จเด็จ ชี้ปมแก้รัฐธรรมนูญ ตั้งคำถามตัดอำนาจ ส.ว. ย้ำต้องโปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔

จเด็จ อินสว่าง หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการตัดอำนาจ ส.ว. ที่มีวาระจำกัดและได้รับการเห็นชอบจากประชาชนแล้ว พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และการมีส่วนร่วมของ ส.ส. ในการทบทวนแผนงานและงบประมาณ รวมถึงการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อส่งเสริมการเมืองสุจริต การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการคุ้มครองรัฐธรรมนูญอย่างเข้มแข็ง

นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาด้วยความเคารพอย่างสูง กระผม นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอด ผมคิดว่าประเด็นต่าง ๆ ในญัตติ ๑๓ ร่างของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อนสมาชิก ทั้ง ๒ สภาได้พูดไปหมดแล้ว ผมก็จะมีประเด็นใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ผมอยากจะสรุปให้พี่ป้าน้าอาได้ฟังว่าในสภานี้เขาไม่ได้ทะเลาะกันนะครับ อาจจะมีการกล่าว วาจากระทบกระแทก กระทบกระเทียบเปรียบเปรยอะไรกันบ้างก็ธรรมดาของการเมือง แต่ว่าประเด็นที่พี่ป้าน้าอาควรจะให้ความสนใจก็คือว่าทำไมเราพูดถึงเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญกันบ่อยครั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับที่ ๒๐ ใช้มาตั้งแต่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เกิดสมัยประชุมมาแล้วก็ขอแก้ไขมา ๒ ครั้ง ที่น่าสังเกตก็คือการขอแก้ไขครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ ต่างกันแค่ ๔-๕ เดือนเท่านั้นเอง ก็คือว่ามีสมัยประชุมหนึ่งก็ขอแก้ทีหนึ่ง นี่แก้คราวนี้แล้ว สมัยประชุมหน้าก็อาจจะแก้อีก พี่ป้าน้าอาก็อาจจะหงุดหงิดว่าทำไมมันแก้กันบ่อย ๆ แล้วทำไมแก้ไม่ได้ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เรียนผ่านท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือหลาย ๆ ฉบับ ที่ผ่านมามีลักษณะของการบัญญัติให้แก้ไขยาก รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายทั่ว ๆ ไป ถ้าแก้กัน เป็นรายเดือนได้นี่มันไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็เรียน ให้พี่ป้าน้าอาได้ทราบนะครับว่าจริงอยู่การอ้างความเป็นประชาธิปไตยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญอ้างได้ แต่ว่าเหตุผลของความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นหน้าที่ของ สภาแห่งนี้ที่จะมีมติ เป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนเขาจะวินิจฉัยไปด้วยเอง ในร่างญัตติ ๑๓ ร่างที่ขอแก้ไข เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน หลายท่านได้พูดออกมาแล้วว่าจำแนกได้ถึง ๓ กลุ่ม ก็คือกลุ่มระบบเลือกตั้ง กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ กลุ่มสิทธิและเสรีภาพ กลุ่มระบบ เลือกตั้งก็คือเปลี่ยนจากการใช้บัตรใบเดียวมาเป็นการใช้บัตร ๒ ใบแทนบัตรใบเดียว ซึ่งดูว่า มันมีคะแนนที่เป็นสัดส่วน แล้วคำนวณเปอร์เซ็นต์ยาก วุ่นวายนะครับ สู้เป็นบัตร ๒ ใบดีกว่า ก็เรียนพี่น้องประชาชนว่าบัตร ๒ ใบก็คือใบหนึ่งเลือกพรรค อีกใบหนึ่งเลือกตัวบุคคล เอาง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ แล้ววันนี้เพื่อนสมาชิกก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าจะเลือกแบบไหน ก็เล่าให้ฟังง่าย ๆ ในประการที่ ๓ เรื่องการตัดอำนาจ ส.ว. ตามมาตรา ๒๗๒ ตัดเสียเถอะ เป็นรากเหง้าของเผด็จการ ก็เรียนพี่น้องประชาชนว่าตัดอำนาจ ส.ว. ก็คือตัดอำนาจ ส.ว. ในการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เราก็เถียงว่าจะมาตัดได้อย่างไร เพราะว่าอำนาจนี้มันเป็นอำนาจที่เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ ได้ทำประชามติเป็นคำถามพ่วง พี่น้องประชาชน ๑๕.๘ ล้านเสียงก็บอกว่าเห็นด้วย แล้วก็เรียนท่านว่าระยะที่ใช้อำนาจนี้ มันเป็นเพียง ๕ ปีเท่านั้นเองนะครับ ๕ ปี ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็เหลืออีก ๒ ปี กับ ๑๑ เดือน ไม่ต้องกลัวครับอำนาจนี้ไม่ใช่มีอยู่ยงคงกระพัน อีก ๒ ปีเศษ ๆ ก็ไม่มีแล้ว อำนาจนี้ ชวนให้น่าสงสัยครับว่าทำไมถึงต้องเรียกร้องกันนัก มีอะไรซ่อนอยู่หรือ ท่านกลัว อะไรหรือ ก็ฝากพี่น้องประชาชนไปช่วยคิดด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ บางพรรคก็บอกว่าให้เลิกเสียเถอะ ไม่เห็น มีประโยชน์อะไรเลย บางพรรคก็บอกว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะปรับให้มีการแก้ไขปรับปรุง ได้เสมอ ซึ่งที่จริงโดยกฎหมายนี้มีการปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติทุก ๕ ปีอยู่แล้ว บางพรรค น่าสนใจครับ บอกว่าอย่ากระนั้นเลย ส.ส. มาร่วมกันทำยุทธศาสตร์ชาติด้วยกัน มาร่วมกัน ติดตามเสนอแนะและเร่งรัดแผนปฏิรูปประเทศด้วยกัน ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ พี่น้องประชาชนว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีความจำเป็น มันเหมือนจะปลูกบ้าน จะสร้าง บ้านสร้างเมืองต้องมีแผน มีขั้นมีตอนในการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยตามใจ ไม่ได้แล้วนะครับ ขั้นตอนในการสร้างประเทศสร้างเมืองนั้นต้องมีนะครับ แล้วมันไปผูกพันอยู่กับงบประมาณ แผ่นดินที่ตั้งไว้ด้วย เพราะต้องตั้งไว้ตามแผนงานและยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้น ยุทธศาสตร์ ๖ ด้าน แผนงาน ๑๓ ด้านนั้นต้องมี เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะไม่เข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้น เป็นอย่างไร ส่วนจะให้เห็นชอบไปตามไหน วันนี้เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภาผมเชื่อว่าได้ทำ การบ้านหมดแล้ว ผมก็มีความเห็นอยู่แล้วนะครับ

ในเรื่องของมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ กราบเรียนท่านประธานไปถึงพี่น้อง ประชาชนว่าก็คือในเรื่องของการอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปร่วมในการ แปรญัตติ ไปพิจารณาในการแปรญัตติ ห้ามไม่ให้ไปแปรญัตติในเรื่องงบประมาณ พระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณรายจ่าย ก็มีการเสนอแก้ไขว่าไปแปรได้ ไปยุ่งเกี่ยวได้นะครับ ยกเลิกบทลงโทษทั้ง ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๘๕ ก็อนุญาตให้เข้าไปแทรกแซงในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนความดี ความชอบอะไรในระบบราชการ พวกเราก็มีความรู้สึกแล้วว่ามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ว่าการ แทรกแซงเช่นนี้มันเป็นการล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในแดนของการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ มันสุ่มเสี่ยงของการเข้าไปก้าวก่าย มันไม่น่าจะก่อให้เกิดความเห็นชอบในเรื่องเหล่านี้ได้ เรามี คำตอบหมดแล้ว พี่ป้าน้าอาครับผมเองก็บอกตรง ๆ เลยว่าผมรับไม่ได้เหมือนกับเพื่อน สมาชิกหลายคนที่ได้พูดมา ท่านประธานครับ นั่นคือหลักการต่าง ๆ ที่พวกเราอาจจะลืม เล่าให้พี่ป้าน้าอาฟัง ผมก็ขออนุญาตสรุปไป นอกจากนั้นก็มีเรื่องของการกระจายอำนาจ ให้แก่การปกครองท้องถิ่น ซึ่งที่จริงก็มีสาระสำคัญอยู่ในรัฐธรรมนูญหมดแล้ว ก็ไม่เป็น อะไรครับ

ทีนี้ในประเด็นที่ ๒ ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปถึงพี่ป้าน้าอาว่าเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภาได้กรุณาเสนอความคิดเห็นอะไรที่เป็น ประโยชน์เยอะแยะ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดกัน ขออนุญาตเสนอก็คือเรื่องของการเมืองใหม่ การเมืองใหม่หรือการเมืองที่เป็นเรื่องสุจริต ผู้ใหญ่ระดับสูงเคยสอนผม ผมไม่ขออนุญาต กล่าวอ้างเพราะว่ามันไม่เหมาะไม่ควรว่า คุณจเด็จ เรามาช่วยกันทำการเมืองสุจริตกันดีกว่า การเมืองสุจริตนั่นล่ะครับคือการเมืองใหม่ ผมได้ฟังท่านผมชื่นชม ปลื้มปิติ ผมคิดว่า ใน ๒ สภานี้ ในรัฐสภานี้ช่วยกันทำการเมืองใหม่ได้ การเมืองที่สุจริต การเมืองใหม่คือ การเมืองที่สุจริตนี่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ ๔ อย่างครับท่านประธาน เรียนไป ถึงพี่ป้าน้าอาด้วย

๑. การเมืองใหม่หรือการเมืองสุจริตนั้นต้องไม่มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง ผมไม่ได้ว่าใครทั้งนั้น แต่ท่านประธานครับวันนี้การซื้อสิทธิ ขายเสียง ลุกลามระบาดไปทั่ว ไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว เหมือนกับว่าเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับแล้วว่า การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องชอบธรรม ผมไม่ได้ว่าใครนะครับท่านประธาน พวกเราต้องมา ช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้ ถ้ามันเกิด ถ้ามันมี การเมืองใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ การเมืองที่สุจริต จะเกิดขึ้นไม่ได้ และหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นสิ่งที่ดีงามจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังมีการซื้อสิทธิ ขายเสียง

ประการที่ ๒ พรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง มีวินัย พรรคการเมืองต้องทำตัว เป็นสถาบัน

ประการที่ ๓ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีต้องให้ความสำคัญ ต่อองค์กรชุมชน

และสุดท้ายต้องช่วยกันดูแลพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญของพวกเราไว้ครับ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขหรือไม่แก้ไขก็ตามเมื่อปรากฏเป็นรัฐธรรมนูญแล้วต้องเป็นกฎหมายสูงสุด ไม่ใช่บางมาตราปล่อยให้มีการละเมิด แล้วก็ละเมิดโดยสมาชิกในสภานี้ เช่น ละเมิดมาตรา ๖ ซึ่งเป็นผลให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๔๙ ด้วย อย่างนี้เป็นต้นครับ ๓-๔ ประการนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเมืองใหม่ที่เรียกว่า การเมืองสุจริต ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน