดปรากฏการณ์กล้วยเลี้ยงลิง เกิดปรากฏการณ์พรรคฝ่ายค้าน อิสระ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเลือกตั้งหรือในสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็แล้วแต่ ก็เพราะว่าสมาชิก ๑ คน ก็ยังสามารถจะต่อรองได้ จะเห็นว่าความมุ่งหวังในการที่จะพัฒนา การเมืองให้เข้มแข็ง การเมืองจะเข้มแข็งได้ก็คือพรรคการเมืองเข้มแข็ง มันเกิดไม่ได้ หรอกครับ ถ้าไม่กำหนดวิธีการเลือกตั้งให้สมเหตุสมผล และให้เป็นสากลผ่านการทดสอบมา ปี ๒๕๔๐ ๒๔ ปีที่แล้ว ก็ยังมีเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ ๕ เลย ระบบของเยอรมันเองก็มีร้อยละ ๕ เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ผมจึงได้เสนอครับท่านประธาน ในร่างแก้ไขของผม มาตรา ๙๑ วรรคแรก ว่าบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๑ ของจำนวน คะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อนั้นได้รับเลือกตั้ง และไม่ให้นำ คะแนนเสียงดังกล่าวมาร่วมคำนวณ ชัดเจนครับ ร้อยละ ๑ ก็คือความคาดหวังที่จะต้อง มี ส.ส. อย่างน้อย ๑ คนขึ้นไป หรือ ๒ คนขึ้นไป เราก็จะตัดพวกที่หวังจะปัดเศษ ก็จะทำให้ การเมืองเข้มแข็งขึ้น มีบางท่านเสนอ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ บางท่านเสนอ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมคิดว่าขาดหายไปในมาตรา ๙๑ ที่กรรมาธิการแก้ ก็แน่ล่ะครับ แรก ๆ กรรมาธิการก็คงอยากจะใส่แบบนี้เหมือนกัน แต่ก็ไปโดนขู่เดี๋ยวจะฟ้อง ศาลรัฐธรรมนูญ ใส่เข้ามาเกินกว่าที่เขายกร่างมาก็เลยไม่ใส่ เมื่อท่านไม่ใส่ก็จะเกิด ปรากฏการณ์เหมือนเดิม แต่น้อยลง เพราะว่าท่านตัดบัญชีรายชื่อลงเหลือแค่ ๑๐๐ คน จาก ๑๕๐ คน เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะตั้งพรรคหวังที่จะเป็นพรรคปัดเศษได้ ส.ส. ๑ คนนั้น ต้องคิดให้ดีนะครับ อาจจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะผมพยากรณ์ว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ ก็จะมีพรรคที่ได้คะแนน ส.ส. ๑ คน จากบัญชีรายชื่ออาจจะ มีสัก ๓-๔ พรรค เพราะเศษมันเป็นเศษจาก ๑๐๐ คน ไม่ใช่เศษจาก ๑๕๐ คน เหมือนครั้งที่แล้ว แล้วไม่ใช่เศษจากการคำนวณแบบจัดสรรปันส่วน ก็จึงกราบเรียนเพียงประเด็นเดียวที่จะฝาก กรรมาธิการว่าสายเกินไปไหมครับที่จะใส่ขั้นต่ำ เพื่อให้เรามีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ล้มลุกคลุกคลานแบบนี้ตลอดไป กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน