ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง โดยชี้ว่าร่างดังกล่าวส่งเสริมความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน ละเลยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของรัฐ และไม่คุ้มครองสิทธิของนักเรียน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงลดบทบาทของรัฐและผู้ปกครองในการสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งอาจทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ พร้อมวิพากษ์เนื้อหาร่างกฎหมายที่กำหนดคุณลักษณะเด็กและครูอย่างแคบและไม่เป็นธรรม ส่งผลเสียต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ และเรียกร้องให้ยึดหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคตามแนวทางการศึกษาของฟินแลนด์ พร้อมประกาศคัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างชัดเจน
เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้มีขึ้นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งผมมีความคิดเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีปัญหาอย่างมาก และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการนำไปใช้ ทำไมผมจึงกล่าวว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีปัญหา ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นได้ฟังบางประการนะครับ
ประการแรก คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มขึ้น อย่างที่เราทราบกันว่าทุกวันนี้การศึกษาของไทยมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก โรงเรียนรัฐ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นโรงเรียนที่คุณภาพไม่ดี ในขณะที่โรงเรียนเอกชนถูกมองว่ามีคุณภาพ ดีกว่า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วทุกโรงเรียนนั้นควรจะมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน และแทนที่รัฐบาล จะยกระดับให้โรงเรียนมีคุณภาพมีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน แต่การออกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กลับยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้นไปอีก โดยเอื้อให้โรงเรียนเอกชนมีคุณภาพและ เข้มแข็งเหนือกว่าโรงเรียนรัฐ ในทางกลับกันการศึกษาในโรงเรียนรัฐกลับไม่ได้มีมาตราใดเลย ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพอย่างจริงจัง ทำไมเราจึงไม่มุ่งพัฒนาโรงเรียนรัฐให้มีคุณภาพ แล้วไปเพิ่ม การประกันสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่กลับไปให้สิทธิและ เสรีภาพในการจัดการศึกษาโดยภาคเอกชนมากขึ้น ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เหมือนจะจงใจ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มขึ้นไปอีกใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ปัญหาต่อไปคือสิทธิทางกา รศึกษำของผู้ เรี ย น นั้ น ขาดหายไป ท่านประธานครับ เดิม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ในมาตรา ๗ จะเห็นได้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์อย่างมาก แต่ร่างใหม่ฉบับนี้ไม่มีข้อความดังกล่าวเลย แสดงถึงทัศนคติ ของภาครัฐที่ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้เป็นความมุ่งหมายสำคัญของการศึกษา ตามปฏิญญาสากล ข้อ ๒๖ และทัศนคติที่ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิของนักเรียน ในหลายประการ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของคนด้อยโอกาส ซึ่งเดิมใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ กำหนดไว้ว่า รัฐจะต้องจัดให้กลุ่มบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลได้เข้าถึงการศึกษาโดยจะต้องจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ร่างที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔ (๘) มีเพียงแค่ รัฐต้องจัดให้คนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่คณะกรรมการกำหนดได้เรียนอย่างเหมาะสม แล้วคำถามคือใครบ้างจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จะมีเด็กที่ตกหล่นไปอีกจำนวนมากเท่าไร มากกว่านั้นคือหน้าที่ในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก็ได้หายไปจาก ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ และที่สำคัญครับท่านประธาน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ พ่อแม่ ผู้ปกครอง มีหน้าที่ที่จะต้องส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษา จนจบ ม. ๖ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับตัดหน้าที่นี้ออกไป อีกทั้งยังได้ตัดหน้าที่ของรัฐบาล ในการให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรา ๑๓ ออกไป อีกด้วย อย่างนี้แสดงว่ารัฐต้องการจะลดภาระตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะต้องมีเด็กหลุดออกจาก ระบบการศึกษาอีกจำนวนมากเท่าไร
ท่านประธานครับ ปัญหาประการที่ ๓ ก็คือพัฒนาการของเด็กถูกปิดกั้น ภายใต้กรอบความคิดที่คับแคบเกินไป ในมาตรา ๘ กำหนดว่าเด็กแต่ละช่วงวัยจะต้องถูก ฝึกฝนจนมีคุณลักษณะอย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กในช่วงวัยอายุ ๖-๑๒ ปีจะต้องภูมิใจและ ตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึมซับ ในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รับรู้ถึงความงามของธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการ กำหนดให้เด็กในช่วงวัยนั้นวัยนี้จะต้องบรรลุสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการตีกรอบให้กับเด็กที่แคบ จนเกินไป เพิ่มความเครียดให้กับเด็ก ไม่ยืดหยุ่นต่อการพัฒนาการของมนุษย์ที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่าผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขาดความเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ ในแต่ละช่วงวัย และการกำหนดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการปลูกฝังลัทธิชาตินิยม ไม่เปิดโอกาส ให้เด็กเรียนรู้ชื่นชอบในสิ่งตามที่เด็กนั้นสมัครใจ ท่านประธานครับ นอกจากพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อนักเรียนแล้วก็ยังเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบจากผู้มี อำนาจและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อครูได้ โดยในมาตรา ๓๒ ระบุว่าครูมีหน้าที่เอื้ออำนวย เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ซึ่งส่งผลต่อการวัดประสิทธิภาพของครู แต่คุณลักษณะหลายอย่างที่กำหนดในมาตรา ๘ ไม่มีตัวชี้วัดที่แน่ชัดและเหมาะสม อย่างเช่น เด็กจะต้องตระหนักในความสำคัญของชาติ ผมขอถามท่านประธานว่าท่านประธานจะวัด อย่างไรว่าเด็กคนนี้มีความรักชาติ และนอกจากมาตรา ๘ แล้ว มาตรา ๓๔ ก็ได้มีการกำหนด คุณลักษณะทั่วไปของครูไว้อย่างคลุมเครือ การกำหนดไว้แบบนี้ส่งผลให้เกิดการใช้ดุลยพินิจ และเลือกปฏิบัติ ซึ่งคุณลักษณะแบบนี้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลปฏิบัติงานและ การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครู ส่งผลต่อการเลื่อนขั้นวิทยฐานะ และเงินเดือน ของครู และการประเมินผลครูตามลักษณะแบบนี้ไม่มีทางทำให้ครูที่มุ่งสอนเพื่อเด็กได้รับ ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ท่านประธานครับ ตามที่ได้กล่าวมานี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเพียง ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้น และเมื่อหากไปเปรียบเทียบกับประเทศที่มี ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกตลอด ๒๐ ปีอย่างประเทศฟินแลนด์ ซึ่งหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษาของประเทศฟินแลนด์คือเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์จึงได้มีการให้เด็กนั้นได้เรียนฟรีแบบฟรีจริง ๆ จนจบปริญญาเอก การเรียน การสอนที่เน้นให้เด็กนั้นเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหามากกว่าการท่องจำ และเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงแผนการศึกษา ส่งผลดีต่อคุณภาพ การศึกษาและเกิดผลสัมฤทธิ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชากรทุกคนในประเทศ ฟินแลนด์นั้นอ่านหนังสือออก แล้วผลการสอบพิซา (PISA) ของประเทศฟินแลนด์ในวิชา ที่อ่อนที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังอยู่ในดันดับที่ ๑๑ ในขณะที่ประเทศไทยวิชาที่ดีที่สุด คือวิชาคณิตศาสตร์ แต่ยังได้แค่อันดับที่ ๕๕ จาก ๗๙ ประเทศเท่านั้น ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ช่วยให้ระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า มีแต่จะดึงให้ถอยหลัง กลับมาเท่านั้น แล้วเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบนี้หรือครับ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้จริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ