ชวน หลีกภัย อธิบายผลการลงคะแนนรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ฉบับแรก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

ชวน หลีกภัย อธิบายผลการลงคะแนนรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ฉบับแรก โดยชี้แจงว่าไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากจำนวนเสียงวุฒิสมาชิกไม่ถึง 84 คน ต่อมา รายงานผลการนับคะแนนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 ถึง 10 พบว่าไม่ผ่านการรับหลักการด้วยเหตุผลเดียวกัน ชวน หลีกภัย สรุปผลการนับคะแนนทั้งหมด 13 ฉบับ พบว่าผ่านรับหลักการเพียงฉบับที่ 13 และเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการจำนวนไม่เกิน ๔๕ คน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายในวาระที่ 2 โดยกำหนดสัดส่วนตามอัตราส่วนสมาชิกของแต่ละสภาและพรรคการเมือง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อาจจะไม่ทันนะครับ ตัวเลขเพิ่งได้มา เดี๋ยวนี้ครับ ขออภัยด้วยครับ ผมจะชี้แจงช้า ๆ นะครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ รับหลักการ ตัวสำคัญที่สุดคือรับหลักการนะครับ ตัวอื่นนั้นเป็นตัวประกอบ เพียงแต่รายงานให้ทราบเท่านั้นเอง ฉบับที่ ๒ รับหลักการ ๓๙๙ คะแนนครับ เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๙๓ คะแนน คะแนนของ วุฒิสมาชิก ๖ คะแนน อันนี้สมาชิกก็ทราบแล้วครับว่า ๓๙๙ แม้ว่าตัวเลขจะเกินกึ่งหนึ่งก็ตาม แต่ว่าจำนวนของวุฒิสมาชิกนั้นไม่ถึง ๘๔ นะครับ รายละเอียดไม่รับหลักการ ๑๓๖ เป็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๘ เป็นของวุฒิสมาชิก ๑๒๘ งดออกเสียง ๑๗๑ เป็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๗๙ เป็นของวุฒิสมาชิก ๙๒ เพราะฉะนั้นฉบับที่ ๒ ก็ไม่ผ่าน รับหลักการนะครับ เพราะว่าเสียงของสมาชิกวุฒิสภาไม่ถึง ๘๔ คือ ๑ ใน ๓ ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๓ ผลการลงคะแนนรับหลักการ ๓๗๖ คะแนน ก็เกินจาก ๓๖๗ เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๔๐ เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๓๖ ดังนั้นก็วินิจฉัยได้เลยนะครับว่าไม่ถึง ๘๔ มีคะแนนไม่รับหลักการ ๘๙ คะแนน มีคะแนน งดออกเสียง ๒๔๑ คะแนน เพราะฉะนั้นฉบับที่ ๓ ก็ไม่ผ่านกระบวนการรับหลักการนะครับ ไม่ได้ผ่านครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๔ ผลการนับคะแนนรับหลักการ ๔๕๕ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๔๐ คะแนน เป็นของวุฒิสมาชิก ๑๕ คะแนน ดังนั้นแม้คะแนนจะเกินกึ่งหนึ่ง คือเกิน ๓๖๗ ก็ตาม แต่ว่าของวุฒิสมาชิกนั้นไม่ถึง ๘๔ มีคะแนนที่ไม่รับหลักการ ซึ่งไม่มีผลนะครับ แต่ว่าเป็นคะแนนที่ควรจะทราบ ไม่รับหลักการ ๑๐๑ คะแนน เป็นคะแนนงดออกเสียง ๑๕๐ คะแนน รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๔ ไม่ผ่าน การรับหลักการ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๕ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๓๒๗ คะแนน เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๒๖ คะแนน เป็นของวุฒิสมาชิก ๑ คะแนน ดังนั้น กฎหมายร่างฉบับที่ ๕ ในขั้นต้นก็ไม่ผ่าน เพราะคะแนนไม่ถึงนะครับ แต่ว่าคะแนน ไม่รับหลักการ ๑๕๐ คะแนน งดออกเสียง ๒๒๙ คะแนน อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบ เพื่อรับทราบ ฉบับที่ ๕ ก็ไม่ผ่านการรับหลักการ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๖ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๕๔ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๑๙ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๓๕ คะแนน เพราะฉะนั้นแม้คะแนนจะเกิน ๓๖๗ คะแนนก็ตาม แต่ว่าของวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๘๔ คะแนน ไม่รับหลักการ ๘๖ คะแนน งดออกเสียง ๑๖๖ คะแนน อันนี้เป็นรายละเอียด ที่สภาจะแจ้งให้ทราบต่อไป แต่ให้รู้ผลว่าฉบับที่ ๖ ก็ไม่ผ่านนะครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๗ ผลการนับคะแนนปรากฏว่า รับหลักการ ๔๗๖ คะแนน เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๒๑ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๕๕ คะแนน ไม่ถึง ๘๔ คะแนน ผลเราก็เข้าใจว่าไม่ผ่านนะครับ ไม่รับหลักการ ๗๘ คะแนน งดออกเสียง ๑๕๒ คะแนน เพราะฉะนั้นฉบับที่ ๗ นี้ก็ไม่ผ่านการรับหลักการครับ เหตุผลเพราะว่าคะแนนของวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑ ใน ๓ คือ ๘๔ คะแนน

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๘ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๖๙ คะแนน เป็น คะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๒๑ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๔๘ คะแนน ไม่รับหลักการ ๗๕ คะแนน งดออกเสียง ๑๖๒ คะแนน ฉบับที่ ๘ นี้แม้คะแนนจะเกินกึ่งหนึ่ง ก็ตาม แต่ว่าเนื่องจากคะแนนจากวุฒิสมาชิกนั้นไม่ถึง ๘๔ คะแนน ดังนั้นก็ไม่ผ่าน การรับหลักการ ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๙ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๑๕ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๐๐ คะแนน เป็นของวุฒิสมาชิก ๑๕ คะแนน ไม่รับหลักการ ๑๐๒ คะแนน งดออกเสียง ๑๘๙ คะแนน แม้จะเกิน ๓๖๗ ก็ตาม แต่ว่าโดยที่ คะแนนของวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑ ใน ๓ คือไม่ถึง ๘๔ ดังนั้นฉบับที่ ๙ ก็ไม่ผ่านการรับหลักการ ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๐ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๓๑ คะแนน เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๙๘ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๓๓ คะแนน ไม่รับหลักการ ๙๗ คะแนน งดออกเสียง ๑๗๘ คะแนน ดังนั้นแม้คะแนนรับหลักการจะเกิน ๓๖๗ คะแนน แต่ว่าโดยที่คะแนนของวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑ ใน ๓ ดังนั้นก็ไม่ผ่าน ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๑ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๖๑ คะแนน เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๔๐ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๒๑ คะแนน ไม่รับหลักการ ๙๖ คะแนน งดออกเสียง ๑๔๙ คะแนน ดังนั้นคะแนนรับหลักการนั้น แม้จะเกิน ๓๖๗ แต่โดยที่คะแนนของวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑ ใน ๓ คือไม่ถึง ๘๔ นะครับ ดังนั้น ฉบับที่ ๑๑ ก็ไม่ผ่านการรับหลักการ ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๒ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๔๕๗ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๐๗ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๕๐ คะแนน ไม่รับหลักการ ๘๒ คะแนน งดออกเสียง ๑๖๗ คะแนน แม้คะแนนจะเกิน ๓๖๗ ก็ตามนะครับ แต่ว่าโดยที่คะแนนของวุฒิสมาชิกนั้นไม่ถึง ๑ ใน ๓ คือไม่ถึง ๘๔ คะแนน ดังนั้นฉบับที่ ๑๒ ก็ไม่ผ่านการรับหลักการ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๓ ผลการนับคะแนน รับหลักการ ๕๕๒ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๔๒ คะแนน เป็นคะแนนของวุฒิสมาชิก ๒๑๐ คะแนน ไม่รับหลักการ ๒๔ คะแนน งดออกเสียง ๑๓๐ คะแนน ดังนั้นฉบับที่ ๑๓ คะแนนเกินกึ่งหนึ่งและได้เสียงจากวุฒิสมาชิกเกิน ๑ ใน ๓ ฉบับที่ ๑๓ จึงผ่าน การรับหลักการ กรรมการตรวจนับคะแนนได้เซ็นชื่อไว้ทั้งหมดนะครับ ก็ขอขอบพระคุณ ผู้ตรวจนับคะแนนนะครับ ก็ทำหน้าที่ที่ยากลำบาก เพราะว่ามันหลายฉบับ ก็ด้วย ความเห็นใจครับ ผลก็ออกมาว่าการนับคะแนนทั้งหมด กฎหมายร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับนี้ก็ผ่านฉบับที่ ๑๓ เพียงฉบับเดียวนะครับ

กระบวนการต่อไปก็คือเมื่อผ่าน ฉบับนี้ก็จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับในเรื่องนี้ นั่นก็คือต้องมีการตั้งกรรมาธิการ ผมก็ขอลำดับว่าในกระบวนการต่อไปนี้ ก็จะพิจารณาในวาระที่ ๒ เมื่อวาระที่ ๑ รับหลักการ ผ่านไป ๑ ฉบับแล้ว ฉบับที่ผ่านมานี้ก็จะต้องดำเนินการในวาระที่ ๒ ตามข้อบังคับ คือที่ประชุมรัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อพิจารณา มีจำนวนไม่เกิน ๔๕ คน ไม่เกินนะครับ จะน้อยกว่านี้ก็ได้ ต้องไม่เกิน ๔๕ คน และ กรรมาธิการต้องตั้งจากผู้ที่เป็นสมาชิกของแต่ละสภาจะต้องมีจำนวนตาม หรือใกล้เคียงกับ อัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา และกรรมาธิการที่ตั้งจากผู้ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากว่าเราได้ลงมติรับหลักการ ๑ ฉบับนะครับ ฉะนั้นฉบับนี้สมาชิกต้องเสนอตั้ง กรรมาธิการเพื่อพิจารณา ขอเชิญท่านสมาชิก ครับ