สมชาย ฝั่งชลจิตร เสนอการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคเล็กที่ไม่มีโอกาสเข้าสภา และเสนอให้คิดระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนใหม่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญและรัฐประหาร และตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมืองที่กลายเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ในแต่ละจังหวัด ซึ่งไม่รองรับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และเสนอให้ใช้กระบวนการคิดผู้แทนแบบจัดสรรปันส่วน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ยื่น คำแปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในมาตรา ๙๑ ไว้ครับ ในประเด็นเกี่ยวกับการคิด ระบบบัญชีรายชื่อ ตามที่เพื่อนสมาชิกในพรรคก้าวไกลได้นำเสนอต่อสภาแล้ว แต่ส่วนหนึ่ง ผมก็อยากจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายว่า ผมเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะคิดระบบบัญชี รายชื่อแบบสัดส่วน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากำลังมีประเด็นในการที่จะคิดต่างกัน ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือการคิดสัดส่วนแบบคู่ขนาน ซึ่งเราใช้กันมาแล้วในปี ๒๕๔๐ แล้วก็ การคิดสัดส่วนแบบปันส่วน ซึ่งเคยใช้ในหลักการในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาแล้ว นี่คือการต่อสู้กันใน ๒ แนวคิด ว่าวันนี้จะนำเสนอต่อพี่น้องในสภาว่าควรจะตัดสินใจกัน แบบไหน เพื่อให้ระบบการเลือกตั้งเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีลักษณะของอุดมการณ์ ทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกันว่า มันต้องเลือก เพื่อที่จะก้าวไปสู่ข้างหน้า ผมพูดมาในรอบแรกว่าวันเวลาและสถานการณ์ ของปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ เราต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง เราต้องการ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางอำนาจ เพราะว่าเรากำลังสู้กับเผด็จการทหารโดยผ่านกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตย วันนี้เราก็ต้องอาจจะต่อสู้กับเผด็จการแบบเดิม แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐสภาแบบนี้ วันนี้เราจะต้องมาคิดกันในฐานะที่เราผ่านแนวคิด ผ่านการต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราเห็นการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ เราเห็นภาพว่าเรามี พรรคการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น และการเมืองไทยกำลังจะกลายเป็น ๒ พรรค ซึ่งแน่นอนครับ ระบบเลือกตั้งแบบ ๒๕๔๐ นี้ พรรคเล็กพรรคน้อยหรือว่าคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ไม่อยู่ภายใต้ อุปถัมภ์ของกลุ่มการเมืองใหญ่ ๆ ไม่อยู่ภายใต้มุ้งการเมืองของกลุ่มการเมืองใหญ่ ๆ ในแต่ละ จังหวัด โอกาสคนก็จะไม่มี โอกาสของคนยากคนจนคนเล็กคนน้อยที่จะเข้ามาเป็นตัวแทน ของภาคการเมืองในสภาเป็นได้ยาก
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะย้อนกลับไปให้เห็นภาพในปี ๒๕๔๘ ซึ่งจะมี การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สิ่งที่มันเป็นภาพที่ผมจำติดตา ก็คือกลุ่มมุ้ง การเมืองแต่ละจังหวัดที่เป็นบ้านใหญ่บ้านโต ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในพรรคการเมืองเดียว และนี่คือภาพติดตาใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสภาในปี ๒๕๔๘ ทั้ง ๆ ที่เราอยากจะเห็น การเมืองเข้มแข็ง แต่ปากเสียงที่ขึ้นมาในสภาอาจจะมีตัวแทนผลประโยชน์ในทางนโยบาย ออกมาได้ แต่ทำไมมันจึงเกิดการเดินขบวนกันหนักหนาสากรรจ์นักในปี ๒๕๔๘ จนกระทั่ง นำไปสู่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ นี่คือต้องมีข้อบกพร่องในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เป็นกระบวนการของการจัดการเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช่ไหม แล้ววันนั้นเราก็มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งด้วย สุดท้ายมีบางพรรคการเมืองดำเนินการ ในการบอยคอตต์ (Boycott) การเลือกตั้งและนำไปสู่การรัฐประหารปี ๒๕๔๙ จนกระทั่ง มันสืบทอดกระบวนการของการที่เราไม่ค่อยชอบมาในปัจจุบันจนถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๗ นี่คือ การทำให้สะเด็ดน้ำใช่หรือไม่ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ โลกของปี ๒๕๔๐ มันเปลี่ยนแปลง ไปมากแล้ว วันนั้นเราไม่ได้ยินเรื่องของสมาร์ตโฟน (Smartphone) เราไม่ได้ยินเรื่องของ บิตคอยน์ (Bitcoin) เราไม่ได้ยินเรื่องของสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Electronics) อะไรทั้งหลาย แต่วันนี้คนรุ่นใหม่ต้องการจะอยู่ในโลกใหม่ และต้องการกติกาที่มันรองรับ กับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน เราจะเปิดโอกาสให้แก่ กลุ่มทุนใหญ่ ๆ กลุ่มมุ้งใหญ่ ๆ ในแต่ละจังหวัดมีสิทธิเป็นนักการเมืองเข้าสู่สภาอย่างเดียว เท่านั้นหรือครับ กระบวนการคิดผู้แทนแบบจัดสรรปันส่วนที่พรรคก้าวไกลเสนอ คือเป็น ทางออกของอนาคต เป็นการวางรากฐาน ถ้าท่านคิดยังไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่านี่คือ ความคิดใหม่ที่ต้องการจะรองรับอนาคตใหม่ ๆ รากฐานทางสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราจะย้อนกลับไปสู่รากฐานทางการเมืองที่เป็นปัญหาในอดีตหรือไม่ การเมืองคือ โครงสร้างหลักของสังคม มันต้องไปตอบคำถามโครงสร้างที่มันเป็นปัญหาว่าเราจะแก้ปัญหา อนาคตได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่จะต้องคิดแม้ว่าอายุจะมาก เพราะโลกอนาคตมันเป็น โลกของลูก ของหลาน แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราอยากจะให้มันแก้ทั้งฉบับ โดยประชาชน มีส่วนร่วม และผมอยากจะเห็นด้วยกับท่านชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แน่จริง ท่านถอนญัตตินี้ออกจากสภา แล้วไปทำประชามติได้ไหมครับ ขอบคุณครับ