ธีรัจชัย ค้านแก้รัฐธรรมนูญไม่ตอบโจทย์ ชูระบบสัดส่วนผสมเพื่อความเป็นธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔

ธีรัจชัย พันธุมาศ แสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน และวิพากษ์ระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นำไปสู่การกินรวบอำนาจ โดยเสนอให้ใช้ระบบ ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญแทนการแก้ไขโดย ส.ส. พร้อมผลักดันให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่เน้นบัญชีรายชื่อเป็นหลัก เพื่อสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และเสนอระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) พร้อมเกณฑ์ขั้นต่ำ 0.2% เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มหลากหลายทางสังคมมีตัวแทนในสภา พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกติกาการเมืองให้เป็นธรรมและไม่ย้อนกลับสู่วังวนเดิมของระบอบประชาธิปไตย

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ ในสิ่งที่ผมสงวนมีความแตกต่างจากร่างของ คณะกรรมาธิการ ขอเรียนจุดยืนเบื้องต้นก่อนว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ในการแก้ไข ระบบเลือกตั้งตัวกระผมเองไม่เห็นด้วย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือแก้ปัญหาโครงสร้างรัฐธรรมนูญโดยตรง เป็นผลประโยชน์ของพรรคการเมืองบางพรรค ที่ต้องการจะแก้เท่านั้น แต่ขอเรียนเมื่อมีการแก้แล้วเราจำเป็นต้องหาระบบการแก้ไข ให้เป็นประโยชน์และเป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุด เราจึงจำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่อยากจะให้เป็นการตั้งคณะ ส.ส.ร. เป็นการร่างรัฐธรรมนูญต่างหาก ไม่ใช่ ส.ส. มาทำกันเอง เพื่อประโยชน์ของพรรคช่วงชิงตรงนี้กันเอง ผมเรียนเบื้องต้นตรงนี้เป็นที่ เข้าใจกันก่อน ขอเรียนเบื้องต้นอีกอย่างหนึ่ง พรรคก้าวไกลยืนยันที่อยากจะได้ระบบแบบ การเลือกตั้ง ๒ ใบ แบ่งเขต และบัญชีรายชื่อแยกจากกัน ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ใช้บัตรเดียวและคำนวณ ส.ส. พึงมี ขอเรียนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราใช้แยก ๒ ใบ แต่เป็นการแยกคำนวณ ส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ต่างฝ่ายต่างแยกคำนวณ แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็นแค่ของแถม เป็นการสร้างระบบ วินเนอร์เทกออล (Winner Take All) ก็คือระบบผู้ชนะกินรวบ และสร้างปัญหาเกี่ยวกับ การเมืองไทยมาถึงการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ การแก้ไขครั้งนี้ของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอเข้ามา มิได้มีการพัฒนาแก้ปัญหาวินเนอร์เทกออล (Winner Take All) ได้เลย ผู้ชนะกินรวบ แต่ยังใช้ระบบปี ๒๕๔๐ ซึ่งล้าหลังไป ๒๐ กว่าปี ๒๔ ปี เอามาปัดฝุ่นใช้ใหม่ เนื่องจากว่า เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ และหวังว่าระบบการเลือกตั้ง ๒ ขั้ว มีพรรคขนาดใหญ่ ๒ อันนั้นจะเป็นระบบที่ดีที่สุด

ผมเรียนว่าถ้าเป็นประเทศที่พรรคใหญ่เติบโตด้วยระบบอุดมการณ์ ไม่ว่าอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม ๒ ข้าง เดโมแครต (Democrat) ริพับลิกัน (Republican) ตรงนั้นเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่พรรคการเมืองไทยเติบโตด้วยการรวบรวมกลุ่มมุ้งต่าง ๆ ไม่ได้เติบโตด้วยอุดมการณ์ ผลมันจะไม่แตกต่างกัน ร่างที่แตกต่างกันของกระผมในการ แปรญัตติก็คือว่าร่างของกรรมาธิการ คือใช้ระบบใกล้เคียงกับปี ๒๕๔๐ คือแยกคำนวณ ปาร์ตีลิสต์ (Party list) เป็นของแถม ร่างของกระผมที่ขอสงวนนั้นเป็นระบบที่เขาเรียกว่าเมื่อ สักครู่ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็บอกว่าเป็นระบบก้าวไกลหรือระบบสัดส่วนผสม สัดส่วนคำนวณที่ถูกต้องของพรรคการเมืองที่ถูกต้อง ดังนั้นร่างนี้มีแตกต่างคือ ส.ส. เขต แยกตามรายเขตเหมือนกัน แต่ ส.ส. บัญชีรายชื่อเราใช้เป็นหลักในการคำนวณ เพื่อให้ พรรคการเมืองได้สัดส่วนที่เหมาะสม ก็คือเอามาหาร ๕๐๐ คน ได้ ส.ส. พึงมี ได้ ส.ส. เขต เท่าไรเอามาหารออก ถ้าเกินก็ได้เฉพาะที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ นั่นก็จะทำให้เป็น ภาพสะท้อนของความนิยม ความต้องการเจตจำนงของประชาชนที่เลือกพรรคการเมือง พรรคนั้น มันมีผลอย่างไร มันมีผลให้ประชาชนรู้ว่าพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบาย ทำให้ตัวเองไม่ได้ผูกติดอยู่กับตัวบุคคลเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นการวางภาพและมันผลักดัน ให้พรรคการเมืองคิดนโยบายดี ๆ มาแข่งขันกันในการเลือกตั้ง ไม่ใช่มามุ่งแต่เฉพาะบางเขต เอาชนะรายเขต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดไม่ใช่หรือครับ ถ้าเราปล่อยแบบคู่ขนาน มันก็จะยุ่งช่วงชิงเขต แต่ได้ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เป็นของแถม มันไม่เกิดประโยชน์ ต่อการสร้างนโยบายมาแข่งขัน เหมือนกับเราถอยหลังลงคลองไป ๒๔ ปี เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๐ จุดเด่นมี ส.ส. พึงมี ปี ๒๕๔๐ มีจุดเด่น คือเลือก ๒ ใบ และเอา ๒ อย่างนี้มารวมกันแล้วสร้างระบบใหม่ ระบบจัดสรรปันส่วน พรรคการเมืองที่ถูกต้อง ระบบนี้เป็นระบบที่พรรคก้าวไกลเสนอมาหลายเดือนเพื่อทำ ความเข้าใจกับประชาชน ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็จะทำให้พรรคการเมืองไทยนั้นเติบโตด้วย อุดมการณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องมาใช้มุ้งเล็กมุ้งน้อยมาเลี้ยงกันในส่วนนี้ สิ่งเหล่านี้เราต้องการ หลักการที่ถูกต้องอย่างนี้ไม่ใช่หรือ แล้วเป็นการพัฒนาการไม่ถอยหลังลงคลอง เราเดินหน้า มาแล้วถอยหลัง เดินหน้าแล้วถอยหลัง เลือกตั้งแล้วรัฐประหาร สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ในประเทศไทยเป็นเรื่อยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๘๐ กว่าปี ตอนนี้เราเดินหน้า มาแล้ว ปี ๒๕๖๐ แล้ว ไปถอยหลังปี ๒๕๔๐ ทำไม เราเอาข้อดีของปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๔๐ มารวมกันไม่ดีกว่าหรือ นี่คือสิ่งที่อยากให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณา เราพัฒนาการ ขึ้นไปดีไหมครับ

ส่วนที่ ๒ ที่แตกต่างกันของร่างกระผมกับร่างของกรรมาธิการ ก็คือ ร่างกรรมาธิการไม่มีสัดส่วนขั้นต่ำ ของกระผมของพรรคก้าวไกลเสนอว่ามี ส.ส. บัญชีชื่อ ขั้นต่ำก็คือ ๐.๒ ครับ ๐.๒ มาจากการคำนวณโดยเหตุโดยผล โดยเหตุผลก็คือว่าเราคำนวณ จากคะแนนปี ๒๕๖๒ เลือกตั้งคะแนนได้ ๗๐,๐๐๐ คะแนน ถ้าคำนวณ ๐.๒ นั่นหมายว่า ถ้าทั้งประเทศมีคนนิยมพรรคการเมืองนั้น ๆ ได้ ๐.๒ คือ ๗๐,๐๐๐ คน สามารถควรจะมี ตัวแทนเข้ามานั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ คน ๗๐,๐๐๐ คน ถ้าเป็นแม่ค้าหาบเร่แผงลอย เขาจะเสนอสส่งคนเข้ามาทั้งประเทศรวม ๗๐,๐๐๐ คน เอาคนเข้ามานั่ง ถามว่าเขาควรจะมี สิทธิเหล่านี้เข้ามาไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน เป็นผู้พิการทั่วประเทศเขารวมตัวเข้ามาเขามีสิทธิ จะทำได้ไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นแรงงานหรืออาจจะเกินรายคน ผู้ใช้แรงงานไม่มีสิทธิ ไปแข่งในพื้นที่เขตอยู่แล้ว เขาสามารถเสนอตัวคนเข้ามาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นเกษตรกรเขารวมตัวกันแล้วมีตัวแทนในสภาแห่งนี้ได้หรือไม่ คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นสื่อมวลชนผู้สื่อข่าวต่าง ๆ ที่เขาจะรวบรวมความนิยมส่งตัวแทน มาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะบัญชีรายชื่อได้หรือไม่ คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นนักบวช ในศาสนาต่าง ๆ เขาสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้หรือไม่ หรือเป็นผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ เป็นตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงเขา นอกจากความสะท้อนของพื้นที่ ผมเคารพว่าการสะท้อน แบบ ส.ส. เขตพื้นที่เป็นสิ่งที่ดีงามอยู่แล้ว แต่ทำไมเราไม่เอากลุ่มอื่นเข้ามาโดยอาศัยกติกา ที่เป็นธรรมแล้วมอบให้เขามีโอกาสเข้าได้ด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมจึงเสนอระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) คือระบบก้าวไกล คือเลือกคนที่รัก คือบัตร ๒ ใบ เลือกพรรคที่ใช่ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ของพรรคการเมือง ไม่มี ส.ส. ปัดเศษ ให้ท่านได้โปรดพิจารณา ได้โปรดให้ผ่านเพื่ออย่าย้อน ถอยหลัง เดินข้างหน้าแล้วสร้างความเป็นธรรมให้ระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยครับ