เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษา โดยมองว่าร่างดังกล่าวดีกว่าของเดิมและเน้นความจำเป็นในการปฏิรูปเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข พร้อมเสนอให้ปรับปรุงในจุดสำคัญ เช่น การจัดการศึกษาร่วมระหว่างเด็กความสามารถพิเศษและเด็กความต้องการพิเศษ การแก้ปัญหาการแบ่งสายในมัธยมปลาย การลดช่องว่างจากการสอบคัดเลือก และการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติอยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการศึกษามีมุมมองกว้างและครอบคลุมทุกภาคส่วนมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตให้ความเห็นในบางประเด็นของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งโดยภาพรวม ๑๐๐ มาตรา ต้องยอมรับว่าดีกว่ากฎหมายเดิมเป็นส่วนใหญ่ ในประเด็น ที่หยิบยกมาเป็นส่วนน้อย แต่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้กฎหมายนี้ดีขึ้น การรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าเชื่อว่าพระราชบัญญัติเดิมดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ถ้าของเดิมสร้างปัญหายังแก้ยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ การมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่จึงมีความจำเป็น แต่มาช่วยกันดูว่าในจุดไหนเป็นจุดที่ควรจะ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม
ในประเด็นที่ ๑ การปฏิรูปการศึกษา เป็น ๑ ใน ๒ เรื่อง ที่รัฐธรรมนูญ กำหนดสำหรับการปฏิรูปประเทศ ก็คือการปฏิรูปตำรวจและการปฏิรูปการศึกษา สาระของ กฎหมายฉบับนี้ที่สำคัญมากและเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยได้กล่าวถึง ก็คือการพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการพัฒนาการเรียนการสอน การเรียนการสอนเป็นสิ่งจำเป็น พื้นฐาน แต่ยังไม่เพียงพอ เป็นส่วนย่อยของการเรียนรู้ กฎหมายฉบับนี้พูดถึงเรื่องการเรียนรู้ ไว้ค่อนข้างชัดเจน
ในประการถัดไป เรื่องของคุณครูกับเรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัยมีความ จำเป็นทางกฎหมายที่จะต้องเขียนแตกต่างกันเพื่อไม่ให้เกิดสะดุดปัญหาเรื่องใบประกอบ วิชาชีพครู แต่เมื่อแยกคำว่าครูกับอาจารย์มหาวิทยาลัยออกจากกันแล้ว จำเป็นที่จะต้อง เชื่อมโยงต่อไปว่าทุกครั้งที่เราพูดถึงการผลิต การคัดกรอง และการพัฒนาครูต้อง หมายรวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย สิ่งที่สำคัญของกฎหมายฉบับนี้มีเพียงประการเดียว ในความเห็นของผม คือทำให้เด็กเยาวชนและประชาชนทุกคนเป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หลังจากนั้นทุกเรื่องถ้าจำเป็นที่จะทำให้เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข เราก็จะผลักดันทั้งสิ้น แต่ไม่ควรให้มีประเด็น ที่เราผลักดันไปแล้วไม่ส่งผลถึงผู้เรียน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเพิ่มเงินเดือนค่าตอบแทน เงินวิทยฐานะให้กับบุคลากรทางการศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย เราเชื่อกันว่าจะทำให้ ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนเห็นจริง ๆ ว่าถ้าเราสร้างแรงจูงใจ เราเพิ่มสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปเด็กผู้เรียนดีขึ้นจริง ๆ จุดเด่นของกฎหมายฉบับมีอยู่อีก ๒-๓ ประการ ประกอบด้วย ความทุกข์ของพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายที่ต้องเลือก สายวิทย์-คณิต วิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา พอถ้ามหาวิทยาลัยบอกให้ไปเรียนศึกษาทั่วไปในชั้นปีที่ ๑ ไม่ต้องแยก ตรงนี้เองกฎหมาย ได้แก้ไขปัญหานี้ไว้ให้ โดยการที่ไม่บังคับว่าจะต้องแยกเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ในมัธยมศึกษา ตอนปลาย ร่างกฎหมายนี้ยังมีข้อดีต่อไปที่แก้ปัญหาของสังคมก็คือเรื่องการสอบ ทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีโอกาสมีรายได้ดีกับครอบครัวยากจนด้อยโอกาส สอบเข้าตั้งแต่ประถมก็สู้ไม่ได้ สอบมัธยมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เขียนตรงนี้ไว้ให้ว่าไม่ให้มีการสอบ และในที่ ๆ ที่จำเป็นต้องมีการคัดเลือก เช่น การคัดเลือกเข้าในสถาบันอุดมศึกษาขอให้คัดเลือกโดยห้ามออกเนื้อหาเกินหลักสูตรที่เรียน ในมัธยมปลาย นี่คือจุดเด่นของกฎหมายฉบับนี้ จุดเด่นต่อไปก็คือการให้ความเป็นธรรม กับภาคเอกชน เราจะเห็นได้ว่าครูเก่ง ๆ ในสมัยก่อนอยู่ในโรงเรียนเอกชน เดี๋ยวนี้ลาออก ไปอยู่โรงเรียนรัฐบาลหมด แต่ทั้งครูโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐบาลก็ล้วนแต่สอนเด็กไทย ให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งสิ้น การสนับสนุนทรัพยากรเข้าสู่ภาคเอกชนควรมีความเท่าเทียม ไม่ด้อยกว่าการสนับสนุนภาครัฐ เพราะเรากำลังทำเรื่องเดียวกัน ก็คือจัดการเรียนรู้ให้กับเด็ก และเยาวชนเป็นคนดี คนเก่ง ตรงนี้ก็เขียนเอาไว้
อีกประการที่สำคัญ ก็คือเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กที่เป็นอัจฉริยะ เรียกว่ากิฟเต็ด (Gifted) หรือทาเลนเต็ด (Talented) กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียกว่า สเปเชียลนีดส์ (Special Needs) ไม่ควรแยกจากกัน เพราะสุดท้ายเขาจะต้องมาใช้ชีวิต ร่วมกัน เด็กเก่ง เด็กอัจฉริยะเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะจะเป็นคนใจร้อน เป็นคน ที่เชื่อมั่นในตนเองสูง และมักจะโกรธผู้อื่นง่าย มีวาจาที่ไม่สุภาพไพเราะเพราะหงุดหงิดคนที่ เขาช้ากว่า การจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างเด็กที่มีความสามารถพิเศษกับเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราแยกเสียตั้งแต่ต้นก็จะทำให้เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
ต่อไปเป็นข้อเสนอแนะก็คือเรื่องคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ การศึกษาแห่งชาติมิใช่กระทรวงศึกษาธิการโดยลำพัง แต่แน่นอนกระทรวงศึกษาธิการเป็น กระทรวงหลัก ดังนั้นการศึกษาแห่งชาติที่วางองค์ประกอบไว้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการเป็นรองคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นรองคนที่สอง มีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานจึงถูกต้องแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติทำนองนี้ ต้องยอมรับนะครับเป็นเรื่องนโยบาย สาระสำคัญของการประสบความสำเร็จอยู่ที่สำนักงาน เลขานุการ สำนักงานสภานโยบายจึงเป็นหัวใจสำคัญของคอมมิสชัน (Commission) ทำนองนี้ จึงควรอยู่กับท่านประธานคือนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติจึงควรอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ควรอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะแม้จะตั้งใจทำดีแค่ไหนก็ตามบริบทจะแคบลงทันที ก็คืออยู่ภายในกระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข อยู่ที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่สำคัญ เด็กนับล้านคน ครูบาอาจารย์นับแสนคนอยู่ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพราะฉะนั้นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติจึงควร อยู่กับนายกรัฐมนตรีเพื่อดูทุกกระทรวงโดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นกำลังหลัก แต่ไม่ควร ไปสังกัดกับกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณครับ