ซูการ์โน มะทา อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 83 และมาตรา 91 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผลักดันให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบของเจตนารมณ์พรรคประชาชาติที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2560
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้แก้ไขไว้ในมาตรา ๘๓ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มี การแก้ไข ซึ่งผมก็ขออภิปรายในส่วนนี้เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการด้วย ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายทั้งหมด ผมก็ขอยืนยันเจตนารมณ์และจุดยืนของ พรรคประชาชาติ ก็คือว่าพรรคประชาชาติมีความชัดเจนที่เราต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ และพรรคประชาชาติก็ต้องยอมรับว่า ไม่ยอมรับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นก็มีประชาชนส่วนหนึ่ง จำนวนมากที่เราทราบกันอยู่ว่าไม่รับหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็การบังคับใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตลอด ๓ ปีนั้น ก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิเท่าที่ควร เท่าที่เรา ทราบกันมา ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมจำเป็นจะต้องเกริ่นนำเพื่อทำความเข้าใจ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้พี่น้องประชาชนที่ติดตามชมการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาในวันนี้ ก็กำลังสับสนอยู่ว่าเรากำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าเรามาดูในการแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้มันก็มาจากปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีปัญหามาตั้งแต่ต้นที่เราทราบกันดี ตั้งแต่เรื่องของที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องขออนุญาตที่จะต้องกล่าว แต่ว่าผมจะไม่พูดถึงในรายละเอียด แต่ทั้งหมดนั้นคือตัวปัญหาที่ทำให้พวกเราจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรคการเมือง แม้พรรคประชาชาติจะเป็นพรรคเล็ก แต่เรา ก็ได้ไปร่วมลงชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มันมีปัญหาอุปสรรคที่กำหนดไว้ ในมาตราการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็คือ ๓๗๕ คน และใน การรับหลักการในวาระที่ ๑ นั้น ก็จะต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ให้ความ เห็นชอบผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นที่แก้ไขไป ท่านประธานครับ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ รัฐสภาแห่งนี้ก็ได้มีการพิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เป็นรายมาตรา ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาหลายพรรคการเมือง เสนอร่างเข้ามาแก้ไขให้ทั้งหมด ๑๔ ฉบับ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าในการพิจารณาร่างวันนั้น มันมีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านร่าง ก็คือฉบับของท่านจุรินทร์ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอผ่านการพิจารณาในหลักเกณฑ์ เพราะว่ามันต้องใช้เกณฑ์ในการพิจารณาเห็นชอบ กึ่งหนึ่งของสภา คือ ๓๗๕ เสียง และเสียง ส.ว. อีก ๘๔ เสียง ปัญหาทั้งหมดก็เป็นปัญหาครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเป็นรายมาตราที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาของพรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอนั้นมีหลายร่างที่มีความสมบูรณ์ ที่มีความละเอียด ที่เราไม่ต้องมาถกเถียงกัน ๑ วันเต็ม ๆ เมื่อวานว่าเพราะอะไร ทั้งหมดมาจากกฎเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เขียนไว้ ทำให้การ แก้ปัญหาทั้งหมดมีปัญหา ถามว่าวันนี้ผมเห็นด้วยไหมกับการแก้ไขมาตรา ๘๓ และ มาตรา ๙๑ มันก็ต้องเห็นด้วย เพราะเรารับในหลักการอยู่ใน ๓๗๕ เสียงด้วย แต่ผมรับ ร่างหลักการทั้งหมด ๑๔ ร่าง แต่มันผ่านได้แค่ร่างเดียว วันนี้ผมก็จำเป็นต้องมาอภิปรายในร่าง ของที่ผ่านความเห็นชอบของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านประธานครับ หลายท่านบอกว่า มีความจำเป็นอย่างไรจะต้องมาเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง จาก ส.ส. ที่มีกำหนด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ว่า ๓๕๐ คน แบบแบ่งเขต ๑๕๐ คน แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้านนอก อยู่จังหวัดชายแดนติดกับ ประเทศมาเลเซีย ผมมาผ่านระบบการเลือกตั้งทั้งเป็นเขตใหญ่ เขตเล็ก และบัตร ๒ ใบ และบัตร ๑ ใบผ่านมาหมด แต่ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น กระบวนการการได้มาของ ส.ส. นั้น มันไม่มีความเป็นธรรม ผมถูกตัดคะแนนไป ๓๐,๐๐๐ กว่าเสียง มาคิดสัดส่วนของ บัญชีรายชื่อ แต่พรรคการเมืองบางพรรค ๑๐,๐๐๐ เสียงเท่านั้นก็ได้เป็น ส.ส. ตรงนี้คือ ประเด็นที่มาที่เราจำเป็นต้องบอกว่า วันนี้การเลือกตั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มันเกิดความเป็นธรรม เราไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต้องการเปิดโอกาส ให้พรรคใหญ่ได้เป็นรัฐบาล หรือพรรคเล็กหมดโอกาสที่จะมาสู่การได้รับชัยชนะ ในสนามเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เราอย่าดูถูกพี่น้องประชาชน เราจงเชื่อมั่นว่า พี่น้องประชาชนเดี๋ยวนี้เขาฉลาดแล้ว เขาตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองหรือเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรคการเมืองเขาดูที่บุคคล ดูที่นโยบาย ส่วนนักการเมือง เขาดูอยู่ที่พฤติกรรมของ ส.ส. ฉะนั้นผมเชื่อว่าการเลือกตั้งแบบตามมาตรา ๘๓ ที่บอกว่า จำเป็นที่จะต้องเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๕๐ คน หรือ ๑๕๐ คนนั้น เพื่อเปิดโอกาส ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ นั้นผมเห็นว่าหลายพรรคการเมืองก็ได้ให้ความสำคัญตรงนี้ แต่ในส่วนตัวในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชาติ ผมว่า จะ ๓๕๐ คน หรือ ๔๐๐ คน พรรคประชาชาติรับได้หมด จะ ๑๕๐ คน หรือ ๑๐๐ คน พวกเราก็รับได้หมด เพราะเราเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจนั้นอยู่ที่มือของพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่ที่มือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องชัดเจนในหลักการ ก็อยากฝากผ่านท่านประธาน ถึงกรรมาธิการว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ นั้นเราจะต้องมีวิธีการที่จะทำอย่างไร อย่าให้เกิดปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลังการเลือกตั้งไปแล้ว บัตรจำนวนหนึ่งไม่ถูกนำมาคิดคำนวณในสัดส่วนของพรรคการเมือง หรือบัตรจำนวนหนึ่ง หายไปแล้วกลายเป็นการนับคะแนนแบบบัตรเขย่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากฝากเป็นข้อคิด ให้กับทางกรรมาธิการได้ใส่ในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ประสบความสำเร็จ เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีวิธีการเลือกตั้ง อย่างที่เราเสนอขึ้นตามที่กรรมาธิการได้เสนอมานั้น ผมเชื่อว่าความเป็นเอกภาพของรัฐบาล ความเป็นเสถียรภาพของรัฐบาลจะมีมากกว่ารัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมที่หัวไปทางหนึ่ง หางไปทางหนึ่ง สุดท้ายพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ขอบคุณครับ