ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือถึงความจำเป็นในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นย้ำความล้มเหลวของกฎหมายเดิมจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้งจนขาดความต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้จัดทำกฎหมายฉบับใหม่ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง เน้นธรรมาภิบาล การกระจายอำนาจ การยกระดับครู และการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างพลเมืองรุ่นใหม่และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติที่แล้วเสร็จในรุ่นนี้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และวันนี้ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนกับ ท่านประธานว่าผมจะพูดในนามรองประธานสมาพันธ์ในการขับเคลื่อนการแก้ไข พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอีกด้วย เพราะมีเพื่อนครูที่เป็นเครือข่าวทั่วประเทศรับฟัง ความคิดเห็นนี้อยู่ ท่านประธานที่เคารพ มีคำกล่าวว่าปัญหาของเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เป็นปัญหา ของครอบครัวหนึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาของโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของประเทศและเป็น ปัญหาของโลกครับ เพราะนั้นวันนี้รัฐสภาของเราต้องร่วมใจกันที่จะต้องให้ความสำคัญกับ การเสนอรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งพวกผมได้มีการเสนอ กฎหมายนี้ทั้งในนามของภาคประชาชน ทั้งในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และในท้ายที่สุด ก็ได้ยอมรับด้วยกันว่า เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งเสนอได้แต่คณะรัฐมนตรี แต่ว่าพวกกระผมก็ได้ไปดำเนินการ ขับเคลื่อนในการยื่นหนังสือกับประธานรัฐสภา ยื่นร่างฉบับประชาชนต่อประธานรัฐสภา และได้ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนวันนี้ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็ได้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภาในโอกาสสุดท้าย ของสมัยประชุมนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าในเรื่อง การศึกษานั้นพรรคประชาธิปัตย์ของผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่เราจะต้องพัฒนา ในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการประเทศ ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แล้วเราอย่าหวังเลยว่าเราจะสามารถ พัฒนาได้ ผมยอมรับความเป็นจริงว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ สมัยที่ท่านชวน หลีกภัย ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้วางหลักสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักที่มีผลถึงวันนี้ คือหลักของการกระจายโอกาสทางการศึกษา วันนั้นเราจะได้ เห็นอนุบาลชนบท เราจะได้เห็นเด็กกินนล ดื่มนม เราจะได้เห็นการขยายชั้นเรียนชั้น ป. ๖ จนถึง ม. ๑ ม. ๓ ในชนบทและขยายมหาวิทยาลัยไปสู่ภูมิภาค และต่อมาเมื่อท่านเป็น นายกรัฐมนตรีในครั้งที่ ๒ ท่านก็ได้ดำเนินการในการออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาที่เรียกว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ โดยมีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ และผมคนหนึ่งที่ได้ทำกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและ กฎหมายอื่นๆ อีก ๖ ฉบับ ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นกระบวนการในการ พัฒนาทางการศึกษาที่เกิดขึ้นนะครับ ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปว่าทำไมวันนี้เราจึงจำเป็น ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญมีอยู่ ๓ ประการครับท่านประธาน
ประการแรกก็คือว่าการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้น ซึ่งเพื่อนในสภานี้ได้อภิปรายหลายท่านว่าเป็นกฎหมายที่ดีและสมบูรณ์ ฉบับหนึ่ง เป็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา สอดรับกับยุคนั้นในการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๑ และในช่วง ๑๐ ปีต่อมาผมไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ให้เด็กได้เรียนฟรี ๑๕ ปีตามนโยบายของพรรค ประชาธิปัตย์ ให้เด็กได้เรียนฟรี ๑๕ ปี ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ให้เด็กได้เรียน โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อต่อยอดให้กับมันสมองของประเทศในการแข่งขัน ท่านประธานครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่าผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่สามารถขับเคลื่อนกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ให้ประสบความสำเร็จ เห็นได้ชัด จากตัวเลขก็คือว่าในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปี เราเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง ๑๗ คน บางคนพี่น้องประชาชน เยาวชนยังจำชื่อไม่ได้เลยนะครับ หรือถ้าจำชื่อได้ก็จำชื่อได้ ในทางลบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าเชนจ์เอเยนต์ (Change Agent) ที่เรา ต้องการจะให้ขับเคลื่อนนั้นไม่ต่อเนื่อง นี่เป็นหลักแรก
ประการ ๒ ก็คือว่าเนื่องจากว่ามีกระบวนการของรัฐบาลนี้ที่มาจาก คสช. ก็ต้องการที่จะให้มีการปฏิรูปประเทศซึ่งอ้างหลักใหญ่ ๆ สำคัญคือปฏิรูปประเทศด้านตำรวจ ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา วันนี้จึงมีที่มาของแผนปฏิรูปประเทศและนำมาสู่สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลต้องยอมรับข้อเสนอของภาคประชาชนที่ไปขับเคลื่อนแล้วก็นำกฎหมายนี้เข้า มาสู่รัฐสภา ทีนี้เมื่อมีความสำคัญดังนี้ ท่านประธานครับ ถามว่าพี่น้องประชาชนคาดหวัง อะไร วันนี้ที่พูดกันทั้งสภานี้เราคาดหวังอะไรครับ เราคาดหวังสิ่งที่ผมเคยพูดในสภานี้ไปแล้ว ตอนร่างปฏิรูปโครงสร้าง ๑. ก็คือว่าเราคาดหวังที่จะเห็นว่าเด็กได้ประโยชน์อะไรครับ ที่พูดกัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง แต่ควรจะเป็น ประโยชน์ของลูกหลานของเราว่าเขาจะต้องมีความคาดหวังในตัวเอง ไม่ต้องออกมาเรียกร้อง เขามีความคาดหวังอนาคตเขาควรจะเป็นอย่างไร เขาควรจะได้รับการศึกษาที่ดี ควรได้รับ อากาศที่บริสุทธิ์ ควรที่จะได้มีสนามกีฬา ควรที่จะได้มีงานการทำต่อไปในอนาคตหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระบวนการศึกษาทั้งหมดซึ่งผมเรียกว่าเป็นคุณภาพทางการศึกษาของ เด็กครับ นี่คือโลกยุคใหม่ที่จะต้องตอบโจทย์ตั้งแต่เด็กท้องก่อนวัยเรียน จนไปถึงเด็กไม่มีที่อยู่ อาศัย จนถึงเด็กชายขอบต่าง ๆ และจนมาถึงเด็กที่มีความเป็นเลิศในตัวเมืองที่เราจะต้อง ส่งเสริมการแข่งขันของเขาให้เขาสามารถที่จะไปต่อสู้ในระดับโลกได้ ทั้งเป็นตัวเลข เชิงปริมาณ เช่น การแข่งขันโอลิมปิก (Olympic) ทั้งในเชิงตัวเลขของคุณภาพที่เขาต้องเป็น พลเมืองที่มีคุณภาพ ต่อยอด รองรับเป็นรุ่นต่อไปจากเรา
ประการที่ ๓ คือขวัญและกำลังใจครู เขาได้พูดกันชัดเจนครับทั้งผลการวิจัย และยูเนสโก (UNESCO) บอกว่าถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปครูให้สำเร็จเราไม่มีทางที่จะปฏิรูป การศึกษาให้สำเร็จ ผมไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียดนะครับ
ประการที่ ๔ คือในเรื่องของการบริหารจัดการที่เรียกว่าธรรมาภิบาลและ การกระจายอำนาจ กระทรวงศึกษาธิการย้ำอีกครั้งหนึ่งครับต้องเป็นกระทรวงคุณธรรม ต้องเป็นกระทรวงแบบอย่างที่เป็นธรรมาภิบาลที่ท่านประธานได้กรุณาอภิปรายให้กับ นักศึกษา วปร. ทุกรุ่น วันนี้ผมมาเรียกร้องในสภานี้อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะต้องจัดการศึกษาให้มี ธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ประการที่ ๕ คือเรื่องการระดมทรัพยากรและเทคโนโลยีทางการศึกษาซึ่งโลก ยุคใหม่นี้เราต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) เราต้องมีดิจิทัล (Digital) ที่จะเข้ามา ดำเนินการในเรื่องของการจัดการศึกษา แต่ว่ายังมีจุดอ่อนในพระราชบัญญัติที่เสนอร่าง เข้ามา แม้แต่เรื่องกองทุนเฉลิมพระเกียรติที่เราเรียกว่า กองทุนครูแห่งแผ่นดิน วันนี้เราก็ยัง ไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ซึ่งพวกผมจะต้องไปดูแลในเรื่องนี้และช่วยร่วมมือกันขับเคลื่อน ต่อไปเพื่อยกย่องครูของเรานะครับ
และประการสุดท้าย ผมคิดว่าเราจะต้องทำพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อตอบ โจทย์ในเรื่องของการจัดการศึกษาในโลกยุคอนาคตอย่างแท้จริง พระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับนี้จะต้องเป็นการศึกษาที่มองไปสู่ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าวันนี้เราคิดย้อนหลังและผูกติด พวกผมร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ แต่พวกผมไม่ผูกติดครับ ผมยอมรับ การเปลี่ยนแปลงถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมอยากเสนอแนะต่อ คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ควรจะต้องแตกต่างไปกว่าการจัดทำ กฎหมายฉบับอื่น ผมอยากกราบเรียนว่าเราเคยจัดทำรัฐธรรมนูญ เรามีกระบวนการในการ ดำเนินการของคณะกรรมาธิการที่เรียกว่ารับฟังจากทุกภาคส่วน นี่เป็นธรรมนูญทาง การศึกษา เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของผมก็คือว่ากรรมาธิการเมื่อมีการจัดตั้งเสร็จแล้ว จะต้องดำเนินการในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอีกครั้งหนึ่ง เหมือนข้อเรียกร้อง ของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ครับ อย่าให้เป็นความคิดของแต่เพียงมาจากส่วนราชการหรือ คณะกรรมการอิสระในเรื่องทางด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับที่เราจะทำกฎหมาย เพื่ออนาคตของประเทศชาติ บ้านเมืองของเรา ประการที่ ๒ ผมอยากเห็นการออกแบบโครงสร้างที่เรียกว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ให้พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมว่าในอนาคตนั้นการศึกษาของประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร อย่าเอาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องการเมือง อย่าเอาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว วันนี้ต้องเอาเรื่องการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริงครับ และประการสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนและเสนอแนะท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าเราจะต้อง ดำเนินการทำกฎหมายฉบับนี้อย่างรอบด้านจริง ๆ และต้องทำกฎหมายประกอบอีก ๒๑ ฉบับเพื่อให้เห็นเคล้าโครงว่าเราสามารถที่จะขับเคลื่อนต่อไป ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนออกมาพูด ว่าถึงเวลาที่จะต้องให้จบในยุคเราครับ วันนี้สำหรับการศึกษาผมก็อยากเรียกร้องท่าน รัฐมนตรี ทั้งส่วนราชการและเพื่อนในสมาชิกรัฐสภานี้ว่าเราจะต้องทำพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้จบในรุ่นเรา ผมจะดูและข้อสังเกตการลงมติในวันนี้ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงยิ่งครับ ขอบพระคุณมากครับ