ประสงค์ ชี้งบศึกษาปีละ 3.6 แสนล้าน แต่เด็กได้แค่ 6,576 บาท

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

ประสงค์ บูรณพงศ์ หารือปัญหาการศึกษาที่ล้าหลังแม้มีงบประมาณสูง ชี้เงินอุดหนุนไม่ถึงเด็กโดยตรง พร้อมเสนอให้ปรับระบบบริหารงบประมาณให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลและใช้เกณฑ์วัดผลตามมาตรฐานนานาชาติอย่าง PISA เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้ทัดเทียมสากล

นายประสงค์ บูรณพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ในวันนี้ในเรื่องของกฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการศึกษานี้ ความจริงบ้านเราก็ร่างมาหลาย ๆ ฉบับแล้ว แต่มันก็แก้ ไม่ได้สักที ทำให้การศึกษาของเราล้าหลังมากทีเดียว การประชุมที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยการศึกษาหลังมาก สิงคโปร์เป็นที่หนึ่ง ทั่วโลก สแกนดิเนเวียแล้วก็สิงคโปร์ ของเราล้าหลังที่สุดครับ ที่ล้าหลังนี้ผมคิดว่าคงเกี่ยวกับการบริหารจัดการเสียมากกว่า งบประมาณเราก็สูงนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายแพทย์กิตติศักดิ์ท่านได้กล่าวว่า งบประมาณของเราเป็นที่ ๒ ของโลกเลย สูงมากทีเดียว แต่ทำไมล่ะครับ มันถึงไม่ได้ผล เสียที กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าอุดมการณ์และความคิดนี้มันผิดไป สำหรับ ที่เราจะแก้ไขปัญหาถ้าจะให้เด็กของเรามีความฉลาดเฉลียวเท่ากับทั่วโลกเขานี้ผมว่าหัวใจ ต้องอยู่ที่เด็กครับ ไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ไม่ได้อยู่ที่นั่งในห้องเรียน อยู่ที่เด็กครับ กระผม ขอกราบเรียนว่าจะนำของจริงมากล่าวให้ท่านประธานได้ทราบ งบประมาณของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๖๓ เป็นจำนวนเงิน ๓๖๘,๖๖๐.๓๔๔ แสนล้านบาท เราจะมีจำนวนนักเรียนในปี ๒๕๖๒ ๑๐,๙๘๐,๐๐๐ คน เป็นข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน เฉลี่ยอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ถ้าเราเอางบประมาณ ๓๖๘,๖๖๐ ล้านบาทนี้มาหารด้วย ๑,๐๙๘.๒๐๑ นักเรียนเขาจะได้ ๓๓,๕๗๘ บาทต่อปี เท่าที่ผ่านมาท่านประธาน เงินอุดหนุนของกระทรวงนี้ ทำอย่างไร ค่าจัดการเรียนการสอนรายหัว ๓,๙๗๘ บาท ค่าหนังสือเรียน ๑,๐๓๓ บาท อุปกรณ์การเรียน ๓๘๖ บาท ค่าเครื่องแบบเรียน ๕๐๒ บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนรวม ๗๓๘ บาท รวม ๖,๕๗๖ บาท เฉลี่ยนะครับ คือหมายความว่าเด็กนักเรียนตั้งแต่ อนุบาลถึงอาชีวะนะครับ ไม่ได้พูดถึงอุดมศึกษา ตัวเลขที่ขาดหายไปแค่ไหนครับ เราเอา ๓๓,๕๗๘ บาทต่อหัว ลบ ๖,๕๗๖.๒๑ บาท จะเหลือ ๒๖,๙๙๔ บาท ตีเสียว่า ๒๗,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าอย่างไร เด็กนักเรียนของเราควรจะได้ปีละ ๒๗,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี เงินไปไหน ไม่ได้มีใครโกงครับ แต่มันมาอยู่ข้างบน อยู่ที่ผู้บริหาร มันไม่ได้อยู่ที่เด็ก ท่านประธานที่เคารพ แล้วเราทำอย่างไร เงินต้องไปสู่เด็กสิครับ เราต้องให้อุดมการณ์ว่า หัวใจอยู่ที่เด็กเหล่านี้ เงินต้องไปอยู่ที่เด็กครับ สมมุติว่าบ้านผมมีโรงเรียนหนึ่ง ๕,๐๐๐ คน คนละ ๒๗,๐๐๐ บาท โรงเรียนนี้จะต้องได้เงินไป ๒๘๕ ล้านบาท ก็ไปบริหารสิครับ บริหารอย่างไร ให้เป็นนิติบุคคลหรือผ่านทางจังหวัด แต่ว่าเป็นกฎหมายที่รัดกุมนะครับ โกงไม่ได้ โกงเอาเรื่องกันรุนแรงเลยครับ ทำงานกันเต็มที่ทุกแห่งทั่วประเทศได้เงินอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ เงินเหล่านี้ให้เด็กหัวละ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือนก็ได้ เอาไปซื้อเลยอาหาร การกิน ไปซื้อหนังสือหนังหา ไม่ต้องไปให้คุรุสภาซื้อ ไม่ต้องให้ใครมาซื้อเสื้อผ้า ไม่ต้องให้ใคร เขามาซื้อนม ซื้อเองได้ ทำเองได้ ช่วยเหลือพ่อแม่เด็กเลย เงินมากมายไปทำอะไรอีก ผู้บริหาร โรงเรียนตั้งไว้เลยครับ ตั้งโรงเรียนเป็นนิติบุคคล ผ่านโดยตรงผู้บริหารโรงเรียนนี้ ประธาน เดิมเป็นข้าราชการจะ ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้อำนวยการให้ไว้เลยครับ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ๑๒๐,๐๐๐ บาทบริหารไปเลย ให้ทุนเต็มที่ ท่านจะไปดูงานที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่สแกนดิเนเวีย ที่สิงคโปร์ไปดูเลย ทำให้ได้ตามแนวนโยบายของกระทรวง วางแผนไปว่าเด็กจะต้องรู้ แก้ไข ปัญหาเป็น ต้องฉลาดปราดเปรื่อง ทำงานได้ ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ละครับเป็นเรื่องซึ่งทำได้ แล้วเราวัดอย่างไร ครูบาอาจารย์ไปสอนได้ตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ บาทแล้ว วัดอย่างไร เราวัดด้วย เขาเรียกว่าพิซา (PISA) ระบบการวัด ไม่ใช่โอเนต (O-NET) หรือเอเนต (A-NET) พิซา (PISA) ที่เมืองดาวอส พิซา (PISA) คือโปรแกรม ฟอร์ อินเตอร์เนชันนัล สทิวเดนต์ แอสเซสเมนต์ (Programme for International Student Assessment) พิซา (PISA) วัดอย่างไร เขาจะวัด เด็กอายุ ๑๕ ปี ทุก ๓ ปีก็มีการสอบวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คำนวณ ต้องอยู่ใน ๑๐๐ โรงเรียน ทั่วโลก ๑๐๐ โรงเรียน บ้านเราเท่าที่วัดมานี้ ๑๐ กว่าปีแล้วไม่เคยเข้าเลย นะครับ ทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่เข้าใน ๑๐๐ โรงเรียน โรงเรียนที่ครูสอน ๓ ปีวัดผลไม่ได้ ครูใหญ่ หรือผู้อำนวยการโรงเรียนที่จ้างถึง ๑๒๐,๐๐๐ บาทก็ต้องไป ไม่ต้องอยู่ ไปรับเงินเดือน ๖๐,๐๐๐ บาทเท่าเดิม ผมคิดว่าถ้าแบบนี้ครูบาอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศ ดอกเตอร์ทั้งหลายที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องลงไปโรงเรียนทั้งหลายครับ เพราะเดิมที มันไม่อย่างนั้นนะครับ ผมเปรียบเทียบโรงเรียนบ้านผม โรงเรียนอนุบาลครูใหญ่เก่งมาก เก่งมากครับ ส่งไปเรียนอเมริกาได้ทฤษฎีมาแต่กลับมาทำอะไรไม่ได้ต้องมานั่งที่กระทรวง ไม่ได้สอนที่โรงเรียน ต่อไปคนเหล่านี้จะต้องไป ก็มีเครื่องวัดผลที่ดีแล้วผมถือว่าแบบนี้ละครับ เราจะพัฒนาได้ คือเอาหัวใจอยู่ที่เด็ก ไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ไม่ได้อยู่ที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักคิดแต่ในห้องเรียนนะครับ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเหมือนเป็นความฝันที่ทำไม่ง่ายนัก เพราะมีปัญหามากมาย แต่อย่าลืมนะครับว่าความฝันที่แท้จริงนี้มันเป็นความฝันที่ จินตนาการคือพลังงานที่ยิ่งใหญ่ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะเรื่องอัศจรรย์หลาย ๆ อย่างเกิดจากไอเดีย (Idea) เพ้อฝันเล็ก ๆ ที่คนรอบข้างพร่ำบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นี่คืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนในข้อสรุปว่า แก้ได้ถ้าเอาหัวใจอยู่ที่เด็ก แก้ได้ถ้าเอางบประมาณให้เขา แก้ได้ผู้ใช้งบประมาณจะต้องได้รับ งบประมาณอย่างเต็มที่ ไม่ไปอยู่ที่ตรงกลาง จะใช้อย่างไร เฉพาะที่เห็นงบประมาณมันอยู่ ตรงกลางนี่ล่ะ อยู่ข้างบนนี่ล่ะมันถึงมีปัญหามากมาย ท่านประธานคงไม่ทราบว่ากระทรวงนี้ ถ้ามีเงินมากจะมีการฉ้อฉลมาก มีคอร์รัปชันมาก ผมกราบเรียนสุดท้ายว่าจะแก้ได้ต้องเอา หัวใจอยู่ที่เด็กครับ เงินงบประมาณอยู่ที่เขา ขอบพระคุณอย่างสูงครับท่านประธาน