เกียรติ ตั้งคำถามความพร้อมไทยเปิดตลาดซ่อมบินตามพิธีสาร AFAS

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร หารือการเปิดตลาดบริการซ่อมบำรุงอากาศยานภายใต้พิธีสาร AFAS โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของไทยในด้านยุทธศาสตร์ชาติและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดสัญชาติของธุรกิจภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องในการนิยามสัญชาติและการถือหุ้นข้ามชาติ จึงเรียกร้องให้มีความชัดเจนในการกำกับดูแลและทบทวนแนวทางเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศอย่างรอบด้าน

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องของพิธีสาร เพื่ออนุวัติข้อผูกพันที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบอาฟาส (AFAS) หรือความตกลงว่าด้วยการบริการในอาเซียน (ASEAN) อันนี้ก็คงเป็นที่รู้กันอยู่ครับว่า เรามีการต้องเปิดตลาดไปเรื่อย ๆ มีข้อผูกพันไว้ แต่การเปิดตลาดนั้นต้องทำด้วยความเข้าใจ ระมัดระวัง พร้อม แล้วคนของเราเองก็ แข่งขันได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ต้องอยากจะขอคำยืนยันครับ เพราะอันนี้เหมือนพิธีสาร เมื่อสักครู่นี้เลยครับ คนที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ทางกระทรวงคมนาคมฝ่ายเดียว มันมีหลายฝ่าย เกี่ยวข้องมาก ทีนี้ความพร้อมของแต่ละฝ่ายมันเป็นอย่างไร แวะไปดูสาระสักนิดหนึ่ง ในสาระของพิธีสารอันนี้อนุญาตให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นหน่วยซ่อมประเภทที่ ๑ สำหรับบำรุงรักษาอากาศยานที่มีมวลวิ่งขึ้นสูงสุด ตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป สมาชิก ส่วนใหญ่คงไม่ทราบหรอกครับว่ามันคือเครื่องบินประเภทไหนบ้างพอพูดแค่นี้ แล้วมีประเภท ไหนไม่ได้บ้าง เรียนท่านประธาน ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไปนี่ เกือบทุกเครื่องบินที่เรามองเห็นใน ท่าอากาศยานเข้าข่ายหมด มีประเภทเดียวครับ รุ่นเล็ก เอ็มแบรร์ (Embraer) ประเภทเดียว ที่ไม่เข้าข่าย เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ อันนี้คือความตกลงที่จะเปิดประตูให้เขาสามารถมา ถือหุ้นได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้ก็มีประเทศที่ให้สัตยาบันไปแล้ว ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม แต่กติกาของความตกลงอันนี้ก็คือว่า ต้องให้สัตยาบันครบ ๗ ประเทศถึงจะมี ผลบังคับใช้ ก็ต้องสอบถามผู้เสนอว่าประเทศอื่น ๆ เขาไปถึงไหนแล้ว เขาออกกฎหมาย ภายในกันหรือยัง เขาพร้อมที่จะเปิดหรือยัง เพราะท่านต้องเข้าใจ กรอบนี้เป็นกรอบที่ แลกกันไปแลกกันมา ถ้าเราเปิดเร็วเกินไป เขาไม่ยอมเปิด เขากั๊กไว้ก็เป็นปัญหา ถ้าเราเปิด ช้าเกินไปโดยที่ประเทศอื่นเขาเปิด การลงทุนก็จะวิ่งไหลไปที่ประเทศนั้น ๆ ตรงนี้เองเป็น เรื่องของการชิงไหวชิงพริบ การเตรียมความพร้อม การส่งเสริมการลงทุนในการที่จะดึง เข้ามา ถ้าประเทศไทยบอกว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง เครื่องบินขนาดใหญ่ทุกประเภท เพราะอันนี้เกิน ๕,๗๐๐ เกือบทุกประเภทครับ ยุทธศาสตร์ ของท่านคืออะไร เพราะอ่านแค่พิธีสารมันไม่ได้ตอบ ไม่เห็นยุทธศาสตร์เลยว่าประเทศไทยทำ เรื่องเช่นนี้จะได้ประโยชน์อย่างไร เรายังทำพิธีสารในลักษณะที่บอกว่าอันนี้มันเป็นข้อตกลง ร่วมกันมาผูกพันไว้ แล้วเราจะทำ ไม่รู้ละครับว่ามันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไร ใครต้องทำตัวให้พร้อมบ้าง งบประมาณที่จัดสรรลงไปในแต่ละหน่วยงานมันมีพร้อม มีครบไหม แล้วจะพร้อมเมื่อไร ถ้าไม่พร้อมวันนี้แล้วจะพร้อมเมื่อไร ประเทศอื่นเขาไปถึงไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเขียนในเอกสารที่ยื่นเข้าสภา แต่มันเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งในการที่สภาใน ฐานะตัวแทนประชาชนจะสามารถไปรายงานกับประชาชนได้ว่าสิ่งที่เราทำนี้มันจะ เป็นประโยชน์กับเขาอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมคิดว่าต้องสอบถามครับ ท่านช่วย ตอบทีว่ายุทธศาสตร์ของเราในเรื่องนี้คืออะไร ผมอยากเห็น ผมคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพ สูงมากในการที่จะเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงของอากาศยานเกือบทุกประเภท แต่พูด มันไม่พอครับ ยุทธศาสตร์ต้องมี ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือ และงบประมาณก็ต้อง มีลงไป งบประมาณไม่จำเป็นต้องเป็นภาครัฐอย่างเดียว มีหลายกรณีที่ร่วมกับภาคเอกชนได้ เราทำหรือเปล่า ตรงนี้เราชัดไหม ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าท่านสามารถตอบได้ก็จะให้เกิดความ กระจ่างขึ้นในการที่เราจะมีความสบายใจในการที่จะอนุมัติพิธีสารฉบับนี้ อย่างไรผมคิดว่า เราต้องอนุมัติ อันนี้คงไม่เป็นประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญคือจะได้ประโยชน์อย่างไรจาก พิธีสารเหล่านี้สูงสุดกับประเทศไทย ตรงนี้ครับนี่คือคำถาม

อีกประการหนึ่งที่ผมเป็นกังวลเวลาผมอ่านเอกสาร เราบอกเปิดให้ประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) ถือได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับ ในธุรกิจมันเป็นลูกครึ่งลูกค่อนทั้งสิ้น เลย แต่เราพูดเหมือนกับว่าประเทศอินโดนีเซียจะมาถือร้อย ประเทศสิงคโปร์จะมาถือร้อย ประเทศโน้นประเทศนี้มาถือร้อย มันไม่ใช่ มันคือสัญชาติของนิติบุคคล ซึ่งภายใต้ พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ๒๕๔๒ มีคำจำกัดความชัดเจนมาก ทีนี้ปัญหา มันอยู่อย่างนี้ครับท่านประธาน พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี ๒๕๔๒ เราดู ชั้นเดียวแต่ในทางปฏิบัติธุรกิจถือหุ้นไขว้กัน ถือหุ้นหลายชั้น การดูสัญชาติของธุรกิจในอาเซียน (ASEAN) เอง ในกฎหมายของอาเซียน (ASEAN) เอง เกือบทุกประเทศไม่เหมือนกัน ของประเทศไทยดูชั้นเดียว ของประเทศไทยดูสัดส่วนการ ถือหุ้น แต่มีบางประเทศดูสัดส่วนการกำกับดูแล อำนาจในการกำกับดูแลธุรกิจ ที่จะถือว่า เป็นเสียงข้างมากหรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับที่องค์การการค้าโลกเองก็ยอมให้ใช้ คอนโทรลลิง อินเทอเรสต์ (Controlling interest) คือการดูอำนาจในการควบคุม เป็นการที่ จะประเมินหรือตัดสินว่าบริษัทนี้มีสัญชาติเป็นอะไร แต่ของเราดูชั้นเดียว ตรงนี้เราจะ ปรับปรุงอะไรไหมครับ เราจะไปเปลี่ยนวิธีการในการที่จะกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบ ธุรกิจของคนต่างด้าวไหมครับ อีกเรื่องหนึ่งก็บอกว่าเราดูชั้นเดียว แต่ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดูหลายชั้นครับ ดูตั้งแต่พ่อลงมาลูก ลูกมาหลาน หลานมาเหลน แล้วดูความเชื่อมโยง ดูอำนาจในการจัดการ มีหลายประเทศที่เขาใช้กฎหมายลักษณะนั้น ของเรายังเป็นพื้น ๆ อยู่ ทีนี้พอดูชั้นเดียวถามว่าได้เปรียบ เสียเปรียบ มี ได้เปรียบเสียเปรียบต่างกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมต้องการความกระจ่างสักนิดหนึ่งครับว่าวิธีคิดของเราคืออะไร แล้วบริษัทในอาเซียน (ASEAN) จริง ๆ เป็นบริษัทในอาเซียน (ASEAN) จริงหรือเปล่า ความชำนาญในเรื่องนี้คือ ผู้ผลิตเครื่องยนต์ ผู้ผลิตเครื่องบินทั้งสิ้นเลย ซึ่งมีสัญชาติยุโรป ถ้าเป็นแอร์บัส (Airbus) ก็เป็น ยุโรป ถ้าเป็นโบอิง (Boeing) ก็เป็นสหรัฐ แล้วบริษัทเหล่านั้นที่เป็นสัญชาติสหรัฐกับสหภาพ ยุโรปพอมาถือหุ้นในอาเซียน (ASEAN) ถือเป็นสัญชาติอาเซียน (ASEAN) อย่างไร แล้วจะมา โยงกับพิธีสารอันนี้อย่างไร ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่ง เพราะในทางปฏิบัติมันไม่ได้เป็น อย่างที่ท่านเขียนไว้ในเอกสารที่ยื่นเข้าสภาครับ ก็ขอความกรุณา

ในเรื่องของการถือหุ้นหลายชั้นต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ไม่ใช่เรื่อง ใหม่ของประเทศไทย สรรพากรเก่งมากครับ เวลาจะดูเรื่องเก็บภาษี เขาดูทุกชั้นเลยครับ แต่เวลาดูสัญชาติกลับไปดูชั้นเดียว ฉะนั้นตรงนี้เรามีวิธีคิดอย่างไรและจะปกป้องผลประโยชน์ ของประเทศไทยให้สูงที่สุดได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ